โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ไทยพร้อม? ชิงศูนย์กลางการเงินโลก

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 04 ก.พ. 2568 เวลา 03.46 น.
กางแผนที่ศูนย์กลางทางการเงินโลก (Financial Center หรือ Financial Hub) ไทยอยู่ตรงไหน? และมีความพร้อมจะท้าชิงเป็น

ตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2567 ในการพัฒนาประเทศในระยะกลางและระยะยาว มุ่งเน้นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันเพื่อวางรากฐานสู่การพัฒนาประเทศในอนาคต และหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางโดยเร็ว โดยปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจ ( Industry Transformation) พัฒนาเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ (New Growth Engine)

ซึ่งการจัดตั้ง “ศูนย์กลางทางการเงิน” หรือ Financial Hub เป็นหนึ่งในนโยบายที่จะช่วยพัฒนาบทบาทให้ประเทศไทยเป็นผู้เล่นสำคัญทางเศรษฐกิจในเวทีโลก โดยรัฐบาลจะมุ่งสู่เป้าหมายที่จะทำให้ประเทศไทย ”เป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางการเงินของโลก”

ล่าสุดรัฐบาลประกาศจะเร่งขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรมในปี 2568 ผ่านการผลักดันร่างพระราชบัญญัติ ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน ( ร่าง พ.ร.บ. ศูนย์กลางทางการเงิน) เพื่อพัฒนาไทยเป็นผู้เล่นสำคัญทางเศรษฐกิจในเวทีโลก และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

แต่ก่อนจะไปดูรายละเอียดของ ร่างพ.ร.บ.ศูนย์กลางทางการเงิน มาทำความรู้จักศูนย์กลางทางการเงิน (Financial Center หรือ Financial Hub) และปัจจุบันไทยอยู่ตรงไหนของศูนย์กลางทางการเงินโลก จากบทวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ศูนย์กลางทางการเงินโลก คือ ศูนย์กลางของกิจกรรมทางการเงิน โดยคุณสมบัติสำคัญคือ มีสถาบันการเงินหลากหลายประเภทและมีจำนวนมาก มีโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่ดี มีความเชื่อมโยงกับประเทศอื่นๆ สูงซึ่งเอื้อต่อการเติบโตของปริมาณธุรกรรมข้ามพรมแดน มีผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน รวมถึงมีกฎหมายและเทคโนโลยีที่เอื้ออำนวย ซึ่งองค์ประกอบทั้งหมดช่วยให้ศูนย์กลางทางการเงินมีความพร้อมในการให้บริการทางการเงินที่ครอบคลุมและมีความหลากหลาย

แล้วไทยอยู่ตรงไหน? จากรายงาน Global Financial Centres Index 36 (GFCI) ได้ประเมิน “กรุงเทพฯ” อยู่ที่อันดับ 95 จาก 212 ศูนย์กลางการเงินทั่วโลก เมื่อเดือนกันยายน 2567 ลดลงจากอันดับที่ 93 เมื่อเดือนมีนาคม 2567 ขณะที่หากเทียบกับศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาคหรือโลก อย่างเช่น นิวยอร์ก (อันดับ 1) ลอนดอน (2) ฮ่องกง (3) สิงคโปร์ (4) หรือดูไบ (16)

จะพบว่าอันดับของไทยยังทิ้งห่างอยู่มาก เนื่องจากเมืองศูนย์กลางทางการเงินอันดับต้น ๆ เหล่านั้น ได้รับการออกแบบกฎกติกา เกณฑ์ด้านภาษี และโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศ ที่พร้อมสนับสนุนการเคลื่อนย้ายเงินทุนและการระดมทุนอย่างมาก

นอกจากนี้ เมืองเหล่านั้น ยังมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน สอดคล้องกับจุดแข็งทางเศรษฐกิจและการเงินของแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน อาทิ สิงคโปร์มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการทางการเงิน (Wealth Management) ขณะที่ ฮ่องกงเป็นประตูทางการเงินสู่จีนและประเทศอื่นในโลก ทำให้เชี่ยวชาญด้านบริการทางการเงินสำหรับกิจการข้ามชาติ เช่น Investment Bank และ Trade Finance เป็นต้น

