โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘บริษัทผีดิบ’ คืออะไร แล้วเราควรทำอย่างไรกับมัน?

The Bangkok Insight

อัพเดต 23 ต.ค. 2563 เวลา 15.48 น. • เผยแพร่ 23 ต.ค. 2563 เวลา 05.38 น. • The Bangkok Insight

ในช่วงที่ผ่านมา สังคมไทยพูดกันมากว่าธุรกิจจำนวนมากเป็นเหมือน "บริษัทผีดิบ" แต่บริษัทเหล่านี้เป็นอย่างไร และจำนวนไม่น้อยมักจะขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล แต่ช่วยอย่างไรก็ไปไม่รอด สุพริศร์ สุวรรณิก สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เขียนบทความล่าสุดชื่อว่า “บริษัทผีดิบ” คืออะไร แล้วเราควรทำอย่างไรกับมัน? ซึ่งทาง The Bangkok Insight เห็นว่าน่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนในวงกว้าง จึงขอนำมาเผยแพร่อีกครั้ง ณ ที่นี้

คำว่า “ซอมบี้ (Zombie)” หรือ “ผีดิบ” คงเป็นคำที่คุ้นหูกันอยู่แล้วสำหรับแฟน ๆ ภาพยนตร์แนวระทึกขวัญ ซึ่งเกี่ยวข้องกับฝูงชนที่ติดไวรัสชนิดหนึ่งและเสียชีวิต แต่กลับฟื้นคืนชีพอีกครั้งและมาพร้อมกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสุดขั้ว นั่นคือ การหันมาตามล่าวิ่งไล่กัดกินเนื้อมนุษย์ด้วยกัน แต่บางท่านอาจจะยังไม่ทราบว่าคำศัพท์นี้ขยายวงกว้างมาสู่วงการเศรษฐศาสตร์การเงินเรียบร้อยนานแล้ว

นั่นคือ “Zombie firms” หรือถ้าแปลตรงตัวเป็นภาษาไทยคือ“บริษัทผีดิบ” โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีบริษัทเหล่านี้เกิดขึ้นจำนวนมากทั่วโลกหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 (ซึ่งมาประจวบเหมาะพ้องกันพอดีกับการเกิดการแพร่ระบาดของ “ไวรัส” โควิด-19 ซึ่งไม่ได้หมายถึงบริษัทที่ติด “ไวรัส” อย่างตรงตัวนะครับ) คำถามสำคัญที่ตามมาคือ บริษัทผีดิบคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร และเราต้องทำอะไรกับบริษัทผีดิบเหล่านี้หรือไม่? บางขุนพรหมชวนคิดจึงขอชวนทุกท่าน (ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นแฟนภาพยนตร์แนวระทึกขวัญ) มาหาคำตอบกันครับ ตามกลไกตลาด บริษัทที่ดีคือบริษัทที่สามารถใช้และบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ หรือเรียกเป็นภาษาเศรษฐศาสตร์ได้ว่า มีผลิตภาพ (productivity) อยู่ในระดับสูง และมักนำมาซึ่งความสามารถในการทำกำไรที่สูง ในทางตรงกันข้าม บริษัทที่มีผลิตภาพต่ำและนำมาซึ่งความสามารถในการทำกำไรที่ต่ำหรือประสบการขาดทุนอย่างต่อเนื่อง ย่อมเป็นบริษัทที่ต้องปิดตัวลงและออกไปจากการแข่งขันในที่สุด

