โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สธ. เผย เหล้า-เบียร์ กินเท่าไหร่ถึงกดสมอง ทำให้คนดื่มเสียชีวิตได้

Khaosod

อัพเดต 26 ธ.ค. 2567 เวลา 12.16 น. • เผยแพร่ 26 ธ.ค. 2567 เวลา 12.16 น.

สาธารณสุข เผย เหล้า-เบียร์ แอลกอฮอล์ กินปริมาณเท่าไหร่ ถึงกดสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ และถึงขั้นทำให้คนที่ดื่มเสียชีวิตได้

26 ธ.ค. 2567 นพ.สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า สุรา หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เมื่อดื่มเข้าสู่ร่างกาย จะถูกดูดซึมและกระจายไปทุกส่วนของร่างกายภายในเวลา 5 นาที

ออกฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง เกิดพิษต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ทำให้สมองเสื่อม ความคิดความจำบกพร่อง เกิดไขมันสะสมในตับ ตับอักเสบ และเกิดภาวะตับแข็งตามมา เกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ โดยพิษแบบเฉียบพลัน จะทำให้ขาดสติ ควบคุมตัวเองไม่ได้ อาจเป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุหรือทะเลาะวิวาทได้

การดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงแรก จะทำให้ร่างกายมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดอยู่ที่ประมาณ 30 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หรือ เหล้า 4 แก้ว แก้วละ 1 ฝา เมื่อระดับแอลกอฮอล์ในเลือดอยู่ที่ประมาณ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หรือ เหล้า 6 แก้ว แก้วละ 1 ฝา หรือ เบียร์ 2 กระป๋อง ทำให้การควบควบคุมการเคลื่อนไหวเสียไป

เมื่อมากกว่า 200 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หรือ เหล้า 24 แก้ว แก้วละ 2 ฝา จะทำให้ผู้ดื่มเกิดอาการสับสน เมื่อมากกว่า 300 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะทำให้เกิดอาการง่วง สับสน ซึม มึนงง และถ้ามากกว่า 400 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป อาจทำให้สลบ ซึ่งปริมาณแอลกอฮอล์ ในเลือดที่สูงในระดับนี้ สามารถกดสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ การรู้สึกตัวของผู้ที่ดื่มและทำให้เสียชีวิตได้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สธ. เผย เหล้า-เบียร์ กินเท่าไหร่ถึงกดสมอง ทำให้คนดื่มเสียชีวิตได้

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...