โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

จุดเปลี่ยน! ประกันสุขภาพ จับตา ม.ค.68 ทำกรมธรรม์ใหม่ Co-Payment เบี้ยรายปี ถูกลง แต่คนซื้อร่วมจ่าย

Thairath Money

อัพเดต 26 ธ.ค. 2567 เวลา 08.24 น. • เผยแพร่ 26 ธ.ค. 2567 เวลา 08.20 น.
ภาพไฮไลต์

Co-Payment ประกันสุขภาพรูปแบบใหม่คืออะไร? คงเป็นคำถามที่หลายคนอยากหาคำตอบ หลังช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา มีสื่อหลายสำนักนำเสนอข่าว “ธุรกิจประกันเตรียมปรับกรมธรรม์ประกันสุขภาพเอกชนให้เป็นแบบ co-payment มากขึ้น โดยเตรียมบังคับใช้ช่วง ม.ค. ปี 2568

ทั้งนี้ Thairath Money สำรวจตรวจสอบพบว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริง โดยในปี 2568 สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และบริษัทประกันภัยนั้น

มีแนวโน้มที่จะปรับกรมธรรม์ประกันสุขภาพในประเทศไทยให้เป็นแบบ co-payment และรูปแบบ Deductible มากขึ้น (ปัจจุบันรูปแบบเหมาจ่าย) เพื่อรับมือกับอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ที่เพิ่มสูงขึ้น และความถี่ในการเข้ารับการรักษาพยาบาลที่สูงขึ้น โดยเฉพาะการป่วยเล็กน้อยทั่วไป

อีกทั้งอาจเป็นการช่วยแก้วิกฤติทางการเงินที่เกิดขึ้นกับกลุ่มธุรกิจประกันที่เผชิญกับความท้าทายมาเป็นเวลานานตั้งแต่ช่วงการระบาดของโรคโควิด-19

ขณะที่บริษัทประกันต่างๆ อยู่ระหว่างวางแผนและทำความเข้าใจกับกลุ่มลูกค้าเพื่อเตรียมปรับใช้ ซึ่งจะนำร่องกับประกันสุขภาพเด็กเป็นกลุ่มแรกๆ ล่าสุด ยังมีรายงานว่า ขณะนี้ คปภ.อยู่ระหว่างให้ฝ่ายกฎหมาย หาวิธีคำนวณ อัตราส่วนค่าสินไหมทดแทน (Loss Ratio) ที่เหมาะสม และเป็นธรรม ต่อผู้เอาประกัน ก่อนประกาศบังคับใช้

ประกันรูปแบบใหม่ Co Payment ผู้ป่วยร่วมจ่าย Vs Deductible รับผิดชอบส่วนแรก คืออะไร

คำถามคือ ประกันรูปแบบใหม่ดังกล่าวจะเกิดผลกระทบอย่างไรบ้างกับผู้ซื้อประกันหรือการต่อกรมธรรม์ใหม่ตั้งแต่ช่วงปี 2568 เป็นต้นไป

ข้อมูลจากไทยประกันชีวิต ระบุถึงความแตกต่างของคำว่า Co Payment Vs Deductible ว่า…

Co Payment คือ การร่วมจ่าย โดยจะมีการระบุในประกันไว้ว่าในการเข้ารับการรักษาแต่ละครั้งนั้น ทางผู้เอาประกันภัยจะต้องมีส่วนร่วมจ่ายเป็นกี่% ของค่ารักษาทั้งหมด เช่น แบบประกันระบุไว้ว่าเป็น CO-PAYMENT 20% หมายความว่า หากผู้ป่วยเข้ารับการรักษาโดยมียอดค่ารักษาอยู่ที่ 100,000 บาท ทางผู้ป่วยจะต้องออกเงินเองเป็นจำนวน 20,000 บาท และทางประกันจะออกในอีก 80,000 บาทที่เหลือ ทุกครั้งที่มีการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

ซึ่งในแง่ดี อาจทำให้เราลดค่าเบี้ยประกันลงไปได้ถึง 20%-50% เลยทีเดียว

ส่วน Deductible คือ รูปแบบประกันที่มีการระบุว่าในแต่ละปีกรมธรรม์ ประกันจะจ่ายเงินค่ารักษาให้ หากว่าผู้ป่วยมีการรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลด้วยตนเองไปแล้วเท่าไร เช่น ประกันสุขภาพแบบ DEDUCTIBLE 30,000 บาท นั้น หากผู้ป่วยเข้ารับการรักษาพยาบาล 100,000 บาท ทางบริษัทประกันจะจ่าย 70,000 บาท และผู้เอาประกันรับผิดชอบ 30,000 บาทแรกต่อการเจ็บป่วยของโรคนั้นๆ ในแต่ละปีกรมธรรม์