สอดคล้องกับมุมมอง ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดนโยบายและยกร่างกฎหมายเพื่อจัดตั้งศูนย์กลางทางการเงิน มีหน้าที่และอำนาจในการศึกษา เสนอแนะ และจัดทำนโยบายเกี่ยวกับแนวทางการผลักดันประเทศไทยเป็น Financial Hub และยกร่างพระราชบัญญัติศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน พ.ศ. …. (ร่าง พ.ร.บ. ศูนย์กลางทางการเงิน) ระบุว่า

หนึ่งในจุดแข็งของศูนย์กลางทางการเงินไทย คือไทยมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินไทยที่พัฒนามากกว่าหลายประเทศในภูมิภาค เช่น ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ดังนั้น รัฐบาลจะพยายามเติมเต็มข้อจำกัดหรือช่องว่างที่ศูนย์กลางการเงินในปัจจุบันยังไม่ตอบโจทย์ โดยทำให้กฎหมายฉบับนี้มีลักษณะเปิดกว้างและมีข้อจำกัดน้อย

นอกจากนี้ ดร.เผ่าภูมิระบุว่า รัฐบาลตั้งเป้าปั้นไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงินของกลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งได้แก่ กัมพูชา, สปป.ลาว, เมียนมา และเวียดนาม เนื่องจากปัจจุบันไทยมีความเชื่อมโยงไปสู่ประเทศในภูมิภาคที่เหนือกว่าหรือได้เปรียบกว่าศูนย์กลางทางการเงินที่มีอยู่ในปัจจุบัน

และอีกจุดแข็งของไทย คือ ไทยมีภูมิทัศน์ทางการเงิน (Financial Landscape) ที่ครอบคลุมประชากรของประเทศได้อย่างทั่วถึง มีภาคการธนาคารที่แข็งแกร่ง มีระบบการกำกับดูแลที่ดี

ขณะที่ค่าจ้างแรงงาน และค่าครองชีพในไทยไม่สูงมาก ในปัจจุบันผู้ประกอบธุรกิจทางการเงินในศูนย์กลางทางการเงินของหลายประเทศอาจเผชิญปัญหาค่าเช่าและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจทางการเงินมีแรงจูงใจที่จะย้ายสำนักงานออกจากพื้นที่เดิมและมองหาพื้นที่ใหม่ที่ต้นทุน การทำธุรกิจไม่สูงจนเกินไป ไทยจึงมีโอกาสดึงดูดต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศได้

ดังนั้น เพื่อขยายบทบาทของการเป็นศูนย์กลางทางการเงินที่ได้รับการตอบรับจากต่างชาติมากขึ้นกว่านี้ ยังต้องอาศัยการเร่งเพิ่มศักยภาพของแรงงานไทย การสนับสนุนให้มี Talent จากต่างชาติเข้ามามากขึ้น การลดภาษีและการผ่อนคลายเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรค ควบคู่กับการพัฒนาจุดแข็งทางเศรษฐกิจของไทยประกอบด้วย ซึ่งเป็นที่มาของการออกกฎหมาย ร่าง พ.ร.บ.ศูนย์กลางทางการเงิน

สำหรับความคืบหน้า ร่าง พ.ร.บ. ศูนย์กลางทางการเงิน ได้ผ่านกระบวนการเปิดรับฟังความคิดเห็นเสร็จสิ้นแล้ว กระทรวงการคลังคาดว่าจะนำร่าง พ.ร.บ.ศูนย์กลางทางการเงิน จำนวน 96 มาตรา เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างช้าต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้

เมื่อครม. เห็นชอบแล้ว กฎหมายดังกล่าวจะถูกส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาก่อนจะเข้าสู่รัฐสภา โดยคาดว่าจะดำเนินขั้นตอนทางกฎหมายให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ และน่าจะประกาศใช้ได้ภายในปีหน้า

