โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ขาลง HYPERMARKET ทุกขลาภของการแย่งชิงเทสโก้ โลตัส

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 01 มี.ค. 2563 เวลา 02.06 น. • เผยแพร่ 29 ก.พ. 2563 เวลา 09.03 น.
Photo by MLADEN ANTONOV/AFP via Getty Images

คอลัมน์นอกรอบ ผศ.ดร.บุปผา ลาภะวัฒนาพันธ์ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

 

เมื่อ 3 ปีก่อนมหาเศรษฐีหุ้น Warren Buffett ขายหุ้นเกือบทั้งหมดของยักษ์ใหญ่ค้าปลีกหมายเลขหนึ่ง
ของโลก Walmart Supercenter ที่ถืออยู่ให้เหตุผลสั้น ๆ เพียงว่า Walmart Supercenter ไล่จับ Amazon และ e-Commerce รายอื่น ๆ ไม่ทัน ย้อนหลังไปราว 5 ปี Warren Buffett ก็ทิ้งหุ้น Hypermarket Tesco ของอังกฤษ ซึ่งนำไปสู่การขุดคุ้ยธุรกิจของ Tesco ทั่วโลกจนเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาอยู่

กรณี Tesco กลุ่ม hypermarket สัญชาติอังกฤษมองหาผู้สานต่อธุรกิจในตลาดเอเชีย ซึ่งคิดเป็นมูลค่าราว 2.7 แสนล้านบาท กลายเป็นตัวอย่างการ “เสื่อมถอยหรือขาลง” ธุรกิจ hypermarket ก่อนหน้านี้ Tesco เองก็ถอนตัวออกจากตลาดต่างประเทศหลายแห่ง อาทิ ญี่ปุ่น สหรัฐ และเกาหลีใต้ รวมถึงยอมเสียอำนาจการบริหารและการดำเนินงานส่วนหนึ่งในจีนด้วย ทั้งหมดนี้สามารถกล่าวได้ว่า ธุรกิจค้าปลีก hypermarket ของ Tesco กำลังดำเนินการย่างเข้าสู่ช่วงขาลง และกำลังเข้าสู่ทางตันของห่วงโซ่อุปทานแล้ว

อดีต : ที่เคยยิ่งใหญ่ของ Hypermarket ไทย

หลังจากเกิดภาวะเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง กลุ่มธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ของไทยเริ่มประสบปัญหาหนี้สินต่างประเทศอย่างรุนแรง โดยปัญหาดังกล่าวเกิดจากขยายกิจการด้านค้าปลีก และการเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์อย่างเกินตัว เมื่อรัฐบาลประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ภาระหนี้จึงเพิ่มกว่าเท่าตัว การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
ในปี 2540-2545 มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทย

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคเป็นไปตามวิถีชีวิตที่ปรับเปลี่ยนตามโลกาภิวัตน์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคเริ่มให้ความสำคัญต่อด้านปริมาณสินค้ามากกว่าเน้นที่คุณภาพ การจับจ่ายซื้อของเน้นที่ความคุ้มค่าจากจำนวนและราคา

ยุคก้าวกระโดด 15 ปีของห้างไฮเปอร์มาร์เก็ตจากต่างชาติ (2000-2015) การพัฒนาของ hypermart ในประเทศไทยช่วงก้าวกระโดดนี้มุ่งเน้นไปที่การขยายสาขาอย่างรวดเร็วครอบคลุมกลุ่มลูกค้าเป้าหมายส่วนใหญ่ที่เป็นกลุ่มแม่บ้านที่มีกำลังซื้อในระดับปานกลางจนถึงระดับล่าง สามารถจับจ่ายซื้อสินค้าที่มีคุณภาพราคาสมเหตุสมผล และไม่สนใจต้อง brand name

รวมทั้ง การที่ hypermart มีทั้งส่วนที่เป็นสินค้าบริโภคประจำวัน food และส่วนที่เป็นสินค้าอุปโภคที่จำเป็น general merchandise ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าได้อย่างเบ็ดเสร็จ ตามหลักการ one stop shopping อีกทั้งยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกมาบริการมากมาย

อาทิ ที่จอดรถที่กว้างขวางจำนวนมาก มีธนาคารมาเปิดให้บริการ มีโรงหนัง ทุกอย่างเบ็ดเสร็จในที่เดียว จึงทำให้ค้าปลีกรูปแบบ hypermarket เป็นที่นิยมอย่างมาก

