โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

“ถ้าฉันย้อนเวลาไปได้…” ก่อนอื่นคุณอาจต้องวิ่งเร็วเท่า The Flash

INN News

อัพเดต 26 ก.ค. 2566 เวลา 01.35 น. • เผยแพร่ 26 ก.ค. 2566 เวลา 01.30 น. • INN News

ถ้าพูดถึงหนึ่งในหนังที่เข้าฉายในโรงมาสักพัก แต่กลับไม่ได้รับกระแสตอบรับที่ดีเท่าที่ควร แม้ว่าหลายคนจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าหนังสนุกและสามารถทำออกมาได้ดี หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของThe Flashอย่างแน่นอน

เพราะแม้ว่าจะเป็นฮีโร่ค่าย DC ที่หลายคนรอให้ทำหนังเดี่ยวเป็นของตัวเอง อีกทั้งยังมีการนำนักแสดงเก่า ๆ ออกมาเซอร์ไพรส์ แต่เพราะปัญหาเกี่ยวกับนักแสดงหลัก ทำให้ปัจจุบันหนังทำรายได้ไปเพียง $260 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง $290 ล้านเหรียญ

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้เราไม่ได้จะมาพูดถึงความล้มเหลวของหนัง แต่จะมาพูดถึงหนึ่งในสิ่งที่น่าสนใจอย่าง“การย้อนเวลา”ที่ตัวละครหลักอย่างเดอะแฟลชพยายามทำเพื่อแก้ไขความผิดพลาดในอดีต

และนอกเหนือจากเดอะแฟลช ในโลกภาพยนตร์ก็ยังมีการถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับการย้อนเวลาให้เห็นอยู่ไม่น้อย

มนุษย์เราสามารถย้อนเวลาได้จริง ๆ มั้ย? และจำเป็นจะต้องใช้ความเร็วเท่าไหร่? ลำพังแค่ความเร็วจะสามารถทำได้มั้ย? ในวันนี้ เราจะมาพูดถึงการย้อนเวลาและโอกาสที่จะเป็นไปได้กัน!

การย้อนเวลา

ถ้าพูดถึงการย้อนเวลา หลายคนก็คงจะคุ้นชินกับเรื่องเหล่านี้ นั่นเพราะในหนังหรือแม้แต่การ์ตูนที่เราดูกันมาตั้งแต่เด็กอย่างโดราเอม่อน ก็มีการใช้ไทม์แมชชีนย้อนเวลาให้เห็นอยู่แทบจะทุกตอน

ซึ่งในโลกของความเป็นจริงนักวิทยาศาสตร์ได้มีการศึกษาเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องและจริงจัง จนได้เกิดเป็นทฤษฎีที่น่าสนใจขึ้นมา ดังนี้

ทฤษฎีสัมพัทธภาพที่คิดค้นโดยไอน์สไตน์

สำหรับทฤษฎีแรก เป็นทฤษฎีอันเลื่องชื่อของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลก โดยในปี 1915 เขาได้คิดทฤษฎีซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการคำนวณความสัมพันธ์ระหว่างเวลา ความเร็ว และแสง

ซึ่งเป็นการเสนอว่าการเดินทางด้วยความเร็วแสงที่มีค่าประมาณ 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที หรือความเร็วที่สามารถเดินทางรอบโลกได้ 7 รอบ ใน 1 วินาที จะทำให้เวลาที่เราวัดได้นั้นเปลี่ยนไป

หรือโดยพื้นฐานแล้ว ทฤษฎีนี้หมายความว่า เวลาในแต่ละสถานที่ หรือบนดาวแต่ละดวง ถ้าความเร็วสัมพัทธ์ หรือความเร็วที่เปรียบเทียบระหว่าง 2 สถานที่นั้นมีค่าต่างกัน การวัดเวลาเปรียบเทียบก็จะมีค่าไม่เหมือนกัน และความเร็วในการเคลื่อนที่นี้ยังแปรผันตรง หรือเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกันกับความต่างของเวลาอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ จึงมีการตั้งสมมติฐานว่า มนุษย์อาจจะสามารถเดินทางย้อนเวลาได้ ด้วยการเคลื่อนที่บนยาน ซึ่งมีความเร็วมากกว่าแสง หรือเรายังสามารถย่นระยะเวลาให้ช้าลงได้ หากเราสามารถเดินทางในความเร็วที่ใกล้เคียงกับความเร็วแสงได้เช่นกัน

