โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คุยกับทูต : "อูก ซอร์พวน" ไทย-กัมพูชา พัฒนาสู่ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน (ตอน 1) "เพื่อนบ้านใกล้ชิด"

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 10 มี.ค. 2564 เวลา 03.57 น. • เผยแพร่ 15 ก.พ. 2564 เวลา 03.40 น.

ประเทศไทยและกัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านที่มีอาณาเขตติดต่อกันทำให้มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดยาวนานกว่าพันปี นับตั้งแต่อาณาจักรโบราณของไทย คือสุโขทัย กับอาณาจักรขะแมร์ เมืองพระนคร ของกัมพูชา ทั้งสองรัฐมีวัฒนธรรม ศาสนา ประวัติศาสตร์ และรูปแบบการดำรงชีวิตของประชาชนที่คล้ายคลึงกัน

แต่ความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการเพิ่งครบรอบ 70 ปีเมื่อปีที่ผ่านมา เพราะการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ค.ศ.1950

กัมพูชาได้เข้าเป็นสมาชิกอาเซียนลำดับที่ 10 เป็นประเทศสุดท้าย เมื่อวันที่ 30 เมษายน ค.ศ.1999

ในขณะที่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การติดต่อแลกเปลี่ยนกันและกันในระดับประชาชนต่อประชาชนก็มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องเป็นที่น่าพอใจยิ่ง

ในด้านการปกครอง ประเทศกัมพูชามีรูปแบบการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ

สถาบันพระมหากษัตริย์กัมพูชาถือเป็นสถาบันที่เก่าแก่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ในทวีปเอเชียรองจากญี่ปุ่น (จักรพรรดิญี่ปุ่น)

พระมหากษัตริย์พระองค์ปัจจุบันคือ พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี (His Majesty King Preah Bat Samdech Preah Boromneath Norodom Sihamoni)

และมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นําประเทศ คือ สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเตโช ฮุน เซน (Samdech Akka Moha Sena Padei Techo Hun Sen) ถือเป็นผู้นําที่ดํารงตําแหน่งนานที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยปกครองราชอาณาจักรกัมพูชามาเป็นระยะเวลากว่า 36 ปีนับตั้งแต่ ค.ศ.1985

สภาพการเมืองกัมพูชาในปัจจุบันถือว่ามีเสถียรภาพมากขึ้น เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาในปัจจุบันอยู่ในระดับดีมาก และมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันอย่างสม่ำเสมอ

 

นายอูก ซอร์พวน (H.E. Mr. Ouk Sorphorn) เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย ให้การต้อนรับเราภายในห้องทำงานอันเงียบสงบ ณ สถานทูตกัมพูชา เขตวังทองหลาง โดยเล่าถึงความเป็นมาและบทบาทหน้าที่ทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ

“ผมในฐานะเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย ค่อนข้างมีความแตกต่างจากสมาชิกของคณะทูตประเทศอื่นๆ ที่ประจำประเทศไทย ได้แก่ การเป็นตัวแทนของพลเมืองจากประเทศบ้านเกิดมากกว่าทูตกัมพูชาคนอื่นๆ เพราะปัจจุบัน มีชาวกัมพูชาราว 1.2 ล้านคนอาศัยอยู่อย่างถูกกฎหมายในประเทศไทย และคาดว่ามีบางส่วนอาศัยอยู่ที่นี่อย่างผิดกฎหมาย”

“ในขณะเดียวกันสถานทูตกัมพูชาที่กรุงเทพฯ ยังมีหน้าที่ประสานงานกับคณะทูตจาก 33 ประเทศที่มีเขตอาณาความสัมพันธ์ทางการทูตครอบคลุมประเทศกัมพูชาด้วย”

ดังนั้น จึงไม่แปลกใจเลยที่รัฐบาลกรุงพนมเปญได้แต่งตั้งนักการทูตที่มีความสามารถที่สุดคนหนึ่งประจำประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่ท่านทูตวัย 46 ปี รู้จักคุ้นเคยเป็นอย่างดี

 

ท่านทูตเกิดก่อนที่เขมรแดงจะเข้ามามีอำนาจเพียงหนึ่งสัปดาห์ในปี ค.ศ.1975 และยังเป็นเด็กทารกในช่วงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวกัมพูชาซึ่งคร่าชีวิตประชากรเกือบ 25% ของกัมพูชา