เข้าสู่ “ขาลงความเสื่อมถอย” ของ Hypermarket

แม้ว่าการขยายสาขาหลังปี 2015 ดูจะมีการเพิ่มจำนวนมากขึ้น แต่เมื่อพิจารณาจากข้อมูลของสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ที่แถลงต่อสาธารณะเมื่อต้นปี 2020 ที่ผ่านมา การเติบโตในช่วง 5 ปีหลัง (2014-2019) ของ hypermarket ดูจะไม่สดใส อัตราการเติบโตที่เคยเติบโตกว่า 8% ต่อปี หรือบางปีเคยเติบโตสูงถึง 2 หลัก แต่การเติบโตในช่วง 5 ปีหลัง (2014-2019) เติบโตเฉลี่ยเพียง 2.0%

ในขณะที่ segment อื่น ๆ ของธุรกิจค้าปลีกอื่น ๆ เติบโตตั้งแต่ 3-7% การเติบโตของ hypermarket เฉลี่ยเพียง 2.0% ทั้งที่มีการขยายสาขาเพิ่มขึ้น สะท้อนถึงการเติบโตสาขาเดิม same store sales growth ไม่เติบโตจนถึงติดลบ ประสิทธิภาพการบริหารสาขาของ hypermarket ที่เคยได้รับการยกย่องว่ามีประสิทธิภาพสูงมาก กลับเสื่อมถอยลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสื่อมถอยเป็นการเสื่อมถอยที่เกิดจากภายใน โดยมีปัจจัยภายนอกเป็นอัตราเร่งในการเสื่อมถอย

ขณะเดียวกัน หากพิจารณาตารางข้างต้นเป็นส่วนแบ่งการตลาดของ hypermarket ต่อ modern grocery market ทิศทางการเติบโต hypermarket เป็นทิศทางเติบโตในลักษณะขาลงเกือบทั่วโลก จะมีก็เพียงประเทศเวียดนามที่ hypermarket เพิ่งอยู่ช่วง growth ของวัฏจักร แม้ว่าในสหรัฐอเมริกาการเติบโตจะยังเป็นบวก แต่ก็มีทิศทางที่สูญเสียส่วนแบ่งการตลาดอย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยสู่การเสื่อมถอยของ hypermarket น่าจะพอที่จะมีข้อสรุปได้ ดังนี้

1.เขตการค้าที่ทับซ้อนกันจนถึงกินกันเอง cannibalization ธุรกิจค้าปลีก hypermarket มีการขยายสาขาอย่างรวดเร็ว ในระยะแรก รูปแบบของ hypermarket มีขนาดใหญ่ 10,000-12,000 ตารางเมตร โดยมีรัศมีการค้าในเมืองราว 4-6 กิโลเมตร แต่หากอยู่ต่างจังหวัดอาจกินอาณาเขตกว้างถึง 10 กิโลเมตร แต่เมื่อมีการเปิดสาขามากขึ้นและอย่างรวดเร็ว รัศมีการค้าก็จะเล็กลง ต่อหนึ่งสาขาของ hypermarket ที่เคยมีอาณาเขตถึง 4-6 กิโลเมตร ก็จะสั้นลงเหลือเพียง 1-3 กิโลเมตร บวกกับ hypermarket แต่ละค่ายต่างก็เปิดสาขาใกล้เคียงกัน การกินเองของสาขาตนเองรวมถึงสาขาคู่แข่งก็เพิ่มขึ้น

2.ผู้บริโภคต้องการความสะดวก ไม่ใช่ความใหญ่ครบครันด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศที่ทำให้
ระยะทางหดสั้นลง และเวลาก็หดสั้นลง พฤติกรรมของผู้บริโภคปัจจุบันต้องการความเร็วความสะดวก และด้วยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ขนาดครัวเรือนที่เล็กลง สังคมเปลี่ยนจากชนบทสู่ชุมชนเมือง ทำให้พฤติกรรมการจับจ่ายจากที่ซื้อทีละมาก ๆ เพื่อให้คุ้มค่ามาเป็นซื้อแค่พอใช้ จ่ายแค่พอกิน และได้ของใหม่สดตลอดผู้บริโภคปัจจุบันไม่ได้ต้องการความใหญ่ที่มีสินค้าครบครัน ผู้บริโภคยุคใหม่ซื้อน้อยชิ้นแต่ซื้อบ่อยครั้ง ร้านค้าปลีกขนาดเล็กจึงเป็นรูปแบบที่ตอบโจทย์ความสะดวกความเร็ว

