โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ที่นำแท่งไฟออกมา เพราะมันไม่มีทางจะดับลง” เมื่อ ‘บง’ กลายเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้ เพื่อประชาธิปไตยในหมู่คนรุ่นใหม่เกาหลีใต้

The Momentum

อัพเดต 09 ธ.ค. 2567 เวลา 15.35 น. • เผยแพร่ 09 ธ.ค. 2567 เวลา 07.59 น. • THE MOMENTUM

ฟ้า เขียว น้ำเงิน ขาว ส้ม และชมพู

คือสีของ ‘แท่งไฟ’ หรือ ‘บง’ (봉) อุปกรณ์คู่ใจแฟนคลับหลากด้อมในคอนเสิร์ตที่ปรากฏในการชุมนุมขับไล่ ยุน ซอกยอล (Yoon Suk-yeol) ผู้นำเกาหลีใต้ หลังสร้างแผ่นดินไหวทางการเมืองและทำให้คนทั่วโลกตื่นตระหนก ด้วยการประกาศ ‘กฎอัยการศึก’ ในรอบ 40 ปี โดยอ้างว่า เป็นมาตรการปราบปรามฝ่ายค้านที่ร่วมมือกับเกาหลีเหนือเพื่อโค่นล้มรัฐบาล

นอกจากพลังของผู้คนที่ไม่ยอมจำนนต่อระบอบเผด็จการ หลังรัฐสภาและประชาชนร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวขับไล่ผู้นำเกาหลีใต้ ทั้งการเรียกร้องในรัฐสภาและการต่อสู้บนท้องถนน สิ่งที่เห็นได้ชัดในการชุมนุมครั้งนี้คือ ควันหลงของกระแสเคป็อป (K-Pop) ที่ผูกโยงกับการชุมนุม เมื่อวัฒนธรรมป็อปใช้เป็นแหล่งสร้างขวัญและกำลังใจให้การประท้วงดำเนินต่อไป โดยหนึ่งในนั้นคือการใช้ ‘แท่งไฟ’ สัญลักษณ์แห่งความสุขสำหรับแฟนคลับ เป็นอาวุธประท้วงความฉ้อฉลของรัฐบาล

“ถึงแฟนเคป็อปทั่วประเทศ โปรดนำแท่งไฟของคุณเข้าร่วมการชุมนุมด้วย เราจะจัดคอนเสิร์ตที่มีแสงเทียนเพื่อคุณ” คือเสียงจาก Candlelight Action กลุ่มประชาสังคมที่นำทัพถือ ‘แท่งไฟไล่เผด็จการ’ และเชื่อมการชุมนุมทางการเมืองกับโลกของ K-Pop เข้าด้วยกัน

จาก ‘แสงเทียน’ สู่ ‘แท่งไฟ’: เมื่อคนรุ่นใหม่รวมตัวเพื่อขับไล่เผด็จการ

‘แสงเทียน’ ถือเป็นหนึ่งในอุปกรณ์สำคัญที่อยู่คู่กับการประท้วงครั้งสำคัญของเกาหลีใต้ แม้ใช้ในการประท้วงตั้งแต่ทศวรรษ 1990 ทว่าพัฒนาการของอุปกรณ์นี้มีจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ คือปี 2002 หลังรถถังหุ้มเกราะของสหรัฐอเมริกาสังหารเด็กสาว 2 คนในระหว่างการฝึกซ้อม จนนำไปสู่กระแสปลุกเร้าในโลกอินเทอร์เน็ต และเกิดเป็นการชุมนุมหน้าจัตุรัสควังฮวามุน (Gwanghwamun Square) โดยผู้เข้าร่วม ‘จุดเทียน’ ร่วมกันรำลึกต่อการจากไปของเหยื่อ

นับตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา เทียนจึงถูกฉายภาพในฐานะสัญลักษณ์การต่อต้านความอยุติธรรมอย่างสันติ ถือเป็นภาพแทนการเมืองสมัยใหม่ว่า เกาหลีใต้เข้าสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ทั้งยังทำลายภาพจำการประท้วงด้วยความรุนแรงในอดีต เช่น การปะทะด้วยแก๊สน้ำตา หรือการสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรงจากรัฐ

นอกจากนี้เทียนยังถูกใช้ในการชุมนุมครั้งสำคัญหลายครั้ง เช่น การประท้วงถอดถอน โน มูฮยอน (Roh Moo-hyun) อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ในปี 2004 , การประท้วงนำเข้าเนื้อวัวจากสหรัฐอเมริกาในปี 2008 จนถึงการประท้วงครั้งใหญ่ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่อย่าง การขับไล่ พัค กึนฮเย (Park Geun-hye) ประธานาธิบดีหญิง ออกจากตำแหน่งในปี 2016-2017 ในข้อหาใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว จนเกิดเป็นคำศัพท์ ‘การปฏิวัติแสงเทียน’ (Candlelight Revolution) ขึ้นมาในแวดวงวิชาการ

