โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ท่าที 3 ธนาคารกลางหลัก หลังโควิด-19

Finnomena

อัพเดต 30 เม.ย. 2563 เวลา 11.11 น. • เผยแพร่ 30 เม.ย. 2563 เวลา 11.10 น. • MacroView

บทความ ณ วันที่ 29 เมษายน 2563

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสร่วมเป็นวิทยากร ในงานสัมมนาหัวข้อ “เจาะลึกผลกระทบวิกฤติเศรษฐกิจในมุมมองเศรษฐศาสตร์และมุมมองนักวิเคราะห์" ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผมจึงขอแชร์เนื้อหาในงาน รวมถึงในส่วนที่อัพเดตเพิ่มเติมดังนี้

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา มีผลประชุมของคณะกรรมการของธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือบีโอเจ สรุปว่า 1. ด้วยมติเอกฉันท์บีโอเจ ตัดสินใจเพิ่มมูลค่าการซื้อหุ้นกู้ภาคเอกชนและ Commercial Paper ทั้งหมด จาก 2 ล้านเยนมาเป็น 20 ล้านเยน โดยเน้นการซื้อช่วงไตรมาส 2 และ 3 ปีนี้เป็นพิเศษ

2. ด้วยมติ 8-1 เสียง บีโอเจตัดสินใจสำหรับ Yield Curve Control ในส่วนอัตราดอกเบี้ยระยะยาว จะซื้อพันธบัตรแบบไม่จำกัดเพื่อให้อัตราดอกเบี้ย 10 ปีเท่ากับศูนย์ และให้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ -0.1% ส่วนการซื้อตราสาร ETF หุ้นสามัญ และ J-REITS เพิ่ม 2 เท่า เป็น 12 และ 1.8 แสนล้านเยนตามลำดับ

3. บีโอเจตัดสินใจปล่อยสินเชื่อให้ SMEs คิดอัตราดอกเบี้ย 0% โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 0.1% ให้ current account ต่อสถาบันการเงินที่ฝากไว้ต่อธนาคารกลาง

ซึ่งผมมองว่าทางบีโอเจยังต้องมีการกระตุ้นต่อในการประชุมครั้งถัดๆ ไป คราวนี้หันมาพิจารณาการประชุมในสัปดาห์นี้กันบ้าง ปรากฏว่ามี 2 เจ้าใหญ่ ได้แก่ ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด และธนาคารกลางยุโรปหรืออีซีบี ที่จะถึงคิวประชุมกันในวันนี้และพรุ่งนี้ตามลำดับ

ขอเริ่มจากเฟดก่อน ผมมองว่าในการประชุมในรอบนี้เฟดน่าจะประกาศทิศทางของนโยบายการเงินแบบล่วงหน้า หรือ Forward Guidance ว่าทางเฟดจะมีความมุ่งมั่นหรือ Commitment ที่จะไม่ให้เศรษฐกิจสหรัฐเกิดภาวะอัตราเงินฝืด อันเนื่องมาจากการตกต่ำของสภาวะเศรษฐกิจโดยรวม โดยเป็นไปได้ว่าจะคงนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำ จนกระทั่งอัตราการว่างงานลดลงต่ำกว่า 4% หรือ 5% รวมถึงจนกระทั่งอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยมาอยู่ที่ 2-2.5%

รวมถึงอาจเป็นไปได้ว่าหลังจากประกาศมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือ QE แบบที่ไม่จำกัด ทั้งวงเงินและอายุโครงการ ที่เรียกกันว่า QE-Infinity จะขยับไปอีกหนึ่งระดับ ด้วยการประกาศที่จะคงอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรอายุ 10 ปี ให้อยู่ที่ระดับใดระดับหนึ่ง อาทิ 0.2% ด้วยการซื้อพันธบัตรแบบไม่จำกัดหรือที่เรียกกันว่ามาตรการ Yield Curve Control เพื่อเป็นการลดทั้งระดับอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อระยะยาวในระบบและลดความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยระยะยาว รวมถึงมีส่วนช่วยให้ค่าเงินดอลลาร์มีความผันผวนน้อยลงอีกด้วย

