"โลกร้อนทำพิษ" นักวิทย์คาด หมีขั้วโลกจ่อสูญพันธุ์ เหตุโลกร้อน น้ำแข็งละลาย อดอาหาร เว้นแต่เราช่วยกันแก้ไข
หมีขั้วโลกอาจหายไปภายในสิ้นศตวรรษ เนื่องจากน้ำแข็งในทะเลละลายหายไปอย่างมาก ทำให้ขาดแหล่งอาหาร เว้นแต่เราเร่งแก้ไขปัญหาโลกร้อน
หมีที่อาศัยอยู่ในบริเวณมหาสมุทรอาร์กติกต้องอาศัยแผ่นน้ำแข็งทะเลในการล่าแมวน้ำ แต่การละลายหรือแยกตัวของน้ำทำให้หมีขั้วโลกออกห่างจากที่ล่าไปยังที่ไกล ๆ หรือต้องออกล่าบนชายฝั่ง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการหาอาหารเลี้ยงลูก ๆ ของมัน
Dr Peter Molnar จาก University of Toronto in Ontario กล่าวว่า หมีขั้วเป็นสัตว์ลำดับต้น ๆ ของโลก ที่จะได้รับความเดือดร้อนจากจากน้ำแข็งทะเลละลาย เพราะไม่มีที่ทางให้มันอยู่ และมันกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
โดยในขณะนี้หมีขั้วโลกถูกจัดอยู่ในรายชื่อของที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ ของ IUCN ซึ่งภาวะโลกร้อนเป็นหนึ่งในตัวการสำคัญ
งานวิจัยหลากหลายเผยว่าการลดลงของน้ำแข็งในทะเลนั้นทำให้ประชากรของหมีลดลง ซึ่งงานวิจัยชิ้นใหม่ได้คำนวณว่ามันจะหายไปเมื่อไหร่
Dr Steven Amstrup นักวิทยาศาตร์ ระบุว่า ในอนาคตลูกหมีจะมีชีวิตอยู่รอดได้ยากเพราะตัวของแม่หมีไม่มีไขมันในร่างกายที่จะผลิตนมให้ลูกในช่วงที่ไม่มีน้ำแข็ง
นอกจากนี้นักวิจัยสามารถคาดการณ์ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ในแต่ละพื้นที่ ซึ่งยังคาดการณ์ว่ามันอาจเกิดขึ้นแล้วในบางพื้นที่ และสิ่งที่เราจะช่วยชีวิตเพื่อนร่วมโลกของเราไว้ได้ก็คือการร่วมกันลงมือทำอะไรสักอย่าง
ภายใต้สถานการณ์การปล่อนก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบัน อาจมีความเป็นไปได้ว่าประชากรของหมีขั้วโลกบางส่วนอาจจะหายไปภายในปี 2100 จนเหลือเพียงอยู่หยิบมือเท่านั้น หากสถานการณ์โลกร้อนยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและคงที่งานวิจัยเผย
และถึงแม้ว่าเราเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเราจะทำได้นั้น แต่ประชากรหลายแห่งก็จะหายไปอยู่ดี
งานวิจัยนี้สอดคล้องกันงานวิจัยก่อนหน้าในปี 2017 ที่เผยว่จะมีประชากรหมีเพียงบางจำนวนเท่านั้นที่สามารถอยู่ได้ในสภาพอากาศปี 2100 โดยเป็นประชากรที่อาศัยในส่วนเหนือสุดๆของโลกหากโลกยังร้อน และสภาพภูมิอากาศยังเป็นแบบนี้
น้ำแข็งในทะเลหรือน้ำทะเลที่แข็งตัวและลอยตัวอยู่เหนือพื้นผิวของมหาสมุทร เกิดขึ้น และละลายหายไปในฤดูต่างๆทุกๆปี ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการอาศัยของสัตว์ป่าอย่างหมี แมวน้ำ และวอลรัส
น้ำแข็งในทะเลที่อยู่ในอาร์กติกนานกว่า 1 ปี นั้นลดลงไปในอัตรา 13% ต่อทศวรรษ ตั้งแต่การบันทึกดาวเทียมเริ่มต้นไปช่วง 1970
ขอบคุณ www.nature.com , www.bbc.com , www.theguardian.com และ Environman