ทั้งนี้ ไทยประกันชีวิตให้ข้อแนะนำไว้ว่า การเลือกซื้อประกันสุขภาพแบบ CO-PAYMENT และ DEDUCTIBLE นั้นจะเหมาะสำหรับผู้ทำประกันที่เดิมมีประกันอยู่แล้ว โดยอาจจะเป็นประกันเดิมที่ซื้อด้วยตัวเองหรือประกันที่ทางนายจ้างทำให้ (สวัสดิการจากแต่ละบริษัทที่เป็นพนักงานทำงานอยู่) แล้วอยากได้ความคุ้มครองที่มากขึ้นนั่นเอง การจะเลือกว่าควรจะซื้อประกันแบบ CO-PAYMENT หรือ DEDUCTIBLE นั้นต้องเข้าใจข้อดีข้อเสียของทั้ง 2 แบบเสียก่อน

กรมธรรม์ประกันสุขภาพ เงื่อนไข co-payment เบี้ยถูกลง กว่าแบบเหมาจ่าย

ขณะบริษัทหลักทรัพย์ InnovestX ในกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ วิเคราะห์ประเด็นต่อเนื่องว่า จากการปรับให้มี co-payment นั้นจะส่งผลให้แนวโน้มเบี้ยประกันสุขภาพในปี 2568 ปรับลดลง

ผลที่ตามมา อาจทำให้คนไทยมีโอกาสเข้าถึงประกันสุขภาพเอกชนได้มากขึ้น เพราะตามหลักการแล้ว กรมธรรม์ประกันสุขภาพที่มีเงื่อนไข co-payment จะมีเบี้ยประกันที่ต่ำกว่าประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย

สอดคล้องกับที่ คปภ. เชื่อว่าการปรับกรมธรรม์ประกันสุขภาพเอกชนให้เป็นแบบ co-payment มากขึ้นจะทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงระบบประกันสุขภาพได้อย่างแท้จริงภายใต้เบี้ยประกันที่ยุติธรรมและสมเหตุสมผลท่ามกลางค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลที่สูงขึ้น

เจาะข้อมูลปี 2566 ของ คปภ. ประเทศไทยมีผู้ที่มีกรมธรรม์ประกันสุขภาพเอกชนรวมทั้งหมด 25.3 ล้านคน แต่โดยส่วนใหญ่เป็นกรมธรรม์แบบกลุ่ม (เช่น บริษัทต่างๆ) ซึ่งมีจำนวน 20.9 ล้านคน ในขณะที่กรมธรรม์แบบรายบุคคลราว 4.4 ล้านคน หรือคิดเป็น 6.7% ของประชากรทั้งหมด

ลดต้นทุนธุรกิจประกัน แต่อาจลดแรงจูงใจ "ซื้อประกัน"

นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังเผยแนวโน้มธุรกิจประกัน ปี 2568 ว่า เป็นที่แน่ชัดว่าปีหน้า บริษัทประกันต่างๆ มีทิศทางจะเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับผู้บริโภคมากขึ้น (Customer Centric)

เช่น การนำเสนอทุนประกันชีวิตขนาดเล็ก (Small Lot Main Policies) เพื่อลดภาระของผู้เอาประกันที่ต้องการซื้อสัญญาเพิ่มเติมอื่นเป็นหลัก เช่น ประกันสุขภาพ ประกันโรคร้ายแรง ประกันอุบัติเหตุ เป็นต้น

เช่นเดียวกับแนวทางการเคลมสินไหมในระยะต่อไป อาจมีเงื่อนไขเพิ่มขึ้น ซึ่งแม้จะช่วยควบคุมต้นทุนของบริษัทเอง แต่อาจกระทบต่อผู้บริโภค ทำให้แรงจูงใจในการซื้อประกันสุขภาพลดลง

อย่างข้อกำหนดเกี่ยวกับการเคลมการเจ็บป่วยเล็กน้อย เช่น ไข้หวัด และข้อกำหนดการรับประกันแบบมีเงื่อนไขให้ผู้บริโภคต้องมีส่วนร่วมจ่ายค่ารักษา (Co-Payment) อย่างที่ระบุมาข้างต้น

ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยยังมีความไม่แน่นอนและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังไม่กระจายตัวเท่าที่ควร กระทบกำลังซื้อของลูกค้าวัยแรงงาน (25-70 ปี) โดยเฉพาะในกลุ่มรายได้ปานกลางที่มีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 30,000 บาท และต่ำกว่า 50,000 บาท

ที่มา: InnovestX, ไทยประกันชีวิต, คปภ., ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ติดตามข่าวสารด้านการตลาด กับ Thairath Money ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/business_marketing

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จุดเปลี่ยน! ประกันสุขภาพ จับตา ม.ค.68 ทำกรมธรรม์ใหม่ Co-Payment เบี้ยรายปี ถูกลง แต่คนซื้อร่วมจ่าย

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...