โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

5 วิธีล้างผักผลไม้ให้ห่างไกลสารพิษ

Mood of the Motherhood

อัพเดต 05 มิ.ย. 2561 เวลา 12.33 น. • เผยแพร่ 05 มิ.ย. 2561 เวลา 12.45 น. • Features

พาราควอตและคลอร์ไพริฟอส เป็นสารเคมีที่กำลังถูกเรียกร้องให้กลายเป็นสารเคมีช่วยกำจัดศัตรูพืชที่ต้องห้ามในวงการเกษตรกรรม ความรุนแรงของพาราควอตอาจทำให้ผิวหนังไหม้ เป็นแผลพุพอง ผิวหนังอักเสบ หากสัมผัสโดยตรง และหากสัมผัสกับพาราควอตเข้มข้นมากๆ โอกาสที่มันจะดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด และอาจอันตรายรุนแรงถึงชีวิต

อาจฟังดูไกลตัว แต่ถ้าบอกว่าสิ่งที่น่ากลัวคือ แม้จะไม่ได้สัมผัส แต่แค่รับประทานผ่านพืชผักต่างๆ ที่มีสารเหล่านี้ปนเปื้อนเป็นเวลานาน ก็มีสิทธิ์ที่จะเป็นโรคพาร์กินสันได้

อีกทั้งยังมีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดลพบว่า คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ได้รับสารพาราควอตจะสามารถถ่ายทอดจากรกไปสู่เด็กในท้องได้ แม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการใช้สารเคมีโดยตรง แต่คุณแม่ตั้งครรภ์ก็มีสิทธิ์ได้รับสารพาราควอตจากพืชผัก และเนื้อสัตว์ที่บริโภคเข้าไปในแต่ละวันอยู่ดี

สารเคมีกำจัดศัตรูพืชดังกล่าว จะมีผลกระทบต่อเด็กในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นด้านพัฒนาการของสมองและระบบประสาท ระดับสติปัญญา การเรียนรู้ ทำให้เกิดปัญหาการเรียน และอาจทำให้มีอาการออทิสติกด้วย

ที่น่ากลัวก็คือ ไม่ว่าเราจะหลีกเลี่ยงไม่กินผักผลไม้ที่มีสารเคมีขนาดไหน ก็ยากที่จะหลบพ้น M.O.M เลยชวนมาดู 5 วิธีล้างผักผลไม้ให้ห่างไกลสารพิษ

1. ล้างด้วยน้ำเปล่า

ล้างผักด้วยน้ำเปล่าเป็นวิธีการล้างเบื้องต้น สำหรับเวลาที่เราไม่มีอุปกรณ์อื่นๆ แม้ว่าจะสามารถล้างสารพิษออกน้อยกว่าวิธีอื่นๆ แต่มีทริกที่หลายๆ คนยังไม่รู้มาก่อน

วิธีการแช่น้ำ: เริ่มด้วยการล้างผักรอบแรกให้เศษดิน ผง และความสกปรกออกไปก่อน หลังจากนั้นเด็ดผักออกเป็นใบๆ แล้วนำมาแช่ในอ่างน้ำที่เตรียมไว้ประมาณ 15 นาที จากนั้นล้างน้ำอีกหนึ่งรอบ

วิธีล้างผักโดยให้น้ำไหลผ่าน: โดยเด็ดผักออกเป็นใบๆ นำมาใส่ในตะกร้าหรือตะแกรงโปร่ง แล้วเปิดน้ำให้แรงพอประมาณ ระหว่างล้างใช้มือช่วยคลี่ใบผักและถูไปมาบนผิวใบของผักผลไม้ไปด้วยประมาณ 2 นาที

ระวัง: วิธีนี้เป็นวิธีที่นิยมและได้ผลดีมากวิธีหนึ่ง แต่มีข้อเสียคือต้องใช้เวลานาน และใช้น้ำในปริมาณมากกว่าปกติ

*หากเป็นผักที่มีเปลือกชั้นนอกหรือกาบด้านนอกที่ลอกออกได้ เช่น กะหล่ำปลี ควรลอกเปลือกหรือกาบด้านนอกออกทิ้งสัก 2-3 ใบ เพราะสารพิษส่วนใหญ่จะสะสมตกค้างบริเวณเปลือกด้านนอก แล้วจึงนำไปล้างตามแต่ละวิธี

2. ล้างด้วยเบกกิงโซดา

เบกกิงโซดา (Baking Soda) หรือโซเดียมไบคาร์บอเนต (Sodium Bicarbonate) เป็นสารที่นอกจากใช้ในการทำขนมแล้ว ยังมักนำมาใช้ล้างสารพิษจากผักและผลไม้ได้ โดยใช้เบกิ้งโซดา 1/2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำ 10 ลิตร แล้วนำผักหรือผลไม้มาแช่ไว้ประมาณ 15 นาที หลังจากนั้นค่อยล้างออกด้วยน้ำเปล่า 2 ครั้ง