ซึ่งสิ่งนี้เอง คือพลังของเดอะแฟลช ที่ทำให้เขาสามารถเดินทางย้อนเวลาได้ จากการที่เขาได้รับพลังของสปีดฟอร์ซ ทำให้ความเร็วของเขามากกว่าแสง โดยเขาสามารถวิ่งได้ด้วยความเร็ว 600 ล้านไมล์ต่อชั่วโมง

อย่างไรก็ตามสำหรับมนุษย์ที่ไม่ได้มีพลังเหมือนเดอะแฟลช ปัจจัยสำคัญคือจะต้องมีเครื่องยนต์ที่ทำให้ยานพาหนะสามารถเดินทางถึงความเร็วแสงได้ และต้องไม่ถูกทำลายจากการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วขนาดนั้น ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากมากสำหรับมนุษย์ในปัจจุบัน

ทฤษฎีรูหนอน

ถัดมาคือ ทฤษฎีรูหนอน ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ต่อยอดจากทฤษฎีสัมพัทธภาพ ทั้งยังมีการต่อยอดจนถึงปัจจุบัน พื้นฐานของทฤษฎีนี้ก็คือการบอกว่า จุดบนจักรวาล 2 จุด สามารถเดินทางเชื่อมต่อกันผ่าน “รู” ที่เชื่อม 2 จุดนี้ เข้าหากันในลักษณะที่คล้ายกับการพับกระดาษแล้วแทงดินสอเชื่อมเข้าหากัน ดินสอนี้ก็คือรูหนอนที่ใช้เดินทางข้ามเวลา อย่างไรก็ตาม การสร้างรูหนอนก็ยังมีอุปสรรค และยากจะเกิดขึ้นจริงเช่นเดียวกัน

การย้อนเวลากับความเป็นจริง

จะเห็นได้ว่าจากความเป็นจริงในปัจจุบัน มนุษย์เรายังไม่สามารถที่จะย้อนเวลาได้ นั่นเพราะเทคโนโลยีในปัจจุบันยังไม่เพียงพอจะสร้างยานพาหนะที่จะทำให้มนุษย์เคลื่อนที่ด้วยความเร็วแสงได้ โดยที่ร่างกายไม่ถูกทำลายเพราะความเร็วขนาดนั้น

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของความขัดแย้งเกี่ยวกับเหตุและผล ในเรื่องที่ว่าถ้าเราสามารถย้อนเวลาไปยังอดีตได้จริงและทำการเปลี่ยนแปลงอดีต แล้วปัจจุบันที่เราจากมาจะเปลี่ยนไปอย่างไร

ซึ่งเรื่องนี้ก็เกิดเป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจ อย่างการย้อนเวลา จะสามารถทำให้เกิดโลกคู่ขนานได้จริงหรือไม่ และจะเป็นอย่างไร

การย้อนเวลากับโลกคู่ขนาน

สำหรับโลกคู่ขนาน หรือที่เราเรียกกันว่ามัลติเวิร์ส มีทฤษฎีหนึ่งที่น่าสนใจ อย่างทฤษฎีที่ชื่อว่า “โลกคู่ขนานของกลศาสตร์ควอนตัม” ซึ่งเป็นการคาดเดาการมีอยู่ของเส้นเวลา หรือไทม์ไลน์ที่แตกแขนงกันออกไป

ความเป็นจริงคู่ขนานที่การตัดสินใจของเราดำเนินไปอย่างแตกต่าง และบางครั้งการตัดสินใจเหล่านั้นก็สร้างผลกระทบที่แตกต่างออกไปอย่างสุดขั้ว

จากทฤษฎีนี้ อาจมีตัวเราอยู่หลายคน ซึ่งมีหนทางชีวิตที่อาจแตกต่างกันออกไปหากเราเลือกการตัดสินใจแบบอื่น กระนั้น ความเป็นจริงหนึ่งเดียวที่เราสามารถรับรู้ได้คือความเป็นจริงที่ตัวเราอาศัยอยู่เท่านั้น

ในหนังเรื่อง The Flash ก็จะเห็นได้ว่าตัวละครหลักอย่าง แบรี่ อัลเลน มีความพยายามที่จะย้อนเวลาเพื่อกลับไปแก้ไขอดีต ซึ่งนั่นทำให้เขาได้พบกับตัวเขาในอดีต นอกจากนี้แบทแมนที่เขารู้จักก็ยังเปลี่ยนไปเป็นอีกคน