3.การเข้ามาของค้าปลีกออนไลน์ พฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันใช้เวลาอยู่กับแพลตฟอร์มต่าง ๆ เยอะมาก ทั้งเพื่อเอ็นเตอร์เทนเมนต์ เพื่อการติดต่อสื่อสาร เพื่อโอนเงินทำธุรกรรมต่าง ๆ ไปจนถึงการซื้อขายสินค้าโดยการช็อปปิ้งออนไลน์หรือซื้อสินค้าผ่านอีคอมเมิร์ซนั้น ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมยอดฮิตบนโลกออนไลน์ของผู้บริโภค สินค้าที่ประกาศขายอยู่ในโลกออนไลน์นั้นมีราคาถูกกว่าและสามารถจัดส่งแบบด่วนภายในไม่กี่วันก็ได้รับสินค้า เขาเหล่านั้นรวมถึงตัวคุณเองก็เถอะจะเปลี่ยนการตัดสินใจจากการสั่งซื้อที่หน้าร้านทันที มาเป็นการสั่งซื้อแบบออนไลน์ได้เพียงชั่วพริบตา ความใหญ่โตครบครันอย่าง hypermarket จึงกลายเป็นเรื่องล้าสมัยสำหรับผู้บริโภคในปัจจุบัน

4.ธุรกิจ hypermarket จะชูจุดขายทางด้านราคาเพียงอย่างเดียวซึ่งไม่เพียงพอ การปรับโมเดลรองรับ
การปรับเปลี่ยนของผู้บริโภค การให้บริการที่ช่วยอำนวยความสะดวกและสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้บริโภค แม้ว่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้ภาคธุรกิจ แต่ก็ไม่ได้ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกและความเร็วมากกว่าอย่างต่อเนื่อง หรือแม้แต่ร้านค้าปลีกดั้งเดิม อาทิ ตลาดนัดชุมชน ตลาดธงฟ้า ต่างรุกคืบเข้ามาช่วงชิงฐานกำลังซื้อกลุ่มเป้าหมาย โดยใช้กลยุทธ์ทั้งทางด้านราคาและการเข้าถึงแหล่งที่อยู่อาศัยเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภค

ทุกขลาภของการแย่งชิง…เทสโก้ : ใครได้ใครเสีย ?

การเปิดประมูลขายทิ้งสินทรัพย์ในประเทศไทยและประเทศมาเลเซียทั้งหมดของกลุ่มทุนค้าปลีกยักษ์ใหญ่อังกฤษ เทสโก้กำลังมีคำถามว่า จะกลายเป็น “ทุกขลาภของการแย่งชิง…” หรือไม่ มูลค่าที่คาดกัน
ว่าจะมีมูลค่าประมูลอยู่ที่ 2.7-3.0 แสนล้านบาท ยิ่งมีคำถามใหญ่ขึ้นว่า…ในยุคเสื่อมถอยของ hypermarket ใครกันนะที่จะได้รับรางวัล “ทุกขลาภ” นี้

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่า “ทุกขลาภ” ของผู้ชนะจะเป็นทุกข์สาหัสของผู้บริโภคและซัพพลายเออร์ การได้มาของ “ทุกขลาภ” ที่ต้องจ่ายด้วยเงินทุนเกือบ 3 แสนล้าน แต่เป็นขาลงของธุรกิจ ทำอย่างไรที่จะสามารถคืนทุนได้เร็วและไม่เป็นภาระมาก

หนทางเดียวที่ผู้ชนะจะต้องทำก็คือ ขึ้นราคาสินค้า และต่อรองกับซัพพลายเออร์อย่างสูงโดยเฉพาะผู้ชนะที่สามารถผูกขาดตลาด hypermarket หรือผู้ชนะที่มียอดรวมการซื้อสินค้ามากกว่า 25% ของซัพพลายเออร์ นอกจากนี้ ผู้ชนะก็จะต้องทำการลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลทั้งที่สาขาและสำนักงานใหญ่ เพื่อให้การคืนทุนได้เร็วตามแผน

จากกรณีศึกษาการผูกขาด monopoly กิจการหลายต่อหลายกรณีในต่างประเทศ พบว่า ผู้ชนะมักจะปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2-4% เป็นสิ่งแรกที่ต้องทำ

“ทุกขลาภ” นี้คงเป็นการบ้านโจทย์ที่คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า องค์กรอิสระที่ต้องมองข้ามชอตถึงผลลัพธ์จาก “ทุกขลาภ” ให้ขาด

ท้ายที่สุด ประโยชน์จาก “ทุกขลาภ” จะต้องเป็นของผู้บริโภคและต้องเป็นธรรมต่อการแข่งขัน เป็นสิ่งสำคัญที่คณะกรรมการแข่งขันทางการค้าต้องปักหมุดให้มั่นคง ไม่โอนเอนโลเลตามกระแส

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...