โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ปลัดบุญสงค์’ ยันกองทุนประกันสังคม ไม่ล้มละลาย เร่งปรับยุทธศาสตร์ใหม่-บริหารพอร์ตลงทุน

MATICHON ONLINE

อัพเดต 25 ม.ค. 2568 เวลา 07.16 น. • เผยแพร่ 25 ม.ค. 2568 เวลา 05.14 น.

‘ปลัดบุญสงค์’ ยันกองทุนประกันสังคม ไม่ล้มละลาย เร่งปรับยุทธศาสตร์ใหม่ ลงทุนหลักทรัพย์เสี่ยงเพิ่ม 40% ปรับเงินสมทบ สร้างเสถียรภาพ-รายได้เพิ่ม

เมื่อวันที่ 25 มกราคม นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ตนมีความตั้งใจ มุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อน แนวคิด MOL TRUST โดยสร้างให้กระทรวงแรงงานเป็นที่ยอมรับกับคนทั้งประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานเป็นทีมในทุกภารกิจของกระทรวงแรงงาน และพัฒนาการทำงานไปเรื่อยๆ พร้อมปฏิรูป ดึงระบบใหม่ๆ เข้ามาใช้ในการทำงานเพื่อดูแลสิทธิของผู้ใช้แรงงานในไทย โดยสำนักงานประกันสังคม (สปส.) จะต้องมีการรักษาเสถียรภาพของกองทุนประกันสังคม ที่ผู้ประกันตนมีความกังวลใจว่ากองทุนประกันสังคมจะเกิดการล้มละลาย แต่ขอยืนยันว่า กองทุนประกันสังคม ไม่ล้มละลาย แต่จะต้องมีการบริหารจัดการรูปแบบใหม่ ปัจจุบันกองทุนประกันสังคมมีเงินราว 2.6 ล้านล้านบาท โดยเงินก้อนนี้หากนำมาจ่ายสิทธิประโยชน์ทางเดียว แต่ไม่มีเงินรายได้กลับเข้าสู่กองทุนฯ ในอีก 30 ปีข้างหน้าอาจจะมีผลกระทบต่อเสถียรภาพได้

“แผนยุทธศาสตร์ใหม่จะพิจารณา เรื่อง การลงทุนในกลุ่มเสี่ยงหรือในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงให้มากขึ้น แต่จะต้องเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง ที่คณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) คณะอนุกรรมการ และนักลงทุนยอมรับได้ โดยจะเพิ่มการลงทุนกลุ่มสินทรัพย์เสี่ยง เป็น 40% โดยจะเพิ่มการลงทุนในกลุ่มสินทรัพย์ที่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ที่ BBB ส่วนอีก 60% เป็นการลงทุนในหลักทรัพย์ที่มั่นคง ซึ่งหากใช้แนวทางนี้จะทำให้กองทุนประกันสังคมมีผลตอบแทนเพิ่มขึ้น” นายบุญสงค์กล่าว

นายบุญสงค์กล่าวต่อว่า ในปี 2567 การลงทุนของกองทุนประกันสังคมมีผลตอบแทนกำไรอยู่ที่กว่าร้อยละ 4 หรือประมาณ 60,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากสภาพเศรษฐกิจโดยรวม รวมถึงจะมีการปรับสัดส่วนการลงทุนของกองทุนประกันสังคม เป้าหมายในปี 2568 จะมีผลตอบแทนกำไรเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 หรือราว 70,000 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าในปี 2569 จะมีผลตอบแทนกำไรอยู่ที่ร้อยละ 6 หรือราว 70,000 ล้านบาท

นายบุญสงค์กล่าวว่า อีกหนึ่งแนวทางคือ การขยายฐานค่าจ้าง เพื่อให้กองทุนประกันสังคมสามารถไปต่อได้ เนื่องจาก 34 ปีที่ผ่านมา กองทุนฯไม่มีการขยายฐานค่าจ้าง ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วค่าจ้างสูงกว่าฐานค่าจ้างที่ได้กำหนดไว้ที่ 15,000 บาท ส่งเงินสมทบอยู่ที่ 750 บาท โดยจะมีการขยายฐานค่าจ้างเป็น 3 ขั้นบันได คือ จากเพดานค่าจ้างสูงสุดเดิม 15,000 บาท เป็น 17,500 บาท ในปี 2569-2571 จากนั้นปรับเป็น 20,000 บาท ในปี 2572-2574 และสูงสุด 23,000 บาท ตั้งแต่ปี 2575 เป็นต้นไป โดยหลังจากที่ก่อนหน้านี้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ และมีผู้แสดงความคิดเห็นมากกว่า 2 แสนคน โดยร้อยละ 95 เห็นด้วยกับการปรับฐานค่าจ้างดังกล่าว