ทว่าการชุมนุมปี 2024 แตกต่างกันออกไป หลังคนรุ่นใหม่ในเกาหลีใต้หรือ ‘กลุ่ม MZ’ (Gen Millennials และ Gen Z)ริเริ่มใช้แสงสว่างอื่นแทนแสงเทียน นั่นก็คือ ‘แท่งไฟ’ โดยเหตุผลส่วนหนึ่งมีที่มาจากคำพูดของ คิม จินแท (Kim Jin-tae) นักการเมืองพรรคพลังประชาชน (People Power Party: PPP) อดีตสมาชิกพรรคแซนูรี (Saenuri: 새누리당) พรรคการเมืองเก่าของพัค กึนฮเย ที่เคยเยาะเย้ยการชุมนุมครั้งก่อนว่า “แสงเทียนย่อมดับไปตามลม”

“ตั้งแต่ตอนถอดถอนพัค กึนฮเย มีผู้แทนคนหนึ่งพูดว่า ‘แสงเทียนย่อมดับไปตามลม’ นั่นเป็นสาเหตุที่ฉันนำแท่งไฟออกมา เพราะมันไม่มีทางที่จะดับลง”

โจ (Cho) NCTZen แฟนคลับของวง NCT วัย 24 ปี ให้สัมภาษณ์กับโคเรียไทม์ (KoreaTimes) โดยใส่ตัวอักษรคำว่า 탄핵 หรือแปลว่า ‘ถอดถอน’ ติดลงในแท่งไฟ ขณะที่ในโลกโซเชียลฯ บางส่วนยังแชร์ภาพ ‘ที่คาดผมไฟ’ จาก EXO-L กลุ่มแฟนคลับของ EXO โดยเปลี่ยนคำว่า ดีโอ (디오) ชื่อสมาชิกของวง เป็นคำว่า ถอดถอน (탄핵) แทน

นอกจากนี้สำนักข่าวโคเรียไทม์ยังรายงานว่า แท่งไฟทำให้บรรยากาศการชุมนุมเข้าถึงได้ โดยกลุ่มแฟนเคป็อปต่างบอกว่า บรรยากาศการประท้วงไม่ต่างจากการที่พวกเขาต้องไปดูคอนเสิร์ต ทั้งการยืนท่ามกลางอากาศเย็น และตะโกนโห่ร้องส่งเสียงเชียร์เพื่อสิ่งที่รัก นั่นก็คือ ‘ประชาธิปไตย’ และ ‘ศิลปิน’

“การประท้วงของพวกเราสนุกและเจ๋งมาก เหมือนคอนเสิร์ตเลย นี่คือเหตุผลที่เราจะกลับมาอีกในพรุ่งนี้ และเชิญชวนให้คนมาร่วมกับเรา” ฮอ (Heo) แฟนเพลงของวง SEVENTEEN วัย 24 ปีให้สัมภาษณ์

“มันน่าทึ่งมากที่ผู้คนออกมาโบกแท่งไฟ เป็นภาพที่เราไม่อาจเห็นได้ในยุคเก่า น่าประทับใจมากที่คนรุ่นใหม่สร้างวัฒนธรรมการประท้วงแบบใหม่” อี ซังจิน (Lee Sang-jin) ชายวัย 60 แสดงความรู้สึก

ขณะที่กลุ่ม Candlelight Action ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวฮันคโยเร (Hankyoreh) ว่า การนำแท่งไฟมาประท้วง เกิดจากการมีส่วนร่วมของประชาชนที่นำเสนอไอเดียใหม่ๆ ทั้งในโลกโซเชียลและในโลกออฟไลน์ โดยคนรุ่นใหม่กลายเป็นผู้นำในการสร้างวัฒนธรรมการประท้วง ทั้งเลือกเพลง ป้ายประท้วงขับไล่ หรือแม้แต่แท่งไฟ อุปกรณ์คู่ใจแฟนด้อมที่กลายเป็น ‘อาวุธ’ ชั่วคราวเพื่อขับไล่รัฐบาล

เพราะ K-Pop กับการเมืองเป็นเรื่องเดียวกัน

นอกจากเบื้องหลังความสว่างของแท่งไฟที่ไม่มีวันดับลง แฟนคลับบางคนยังออกมาประท้วงเพราะพวกเขาเชื่อว่า เคป็อปกับการเมืองคือเรื่องเดียวกัน โดยเฉพาะการเกณฑ์ทหารในหมู่ไอดอลที่อาจส่งผลกระทบโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญ

“สมาชิกวงเรา 2 คนกำลังเข้ากรมอยู่ และอีกคนกำลังจะไป พวกเรากังวลมากที่กฎอัยการศึกถูกประกาศ และทหารกำลังระดมพล” มอนเบเบ (Monbebe) กลุ่มแฟนคลับของ Monsta X ให้สัมภาษณ์กับ Pressian สื่อเกาหลี ถึงเบื้องหลังการออกมาประท้วง

“ตอนแรกฉันกังวลนิดหน่อย แต่หลังจากมีการประกาศกฎอัยการศึก และอัน ควีรยอง (Ahn Gwi-ryeong) คว้าปืนจากทหาร มันทำให้ฉันกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