นอกจากนี้ ผมยังมองว่ามาตรการความช่วยเหลือทางการเงินต่อภาคเอกชนของเฟด ตามแนวทางสินเชื่อแบบมีหลักประกันต่อภาคเอกชนในส่วนของ Main Street ยังมีโอกาสที่จะขยายหรือผ่อนคลายเงื่อนไข เพื่อให้สามารถครอบคลุมถึงระดับท้องถิ่นต่างๆ และระดับรากหญ้าในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจสหรัฐ

ที่สำคัญ เจอโรม พาวเวล ประธานเฟด น่าจะกล่าวประโยคเด็ดๆ ที่จะอยู่ในความทรงจำของตลาดและปลุกขวัญกำลังใจว่า เฟดพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้เศรษฐกิจสหรัฐสามารถที่จะผ่านวิกฤติโควิดในครั้งนี้ไปให้ได้

หันมาดูในส่วนของอีซีบีกันบ้าง คริสติน ลาร์การ์ด ประธานอีซีบี หลังจากประกาศโครงการซื้อสินทรัพย์มูลค่า 7.5 แสนล้านยูโร หรือ Pandemic Emergency Purchase Programme (PEPP) หรือที่เรียกติดปากกันว่า QE ซึ่งเดิมทีโครงการนี้สามารถซื้อได้เพียงพันธบัตรและหุ้นกู้ในส่วนของที่มีอันดับเครดิตที่สามารถลงทุนได้ (Investment Grade) เท่านั้น

หลายฝ่ายคาดกันว่าน่าจะถึงเวลาเริ่มซื้อหุ้นกู้ในส่วนของอันดับเครดิตที่ไม่สามารถลงทุนได้ หรือ Junk Bond ในโครงการ PEPP นี้ โดยน่าจะชิมลางในส่วนของหุ้นกู้ที่กำลังจะตกชั้นจาก Investment Grade มาเป็น Junk Bond หรือที่เรียกกันว่า Fallen Angel ก่อน นอกจากนี้อาจตัดสินใจให้กองทุนดังกล่าวสามารถซื้อตราสาร ETF ในส่วนของ High-Yield Debt และ ​Junk Bond

รวมถึงอาจเป็นไปได้ว่าจะซื้อตราสาร ETF หุ้นสามัญหรือตราสารหนี้ของบริษัทขนาดกลางและเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเซกเตอร์ที่ถูกกระทบโดยโควิด-19 โดยตรง

นอกจากนี้ ลาร์การ์ด น่าจะย้ำถึงความพร้อมในการสนับสนุนด้านสภาพคล่องของระบบการเงิน หลังจากที่ได้ออกมาตรการเสริมด้านสภาพคล่องกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อเดือนที่แล้ว

ต้องยอมรับว่าการที่จนถึง ณ วันนี้ที่อียูล้มเหลวในการจัดตั้งกองทุนมูลค่า 1 ล้านล้านยูโร หรือ CoronaBond นั้น ได้ส่งผลให้อีซีบีกลายเป็นความหวังเดียวของเศรษฐกิจยุโรป ณ วันนี้ในการต่อสู้กับโควิด-19 ในรอบนี้

จึงอาจมองไปได้ในอีกระดับหนึ่ง ที่อีซีบีอาจมองไปถึงการปล่อยสินเชื่อแบบมีหลักประกันให้กับบริษัทเอกชนขนาดกลางและเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเซกเตอร์ของเศรษฐกิจที่ถูกกระทบจากโควิด-19 โดยตรง ตามอย่างเฟดที่ปล่อยกู้ให้กับ Main Street มูลค่า 6 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งงานนี้จำเป็นต้องมีการปรับความเข้าใจกันยกใหญ่ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ การเมืองและกฎหมายระหว่างสมาชิกของประเทศต่างๆ ในอียู ก่อนที่จะสามารถทำจริงได้

ที่สำคัญนางลาการ์ดต้องย้ำถึงความจริงจังของอีซีบีในการทุ่มเททรัพยากรของนโยบายการเงินทั้งหมด ในการสู้กับวิกฤติในครั้งนี้ ไม่แพ้ที่ มาริโอ ดรากิ อดีตประธานอีซีบีเคยกล่าวประโยคเด็ดในปี 2012 ไว้อย่างน่าประทับใจ

โดยสรุป ผมมองว่าการประชุมของธนาคารกลางหลักในรอบนี้ น่าจะเป็นการพักยก ก่อนที่จะมีการกระตุ้นรอบใหม่ในช่วงกลางปีนี้

MacroView

ที่มาบทความ: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/650089

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...