ระวัง: เบกกิงโซดาจะมีส่วนผสมของโซเดียมอยู่ และอาจจะดูดซึมเข้าสู่ผักและผลไม้ที่นำไปแช่ได้ เมื่อล้างผักผลไม้ด้วยเบกกิงโซดาแล้ว จึงควรล้างให้สะอาด เพราะถ้าได้รับเบกกิงโซดามากเกินไปก็อาจทำให้ท้องเสียได้

3. ล้างด้วยน้ำส้มสายชู

เตรียมน้ำส้มสายชูที่มีความเข้มข้น 5% ของกรดน้ำส้ม ผสมกับน้ำในอัตราส่วน 1:10 ส่วน แล้วนำผักมาแช่ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที แล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกหนึ่งรอบ

ระวัง: ภาชนะที่ใส่ผักไม่ควรเป็นพลาสติก และการล้างผักด้วยวิธีนี้อาจทำให้ผักบางชนิดมีกลิ่นน้ำส้มสายชูติดไปด้วย เช่น ผักกาดขาว ผักกาดเขียว อาจมีการดูดรสเปรี้ยวจากน้ำส้มสายชู และทำให้ผักมีรสชาติเปลี่ยนไป

4. ล้างด้วยด่างทับทิม

ด่างทับทิม (Potassium Permanganate) ด่างทับทิมจะมีลักษณะเป็นผลึกหรือเกล็ด สามารถละลายน้ำได้ ใช้ด่างทับทิมประมาณ 20-30 เกล็ด ผสมกับน้ำประมาณ 4 ลิตร นำผักมาแช่ไว้ในน้ำด่างทับทิมประมาณ 10 นาที หลังจากนั้นให้ล้างออกด้วยสะอาดอีกครั้ง

ระวัง: การสูดดมไอระเหยของด่างทับทิมเข้าไปมากๆ หรือด่างทับทิมสัมผัสเข้าตา อาจทำให้เกิดอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจและเป็นอันตรายต่อดวงตา อีกอย่างการใช้ด่างทับทิมต้องใช้ในปริมาณน้อย ไม่งั้นผักและผลไม้จะเหี่ยวหรือเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลได้ และมีผลต่อระบบทางเดินอาหารของเรา จึงต้องระมัดระวังในการใช้

5. ล้างด้วยผงถ่าน

ผงถ่านแอ็กทิเวตชาร์โคล (Activated Charcoal) หรือผงถ่านกัมมันต์  (Activated Carbon) เป็นวัสดุคาร์บอนซึ่งมีเนื้อพรุน มีคุณสมบัติในการดูดซับสูงทำให้สามารถจับสารในปริมาณมากมายไว้ที่ผิว ซึ่งจะช่วยดูดทั้งกลิ่น สี และสารพิษออกจากผัก แต่จะไม่ดูดซับแร่ธาตุออกไป และร่างกายก็ไม่สามารถดูดซึมผงถ่านได้ จึงไม่เป็นอันตราย

ใช้ผงถ่าน 1 ช้อนชา ต่อน้ำ 5 ลิตร แล้วนำผักผลไม้มาแช่ไว้ประมาณ 20 นาที แล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำสะอาด แต่หากใช้ในปริมาณน้อยและแช่ไว้ไม่นานพอ ก็จะไม่สามารถดูดซับสารพิษออกมาได้หมด

ถึงแม้ว่าการพยายามล้างผักด้วยสารและวิธีต่างๆ อาจล้างสารเคมีในผักได้ไม่หมด แต่ก็เป็นวิธีที่เราสามารถลดสารพิษได้ด้วยตัวเองในระดับผู้บริโภค สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ ควรซื้อผักจากแหล่งที่เชื่อถือได้ว่าปลอดภัยจากสารเคมี

โดยเฉพาะการทำอาหารให้เด็กๆ อาจต้องหลีกเลี่ยงผักบางชนิดที่มีข้อมูลว่าปนเปื้อนสารพิษจำนวนมาก เช่น กะเพรา คะน้า ถั่วฝักยาว ผักบุ้งจีน กวางตุ้ง มะเขือเปราะ และเลือกผักที่มีข้อมูลว่าพบสารพิษเจือปนน้อย เช่น แตงกวา ผักกาดขาว กะหล่ำปลี

หรือคุณพ่อคุณแม่คนไหน จะเลือกปลูกผักไว้กินเองในบ้าน ก็เป็นทางเลือกที่ปลอดภัย มั่นใจได้ว่าสะอาด ปลอดสารพิษ และยังประหยัดอีกด้วย

อ้างอิง

Way Magazine

Health Line

Med Thai

Thai Publica

เข็นเด็กขึ้นภูเขา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...