ผู้ให้สัมภาษณ์คนหนึ่งอธิบาย โดยอ้างถึงชื่อโฆษกหญิงแห่งพรรคประชาธิปไตยเกาหลี (Democratic People of Korea: 민주당) ผู้กล้าหาญในค่ำคืนแห่งความไม่แน่นอน เมื่อเธอตรงดิ่งเข้าขัดขืนกฎอัยการศึก ด้วยการจับด้ามปืนของทหารอย่างไม่เกรงกลัว พร้อมตะโกนด่าทอว่า “ไม่อายหรือไง” ซึ่งทำให้เกิดความคิดแวบหนึ่งขึ้นมาว่า ไอดอลที่เธอชื่นชอบอาจจะ ‘หัน’ ปลายกระบอกปืนมาทางประชาชนไม่ต่างกัน

อย่างไรก็ตาม กู จองอู (Koo Jeong-woo) ศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาจากมหาวิทยาซองคยุนกวาน (Sungkyunkwan University) อธิบายว่า ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ โดยแท่งไฟในฐานะสัญลักษณ์เคป็อปคือ เครื่องมือที่สร้าง ‘ความเข้าใจร่วมกัน’ ทั่วโลก โดยเขาเปรียบเทียบว่า วัฒนธรรมดังกล่าวคือความแปลกใหม่ ที่เป็นคู่ตรงข้ามกับ ‘การส่งพวงหรีด’ เพื่อประท้วงบางสิ่ง เมื่อคนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งกำลังริเริ่มวัฒนธรรมการพวงหรีด สัญลักษณ์การไว้อาลัยในงานศพ เพื่อต่อต้านสิ่งที่ไม่ถูกใจ

“ประชาชนจัดการชุมนุมอย่างสันติและมั่นใจในประชาธิปไตยของเกาหลี พวกเขาเชื่อว่า จะชนะกฎอัยการศึกได้ และคนรุ่นใหม่นำขบวนการประท้วง เปลี่ยนแปลงให้บรรยากาศสดใสและรื่นเริงกว่าที่เคยเป็น” กู จองอูอธิบาย

ขณะที่ ซอ ชานซอก (Seo Chan-seok) ศาสตราจารย์ภาควิชาสังคมวิทยา มหาวิทยาจุงอัง (Chung-Ang University) อธิบายผ่านสำนักข่าวฮันคยอง (Hankyung) ว่า การใช้แท่งไฟที่นำไปสู่บรรยากาศรื่นเริง คือบทเรียนของชาวเกาหลีใต้ที่เรียนรู้จากการประท้วงถอดถอนพัค กึนฮเย เมื่อหลายปีก่อนว่า พวกเขาไม่สามารถ ‘เปลี่ยนแปลง’ ภายในวันเดียวได้ จึงพยายามหลีกเลี่ยงความรุนแรงและประท้วงอย่างมีวุฒิภาวะ

น่าสนใจว่า วัฒนธรรมเคป็อปไม่ได้แทรกซึมในการประท้วงครั้งนี้แค่แท่งไฟ แต่บทเพลงจากไอดอลชื่อดังยังถูกใช้สร้างขวัญและกำลังใจ เห็นได้ชัดจากการนำเพลง Into the New World(다시 만난 세계)โดย Girls’ Generationเกิร์ลกรุ๊ปแห่งชาติ มาปลุกใจผู้คน โดยเฉพาะท่วงทำนองและความหมายที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง อนาคต และการเปลี่ยนแปลง ซึ่งก่อนหน้านี้เคยใช้ในการประท้วงในหมู่เฟมินิสต์ (Feminist) ในช่วงปี 2016 มาก่อน

“แม้ถนนที่ขรุขระและอนาคตที่ไม่รู้จะอยู่ข้างหน้า แต่ฉันจะไม่เปลี่ยนแปลงและยอมแพ้ ฉันจะบอกลาความเศร้าโศกที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในโลกของเรา” คือเนื้อความบทเพลงส่วนหนึ่งที่ดูเรียบง่าย แต่สะท้อนเส้นทางที่ ‘ไม่ง่าย’ ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในเกาหลีใต้

อ้างอิง

https://www.chosun.com/national/national_general/2024/12/08/4VQCFRVOSFFB3EYASE7Z6LJWA4/

https://www.koreatimes.co.kr/www/nation/2024/12/281_387944.html

https://www.hankyung.com/article/2024120826911

https://www.koreaherald.com/view.php?ud=20220414000732

https://www.pressian.com/pages/articles/2024120701354217135

https://www.koreaboo.com/news/south-korea-candlelight-protest-kpop-lightsticks-reason/

https://www.straitstimes.com/asia/east-asia/girls-generation-2007-song-resurfaces-as-protest-anthem

https://www.dissentmagazine.org/article/revolution-by-candlelight-how-south-koreans-toppled-a-government/

https://eastasiaforum.org/2017/02/07/south-koreas-candlelight-protests/

https://www.koreaboo.com/news/south-korea-candlelight-protest-kpop-lightsticks-reason/

https://x.com/hooovy33/status/1865644399889469606

https://www.hani.co.kr/arti/society/society_general/1171820.html

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...