ผลจากการแก้ไขอดีตของเขา ก่อให้เกิดผลตามมามากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการที่ทำให้ตัวเขาในอดีตมีพลังเดอะแฟลชเช่นเดียวกับเขา และทำให้ตัวเขาเองสูญเสียพลังไป เรียกได้ว่าเป็นอีกไทม์ไลน์หนึ่งที่เกิดขึ้น และแม้ว่าเขาจะย้อนกลับมายังปัจจุบัน ผลจากการตัดสินใจก็ยังตามเขามาอยู่ดี

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า การย้อนเวลามีความเป็นไปได้ที่จะก่อให้เกิดไทม์ไลน์ใหม่ ๆ ขึ้นมา จากการที่เอกภพของเราเป็นเพียง“หนึ่งในบรรดาเอกภพ”มากมายที่แตกต่างออกไป โดยเราอาศัยอยู่ในเอกภพที่ดีและสะดวกสบาย การย้อนเวลาอาจทำให้เราหลงเข้าไปในอีกเอกภพก็เป็นได้

ถ้าคนเราสามารถย้อนเวลาได้จริง?

เชื่อว่าการย้อนเวลา เป็นหนึ่งในสิ่งที่มนุษย์โหยหามากที่สุด นั่นเพราะหลายคนต้องการจะแก้ไขสิ่งผิดพลาดในอดีต

และถ้าในวันหนึ่งเทคโนโลยีของมนุษย์พัฒนาไปจนถึงจุดที่สามารถเดินทางข้ามเวลาได้ หลายคนก็คงมีเรื่องที่อยากจะกลับไปแก้ไขอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม หากการย้อนเวลาเกิดขึ้นจริง เราก็คงจะต้องมีกฎและข้อห้ามสำหรับนักท่องเวลา อาทิเช่น การย้อนไปเพื่อศึกษา แต่ไม่เปลี่ยนแปลงอดีต นั่นเพราะการย้อนเวลาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน การกระทำเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลให้เกิดเหตุการณ์ใหญ่ ราวกับทฤษฎีผีเสื้อขยับปีก

หากทุกคนย้อนเวลาไปแก้ไขอะไรต่าง ๆ ตามอำเภอใจ เผลอ ๆ อาจจะมีคนไปลงมือฆ่าฮิตเลอร์ หรือย้อนกลับไปแทรกแซงเหตุการณ์สำคัญในอดีตก็ได้

ซึ่งถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นจริง ๆ ก็อาจจะคล้ายกับหนังเรื่องA Sound of Thunderที่เป็นเรื่องราวของโลกในอนาคต ที่มนุษย์คิดค้นเครื่องเดินทางย้อนเวลาได้ คนมีเงินจึงพากันย้อนไปเที่ยวในยุคต่าง ๆ มากมาย และยุคที่คนนิยมไปมากที่สุดก็คือ "ยุคไดโนเสาร์" แน่นอนว่าการจะย้อนไปต้องมีการปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด แต่แล้วกลับมีคนที่ไปทำให้ผีเสื้อในอดีตตาย จนส่งผลถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดที่กล่าวมายังเป็นเพียงคำว่า “ถ้า” เท่านั้น เพราะในปัจจุบัน มนุษย์ก็ยังไม่สามารถย้อนเวลาได้อยู่ดี

สุดท้ายนี้ การย้อนเวลาก็ยังเป็นเรื่องที่มนุษย์ยังไม่สามารถทำได้จริงในปัจจุบัน ซึ่งถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถย้อนเวลาไปแก้ไขอดีตได้ แต่เราก็สามารถที่จะเรียนรู้ในการอยู่กับปัจจุบัน เพื่อทำปัจจุบันให้ดีที่สุด

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นแล้ว เราไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ในอดีต สิ่งที่ทำได้คือนำสิ่งที่เกิดขึ้นที่ผ่านมาเป็นบทเรียนไม่ให้มันเกิดซ้ำอีก อย่ากระทำสิ่งที่จะสร้างรอยแผลให้กับผู้อื่น ทำสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ตอนนี้ให้เต็มที่ เพื่อที่จะไม่ได้รู้สึกอยากกลับไปแก้ไขมันทีหลัง

อย่างที่ตัวแบรี่ อัลเลน เลือกที่จะไม่แก้ไขอดีต และทำใจยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น แม้ว่ามันจะทำให้เขาต้องเสียใจก็ตาม

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก

tnnthailand

ngthai

ngthai

thematter

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...