Samsung เตือนภาษีสหรัฐอาจกระทบยอดขาย ธุรกิจชิปผันผวน หวั่นฉุดดีมานด์สินค้าครึ่งปีหลัง
Samsung เตือนภาษีสหรัฐอาจกระทบยอดขาย ธุรกิจชิปผันผวน หวั่นฉุดดีมานด์สินค้าครึ่งปีหลัง ม้ไตรมาสแรกทำกำไรได้ 6.7 ล้านล้านวอนจากแรงซื้อเร่งด่วน
วันที่ 28 เมษายน 2568 เวลา 14.52 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า Samsung Electronics บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของเกาหลีใต้ ออกคำเตือนว่า มาตรการภาษีของสหรัฐอาจทำให้ความต้องการสินค้าลดลง โดยเฉพาะสมาร์ทโฟน และอาจส่งผลต่อความสามารถในการคาดการณ์ผลประกอบการในอนาคต
Samsung Electronics ระบุเพิ่มเติมว่า ธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ (ชิป) จะเผชิญกับความไม่แน่นอนมากขึ้นตลอดทั้งปี ขณะเดียวกันยอดส่งมอบสมาร์ทโฟนในไตรมาสที่ 2 กำลังเผชิญแรงกดดันจากความต้องการที่ชะลอตัวลง
ท่าทีระมัดระวังนี้จากหนึ่งในผู้ผลิตอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่สุดของโลก สะท้อนถึงบรรยากาศความไม่แน่นอนในเวทีการค้าระหว่างประเทศที่รุนแรงขึ้นจากสงครามภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่ General Motors (GM) ประกาศถอนคาดการณ์ผลประกอบการทั้งปี
Samsung Electronics ซึ่งเป็นผู้ผลิตหน่วยความจำรายใหญ่ที่สุดของโลก รายงานว่า มีกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาสแรก 6.7 ล้านล้านวอน หรือราว 4.68 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 1.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นไปตามประมาณการก่อนหน้านี้
กำไรดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากลูกค้าที่เร่งซื้อสมาร์ทโฟนและชิปพื้นฐาน (commodity chips) เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากภาษีของสหรัฐ แม้ว่าธุรกิจชิปด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของบริษัทจะยังอ่อนแอ
หุ้น Samsung Electronics ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในหุ้นเทคโนโลยีที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดในปีที่แล้ว ปรับตัวลง 0.4% สอดคล้องกับตลาดหุ้นโดยรวม
ทั้งนี้ภาษีของสหรัฐที่สูงลิ่วต่อสินค้าจีน และข้อจำกัดที่เข้มงวดขึ้นต่อการส่งออกชิป AI ไปยังจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของซัมซุง กำลังคุกคามอุปสงค์ต่อชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ชิปและหน้าจอสมาร์ทโฟน
โดยภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) ของทรัมป์ ซึ่งส่วนใหญ่ถูกระงับไว้ชั่วคราวจนถึงเดือนกรกฎาคม มีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อประเทศต่าง ๆ รวมถึง เวียดนามและเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นฐานการผลิตสมาร์ทโฟนและจอภาพของซัมซุง
ซัมซุงระบุว่า บริษัทกำลังพิจารณาย้ายฐานการผลิตทีวีและเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เพื่อลดผลกระทบจากมาตรการภาษีดังกล่าว ในส่วนของธุรกิจชิป ซัมซุงคาดว่าอุปสงค์จะยังคงแข็งแกร่งในไตรมาสที่ 2 โดยได้รับแรงหนุนจากเซิร์ฟเวอร์ AI และการเร่งซื้อสินค้าล่วงหน้าของลูกค้าก่อนที่ภาษีจะกลับมาบังคับใช้ อย่างไรก็ตามบริษัทเตือนว่าการเร่งสั่งซื้อในช่วงต้นปี อาจส่งผลลบต่ออุปสงค์ในช่วงครึ่งหลังของปี
คิม แจ-จุน รองประธานฝ่ายหน่วยความจำของซัมซุง กล่าวในการประชุมรายงานผลประกอบการว่า“เรามองว่าความไม่แน่นอนด้านอุปสงค์กำลังเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงล่าสุดในนโยบายภาษีของประเทศสำคัญ ๆ และการควบคุมการส่งออกชิป AI ที่เข้มงวดขึ้น”
ด้าน พัค ซุน-ชอล CFO กล่าวว่า“เราคาดหวังอย่างระมัดระวังว่า ผลการดำเนินงานโดยรวมจะค่อย ๆ ฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง หากความไม่แน่นอนในปัจจุบันผ่อนคลายลง”
อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์บางรายยังไม่มั่นใจ โดยระบุว่าบริษัทไม่ได้ให้คำแนะนำที่ชัดเจนสำหรับ ธุรกิจชิป AI ซึ่งยังมีปัญหารยู ยอง-โฮ นักวิเคราะห์อาวุโสจาก NH Investment & Securities ระบุว่า “ยังมีความไม่แน่นอนด้านมหภาค และการเร่งสั่งซื้อยังดำเนินอยู่ การอธิบายแนวโน้ม ‘ต่ำในครึ่งแรก ฟื้นตัวครึ่งหลัง’ ยังไม่ชัดเจนเพียงพอ”
ทั้งนี้ธุรกิจสมาร์ทโฟนและเครือข่ายของซัมซุงรายงานกำไรเพิ่มขึ้น 23% สู่ระดับ 4.3 ล้านล้านวอน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี ได้แรงหนุนจากรุ่นใหม่ของ Galaxy S ที่มีฟีเจอร์ AI ซัมซุงได้เร่งผลิตสมาร์ทโฟนใน เวียดนาม อินเดีย และเกาหลีใต้ ล่วงหน้าก่อนมาตรการภาษีจะเริ่มบังคับใช้ แม้ธุรกิจมือถือจะทำได้ดี แต่กำไรจากธุรกิจชิปลดลง 42% เหลือ 1.1 ล้านล้านวอน เทียบกับปีก่อน แม้จะมีลูกค้าบางรายเร่งสั่งซื้อล่วงหน้า
ซัมซุงรายงานว่ายอดขาย High Bandwidth Memory (HBM) ซึ่งใช้ในชิป AI ลดลงบางส่วนจากข้อจำกัดการส่งออกของสหรัฐ บริษัทระบุว่าได้ส่งตัวอย่าง HBM3E รุ่นใหม่ ให้ลูกค้ารายใหญ่ และคาดว่ายอดขายจะเริ่มฟื้นตัวค่อยเป็นค่อยไปตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป แม้จะยังไม่เปิดเผยเป้าหมายเชิงปริมาณ
นักวิเคราะห์ประเมินว่า ประมาณ 1 ใน 3 ของรายได้จาก HBM ของซัมซุงมาจากจีน และยังตามหลังคู่แข่งร่วมชาติอย่าง SK Hynix ซึ่งเป็นผู้จัดหาชิปรายใหญ่ให้กับ Nvidia ในสหรัฐ
เมื่อสัปดาห์ก่อน SK Hynix รายงานกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาสแรกเพิ่มขึ้น 158% เป็น 7.4 ล้านล้านวอน สูงเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ของบริษัท จากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งในชิป AI
รายได้รวมของซัมซุงในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม อยู่ที่ 79.1 ล้านล้านวอน เพิ่มขึ้น 10% ใกล้เคียงกับประมาณการก่อนหน้านี้ที่ 79 ล้านล้านวอน
อ้างอิง : reuters.com