อย่างไรก็ตาม มีบริษัทผลิตภาพต่ำและไม่มีความสามารถในการทำกำไรเหล่านี้ที่ส่วนหนึ่งยังคงมีชีวิตอยู่ได้จากสภาพคล่องที่ได้รับเพื่อหล่อเลี้ยงต่อชีวิตบริษัท ไม่ว่าจะจากการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินหรือได้รับความช่วยเหลือจากรัฐแบบเหวี่ยงแห บริษัทเหล่านี้ก็คือ “บริษัทผีดิบ” นั่นเอง "บริษัทผีดิบ คือ บริษัทที่ไม่มีความสามารถในการทำกำไรในปัจจุบันและที่คาดการณ์ได้ในอนาคตมากเพียงพอที่จะนำมาชำระหนี้ของบริษัทได้ในระยะเวลานานต่อเนื่อง หรือพูดเป็นภาษาชาวบ้านว่า เป็นบริษัทที่มี 'หนี้สินล้นพ้นตัว' " หลายท่านอาจเริ่มสงสัยว่า เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ โดยเฉพาะวิกฤตโควิด-19 ซึ่งทำให้อุปสงค์ทั่วโลกหดตัว นำมาซึ่งรายได้ที่หดหายของบริษัทต่าง ๆ ก็ช่วยไม่ได้ที่บริษัทต้องได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ เพราะขายไม่ได้และไม่มีความสามารถในการทำกำไร อย่างนี้บริษัทต่าง ๆ จะไม่ถูกนับเป็นบริษัทผีดิบกันหมดหรือ? หากเอานิยามให้ชัดเจน ตามงานศึกษาของ BIS คือ Banerjee and Hofmann (2018) ได้ให้ความหมายอย่างแคบต่อบริษัทผีดิบไว้ว่าคือ บริษัทที่ไม่มีความสามารถในการทำกำไรในปัจจุบันและที่คาดการณ์ได้ในอนาคต (ซึ่งวัดจากการประเมินมูลค่าหุ้น) มากเพียงพอที่จะนำมาชำระภาระหนี้ของบริษัทได้ในระยะเวลานานต่อเนื่อง  หรือพูดเป็นภาษาชาวบ้านว่า เป็นบริษัทที่มี “หนี้สินล้นพ้นตัว” ดังนั้น หากบริษัทที่มีศักยภาพ (ซึ่งอาจขาดทุนในช่วงต้นจากการลงทุนที่สร้างโอกาส แต่มองเห็นผลตอบแทนที่จะเข้ามาในอนาคต) มีความสามารถในการปรับตัวและยกระดับผลิตภาพของตนเองให้สูงขึ้นอยู่เสมอทั้งในยามปกติและวิกฤต โดยแม้จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากรัฐในยามวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อทุกบริษัทโดยถ้วนหน้า แต่เมื่อวิกฤตจบลงแล้วก็สามารถกลับมาทำกำไรได้ดังเดิมและชำระภาระหนี้ได้ บริษัทเหล่านี้ก็ไม่เข้าข่ายการเป็นบริษัทผีดิบครับ ถามต่อว่า แล้วมีบริษัทผีดิบมาก ๆ ในระบบเศรษฐกิจ จะส่งผลกระทบอย่างไร? ตอบได้ว่า การให้ความช่วยเหลือแก่บริษัทที่ควรล้มหายตายจากไปแล้วให้ยังมีชีวิตอยู่ได้นี้ นอกจากจะทำให้บริษัทเองขาดแรงจูงใจในการปรับตัวและพัฒนาผลิตภาพของตนแล้ว กลไกการแข่งขันทั้งระบบยังถูกบิดเบือนด้วย เพราะบริษัทผีดิบจะทำให้กำลังการผลิตส่วนเกินยังคงอยู่อาจคอยตัดราคา ทำให้ธุรกิจอื่น ๆ ที่มีความสามารถในการปรับตัวเองได้และมีผลิตภาพสูง กลับอยู่รอดยากและเข้ามาแข่งขันไม่ได้ ไม่ต่างอะไรกับผีดิบซอมบี้ในภาพยนตร์ที่คอยวิ่งไล่กัดกินเนื้อคนอื่นและล้มตายไปด้วย และลามไปในระดับประเทศ เพราะส่งผลให้การจัดสรรทรัพยากรในระบบขาดประสิทธิภาพ ผลิตภาพโดยรวมและความสามารถในการแข่งขันของประเทศถดถอยลงตามมา สำหรับประเทศไทย มีงานวิจัย อาทิ กฤษฎ์เลิศและอาชว์ (2562) ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับภาคธุรกิจไทยมาตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 พบว่า ในวงการธุรกิจไทยมีบริษัทผีดิบทั้งที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่และเอสเอ็มอี ซึ่งมีสัดส่วนสินทรัพย์ประมาณ 5% ของสินทรัพย์ในภาคธุรกิจทั้งหมด แม้ว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วสัดส่วนบริษัทผีดิบของไทยยังอยู่ในระดับปานกลางค่อนไปทางต่ำ แต่แนวโน้มจะมีบริษัทขนาดใหญ่เป็นบริษัทผีดิบเพิ่มขึ้น ส่งผลทางลบต่อโอกาสที่บริษัทใหม่จะเข้าสู่ตลาดและต่อการเติบโตของบริษัทอื่น ๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน โดยการมีบริษัทเหล่านี้เพิ่มขึ้นในสัดส่วน 1% จะทำให้การลงทุนของบริษัททั่วไปลดลง 0.8% และทำให้การลงทุนของบริษัทใหม่ที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปีลดลง 0.9% "ในยามวิกฤต ภาครัฐควรลดการออกมาตรการช่วยเหลือแบบเหวี่ยงแห  ขาดประสิทธิผลและไม่คุ้มค่า แต่จำเป็นต้องเน้นให้ 'ตรงจุด'  กับกลุ่มธุรกิจที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ" คำถามสุดท้าย เมื่อรู้ว่าบริษัทผีดิบก่อให้เกิดผลลบต่อทั้งระบบเศรษฐกิจ เราต้องทำอย่างไรกับมัน? ผู้เขียนขออนุญาตถอดความจากปาฐกถาพิเศษของอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ดร.วิรไท สันติประภพ ในงานสัมมนาวิชาการธนาคารแห่งประเทศไทยประจำปี 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งผู้เขียนเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่า ในยามวิกฤต ภาครัฐควรลดการออกมาตรการช่วยเหลือแบบเหวี่ยงแห ซึ่งมีลักษณะ “เบี้ยหัวแตก” ขาดประสิทธิผลและไม่คุ้มค่า แต่จำเป็นต้องเน้นให้ “ตรงจุด” กับกลุ่มธุรกิจที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ควบคู่ไปกับมาตรการเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ และออกนโยบายที่ช่วยให้บริษัทใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพเข้าสู่ตลาดง่ายขึ้น อาทิ การแก้ไขกฎระเบียบเพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาในการตั้งบริษัทใหม่ ซึ่งจะช่วยยกระดับการแข่งขันในตลาดให้เพิ่มขึ้นและลดอำนาจตลาดของบริษัทที่กระจุกตัวอยู่อีกด้วย ขณะที่ผู้ประกอบการเองควรมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรและปรับตัวอย่างแข็งขันอยู่เสมอ เพราะคงไม่มีบริษัทไหนอยากเป็นซอมบี้น่าเกลียดน่ากลัวกันแน่ ๆ ครับ! อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...