โดยร่าง พ.ร.บ. มีหลักการสำคัญ ดังนี้

1. ธุรกิจเป้าหมาย

Financial Hub ต้องการดึงดูดนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยและสาขาของนิติบุคคลต่างประเทศ 8 ประเภท ได้แก่ 1) ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ 2) ธุรกิจบริการการชำระเงิน 3) ธุรกิจหลักทรัพย์ 4) ธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า 5) ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล 6) ธุรกิจประกันภัย 7) ธุรกิจนายหน้าประกันภัยต่อ และ 8) ธุรกิจทางการเงินหรือธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องหรือสนับสนุนธุรกิจทางการเงินตามที่ คกก. ประกาศกำหนด ให้เข้ามาลงทุนและตั้งบริษัทในไทย

โดยมีเงื่อนไขว่าต้องตั้งในเขตพื้นที่ที่กำหนดและต้องจ้างแรงงานไทยเป็นสัดส่วนตามที่กำหนด โดยสามารถให้บริการแก่ผู้ที่มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ (Non-resident) เท่านั้น

ทั้งนี้จะอนุญาตให้สามารถให้บริการผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศได้ในกรณีมีกิจกรรมการมีส่วนร่วมในตลาด (Market Participant) ดังนี้

(1) ด้านประกันภัย สามารถทำประกันภัยต่อกับบริษัทประกันภัยในไทยเพื่อโอนความเสี่ยงได้

(2) ด้านตลาดทุน สามารถให้บริการร่วมกับผู้ประกอบการไทย (Co-services) ในการพาลูกค้าไปลงทุนต่างประเทศได้

(3) ด้านสถาบันการเงิน สามารถทำ Interbank กับสถาบันการเงินไทยเพื่อบริหารความเสี่ยงได้

(4) ด้านธุรกิจบริการการชำระเงิน สามารถเชื่อมระบบกับผู้ให้บริการภายใต้การกำกับดูแลของไทยได้

(5) ด้านธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงิน ผู้ประกอบธุรกิจมีสถานะเป็น Non-resident ที่ประกอบธุรกิจทางการเงิน โดยต้องปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมแลกเปลี่ยนเงิน และมาตรการป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินบาท

2) สิทธิประโยชน์

ผู้ประกอบธุรกิจเป้าหมายภายใต้ Financial Hub จะได้รับสิทธิประโยชน์ทั้งทางภาษีและมิใช่ภาษีตามที่คณะกรรมการฯ กำหนด โดยสิทธิประโยชน์ทางภาษีจะต้องแข่งขันได้ และสิทธิประโยชน์ที่มิใช่ภาษี เช่น การยกเว้นกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของบุคคลต่างด้าว สิทธิประโยชน์ในการนำคนต่างด้าวเข้ามาอยู่ในประเทศไทย การให้กรรมสิทธิในการถือครองห้องชุดเพื่อการประกอบธุรกิจและอยู่อาศัย เป็นต้น

และ 3) การอนุญาตและกำกับดูแล

จะมีการตั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน (One Stop Authority: สำนักงาน OSA ) ขึ้นเป็นหน่วยงานของรัฐเพื่อให้บริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จครบวงจร (End to end) เพื่อส่งเสริมให้ไทยเป็น Financial Hub และดึงดูดผู้ประกอบธุรกิจทางการเงินเข้ามาลงทุน และมีคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน (คกก. OSA) ทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย กำหนดแนวทางการส่งเสริม กำหนดประเภทและขอบเขตของการอนุญาต หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขการขออนุญาต และการอนุญาต การเพิกถอน และการกำกับดูแล โดยต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดหรือมาตรฐานเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (AML/CFT) ที่เป็นมาตรฐานสากล

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังมั่นใจว่าการพัฒนาไทยให้เป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาคจะดึงดูดธุรกิจทางการเงินต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในไทย ทำให้แรงงานที่มีทักษะด้านการเงินจากต่างประเทศเข้ามาทำงานในไทยมากขึ้น เกิดการพัฒนาธุรกิจทางการเงินในไทย เกิดการจ้างงานในประเทศ เกิดการถ่ายทอดทักษะและเทคโนโลยีแก่แรงงานไทย รัฐบาลจึงมีนโยบายที่ชัดเจนที่จะผลักดันให้ Financial Hub เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด ผ่านพรบ.ศูนย์กลางทางการเงิน ซึ่งคาดว่าจะประกาศใช้ได้ภายในปีหน้า

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...