ปลัดแรงงานกล่าวว่า อีกทั้งยังจะมีการขยายฐานอายุความเป็นผู้ประกันตน จากเดิมที่ 55 ปี อาจจะขยายเพิ่มเป็น 60 ปี เพื่อขยายอายุกองทุนฯให้มากขึ้น ซึ่งมีแนวทางเบื้องต้นว่าจะให้ผู้ประกันตนเลือกได้เอง นอกจากนั้น จะมีการเปิดให้กลุ่มคนหรืออาชีพที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมได้เข้ามาอยู่ในระบบประกันสังคมมากขึ้น อาทิ แม่บ้าน กลุ่มลูกจ้างจ้างเหมาเกษตรกร กลุ่มประมง กลุ่มต่างด้าว เพื่อทำให้กองทุนประกันสังคมมั่นคงมากขึ้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการร่างกฎหมายและรับฟังความคิดเห็น ก่อนจะนำเสนอต่อที่ประชุมบอร์ดประกันสังคมเพื่อพิจารณา

“จากกรณีที่ประชาชนเกิดข้อสงสัยในเรื่องของการให้บริการในการรักษาที่ไม่เท่าเทียมหรือคุ้มค่า เหมือนสิทธิสวัสดิการอื่นๆ ขอแจงว่า เงินสมทบ 750 บาท ไม่ได้ถูกนำไปใช้ในสิทธิใดสิทธิหนึ่งโดยเฉพาะ โดยกระทรวงแรงงานจะเน้นหนักในเรื่องของบำเหน็จบำนาญและชราภาพ เนื่องจากมองว่าคนไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น และยังไม่มีเงินกองทุนไหนมาเยียวยา มีเพียงประกันสังคมกองทุนเดียวที่สามารถเยียวยาในช่วงบั้นปลายของชีวิตผู้ประกันตนได้ โดยกองทุนฯจะให้ความคุ้มครองตั้งแต่ดูแลตั้งแต่ครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอน เช่น มะเร็งรักษาทุกที่ สามารถรักษาที่โรงพยาบาล (รพ.) แห่งใดก็ได้ ที่ทำข้อตกลงร่วมกับทาง สปส. สามารถเข้าไปรับบริการได้ทุกที่ โดยไม่ต้องผ่านการส่งตัวจาก รพ.ตามสิทธิและเราจะตามไปจ่าย เพื่อประโยชน์ของผู้ประกันตน ซึ่งปัจจุบันมี รพ.เข้าร่วมราว 70-80 แห่ง” นายบุญสงค์กล่าว

นายบุญสงค์กล่าวต่อว่า หลังจากนี้บอร์ดประกันสังคม โดยมีปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธาน ได้มีการพิจารณาเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ประกันตนจำนวนมาก โดยจะมีการประกาศผ่านราชกิจจานุเบกษาต่อไป ส่วนมาตรการ 3 ขอ คือ 1.ขอเลือก ผู้ประกันตนที่มีสิทธิรับเงินบำนาญชราภาพ สามารถเลือกรับเป็นเงินบำเหน็จหรือบำนาญได้ ตามข้อกำหนด 2.ขอคืน กรณีเกิดภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกันตนอย่างร้ายแรง สามารถขอรับเงินชราภาพบางส่วนได้ก่อนอายุครบ 55 ปี ตามข้อกำหนด และ 3.ขอกู้ ผู้ประกันตนสามารถนำเงินชราภาพบางส่วน ใช้เป็นหลักประกันกับสถาบันการเงินที่ทำความตกลงกับสำนักงานประกันสังคมนั้น กระทรวงแรงงานมีการยืนยันไปแล้วที่จะเดินหน้าเรื่องนี้ต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ปลัดบุญสงค์’ ยันกองทุนประกันสังคม ไม่ล้มละลาย เร่งปรับยุทธศาสตร์ใหม่-บริหารพอร์ตลงทุน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...