แม้จะเติบโตขึ้นมาท่ามกลางความไม่มั่นคงของระบอบการปกครองแบบเผด็จการ แต่ก็ได้รับแรงบันดาลใจจากความเข้มแข็งของชาวกัมพูชาและการอุทิศชีวิตเพื่อช่วยให้เพื่อนร่วมชาติได้ตระหนักถึงอนาคตที่ดีกว่า

“สันติภาพเป็นสิ่งที่หาได้ยากในบ้านเกิดเมืองนอนของเรา แต่รัฐบาลของเราได้ให้คำมั่นที่จะรักษาสันติภาพนี้ไว้ เพื่อให้กัมพูชาบรรลุสู่ศักยภาพสูงที่สุด” ท่านทูตกล่าว

“ผมเกิดในครอบครัวชนชั้นกลางเมื่อเดือนเมษายน ค.ศ.1975 ในจังหวัดกัมปงจาม (Kampong Cham) ซึ่งอยู่ติดกับประเทศเวียดนาม บิดาเป็นเจ้าของธุรกิจเล็กๆ ส่วนมารดาเป็นแม่บ้าน ดังนั้น ครอบครัวจึงสนับสนุนให้ผมทำการค้า แต่สถานการณ์ความไม่แน่นอนทางธุรกิจทำให้ผมหันกลับมารับราชการแทนทั้งๆ ที่ไม่เคยคิดฝันที่จะก้าวขึ้นมาสู่ชีวิตนักการทูตดังเช่นทุกวันนี้” ท่านทูตยิ้ม

“ก็นับว่าผมโชคดีที่ได้รับการคัดเลือกจากรัฐบาลกัมพูชาและการตอบรับจากประเทศไทยให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย เพราะที่นี่เป็นหนึ่งในตำแหน่งที่น่าดึงดูดในสายตาของนักการทูตกัมพูชา เพราะนอกจากมีพรมแดนที่ใกล้ชิดติดกันแล้ว เรายังเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ดีต่อกันอีกด้วย”

 

“หลังสำเร็จการศึกษาระดับอนุปริญญาด้านการวางแผนเศรษฐกิจเฉพาะทางที่กัมพูชาแล้ว ในปี ค.ศ.1995 ผมเริ่มทำงานในกระทรวงต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ (MFAIC) ของกัมพูชาเมื่ออายุ 20 ปี และไม่นานนักก็ก้าวสู่ตำแหน่งระดับหัวหน้าทั้งในประเทศและอาเซียน (ASEAN) จนกระทั่งปี ค.ศ.2001 จึงได้กลับไปเรียนต่อจนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาการจัดการทั่วไปพร้อมกับการทำงานในสำนักเลขาธิการอาเซียนด้วย”

“ต่อมาในปี ค.ศ.2015 ผมเป็นอธิบดีกรมใหญ่-อาเซียน ประจำกระทรวงต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชา (MFAIC) ขณะมีอายุ 40 ปี และจะเกษียณเมื่ออายุ 60 ปี ดังนั้น ตอนนี้ผมจึงมีเวลาเหลืออีก 14 ปีในการทำงานให้กับรัฐบาล เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์และชื่อเสียงของประเทศกัมพูชาไปทั่วโลก นับเป็นการตัดสินใจที่ดีมากของผมที่ได้มีโอกาสเข้ามารับราชการที่กระทรวงนี้”

“การเป็นทูตในปัจจุบันไม่ใช่เป็นการมาประจำครั้งแรกในประเทศไทย เพราะก่อนหน้านี้ในปี ค.ศ.2008 ผมมารับตำแหน่งอุปทูต (charge d’affaires) ประจำสถานทูตกัมพูชาที่กรุงเทพฯ พร้อมกับได้ทุนให้ศึกษาต่อระดับปริญญาโทสาขารัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง กรุงเทพฯ โดยผมทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “ทิศทางอนาคตของอาเซียน” (The Future Direction of ASEAN)”

 

 

ถามถึงชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย ท่านทูตเล่าอย่างสนุกสนานว่า

“วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ผมทำงานประจำที่สถานทูต ส่วนวันหยุดสุดสัปดาห์คือวันเสาร์-อาทิตย์ ผมไปเรียนที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เรียนเต็มวันตั้งแต่เวลา 09.00 น.-18.00 น. ได้พบเพื่อนหลายชาติหลายภาษา ทำให้ผมมีโอกาสได้ใช้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ”

“ในช่วงที่ไปเรียน อาหารมื้อกลางวันของผมมักเป็นผัดไทยที่โรงอาหารที่นั่น ผมชอบเพราะอร่อย และราคาไม่แพง แค่ 30 บาท”

“การเรียนตอนนั้น ทำให้ผมมีเพื่อนหลายคนทั้งคนไทยและต่างชาติ และเมื่อกลับมาอีกครั้งเพื่อรับหน้าที่เป็นเอกอัครราชทูตเมื่อเกือบสองปีที่แล้ว ผมจึงรู้สึกเสมือนได้กลับบ้าน”

การทำงานรับใช้สาธารณะ การศึกษาอย่างต่อเนื่อง และการรู้จักคุ้นเคยกับคนไทยและประเทศไทยเป็นอย่างดี จึงทำให้นายอูก ซอร์พวน มีความเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งเมื่อมารับตำแหน่งเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยเมื่อเดือนเมษายน ค.ศ.2019 ท่านทูตสรุปว่า

“บทบาทที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ มีศูนย์กลางอยู่ที่การเสริมสร้างความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา”

 

ประวัติ
นายอูก ซอร์พวน
เกิด : 12 เมษายน ค.ศ.1975การศึกษา :- 2008 -2011 : รัฐศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง วิทยานิพนธ์เรื่อง “ทิศทางอนาคตของอาเซียน” (The Future Direction of ASEAN)- 2001-2004 : ปริญญาตรีสาขาการจัดการทั่วไป จาก Build Bright University กรุงพนมเปญ

– 1994-1996 : อนุปริญญาด้านการวางแผนเศรษฐกิจเฉพาะทาง จาก Institute of Planning and Statistics กรุงพนมเปญ

– 2020 : รัฐประศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ประสบการณ์การทำงาน

– 2019 ก.พ.-ปัจจุบัน : ที่ปรึกษากรรมการสูงสุด – สภาสงฆ์ราชอาณาจักรกัมพูชา

– 2018 พ.ย.-ปัจจุบัน : เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาประจำราชอาณาจักรไทย

– 2018 (ก.ย.-พ.ย.) : ผู้ช่วยรัฐมนตรี กระทรวงต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชา (MFAIC)

– 2015-2018 (ก.ย.) : อธิบดีกรมใหญ่-อาเซียนใน MFAIC

– 2011-2015 : รองอธิบดีกรมใหญ่-อาเซียนใน MFAIC

– 2009-2011 : อุปทูต และรักษาการผู้แทนถาวร UNESCAP ของสถานเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย

– 2007-2009 : ที่ปรึกษา/รองผู้แทนถาวร UNESCAP สถานเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย

– 2004-2006 : รองผู้อำนวยการกรมใหญ่-อาเซียนใน MFAIC

– 2003-2004 : หัวหน้าสำนักกรมใหญ่-อาเซียนใน MFAIC

– 2002-2003 : เจ้าหน้าที่สำนักเลขาธิการอาเซียน จาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย

– 1999-2003 : รองหัวหน้าสำนักกรมใหญ่-อาเซียนใน MFAIC

– 1996-1999 : ผู้ช่วยของผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศ ใน MFAIC

– 1995-1996 : เจ้าหน้าที่แผนกบริหารงานทั่วไป ใน MFAIC

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ :

– 2019 : Order of Her Majesty the Queen Preah Kossomak Nearireath, Grand Cross.

– 2018 : Royal Order of Cambodia, Officer.

– 2017 : Royal Order of Monisaraphorn, Grand Officer.

– 2013 : Royal Order of Monisaraphorn, Commander.

– 2003 : Medal of Labor, Bronze.

ภาษา : เขมร อังกฤษ ไทย

งานอดิเรก : ปิงปอง กอล์ฟ วอลเลย์บอล อ่านหนังสือ ท่องเที่ยว

ครอบครัว : สมรสกับนางจันทร มาว (Chanthan Mao) มีบุตรชายสามคน

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...