โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทัวร์จีนคัมแบ๊ก 'ท่องเที่ยวไทย' คึก! 'กรุ๊ปทัวร์-FIT' เข้าไทยเต็มรูปแบบ เงินสะพัด 'กทม.-พัทยา-เชียงใหม่-ภูเก็ต'

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 13 ก.พ. 2566 เวลา 03.07 น. • เผยแพร่ 14 ก.พ. 2566 เวลา 02.00 น.

บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ

ทัวร์จีนคัมแบ๊ก ‘ท่องเที่ยวไทย’ คึก!

‘กรุ๊ปทัวร์-FIT’ เข้าไทยเต็มรูปแบบ

เงินสะพัด ‘กทม.-พัทยา-เชียงใหม่-ภูเก็ต’

คึกคักตั้งแต่ต้นปีสำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย หลังจากที่รัฐบาลจีนประกาศเปิดประเทศอย่างเป็นทางการ ด้วยการยกเลิกกักตัวผู้เดินทางเข้าประเทศตั้งแต่ 8 มกราคม 2566 หลังจากใช้มาตรการคุมเข้ม หรือ Zero COVID มานานเกือบ 3 ปีเต็ม

กระทั่งล่าสุดที่ประกาศให้บริษัทนำเที่ยวและบริษัทออนไลน์ทราเวลเอเย่นต์ หรือ OTA นำนักท่องเที่ยวจีนออกไปเที่ยวต่างประเทศแบบหมู่คณะ หรือกรุ๊ปทัวร์ ได้ โดยกำหนดประเทศปลายทางไว้ 20 ประเทศ ตั้งแต่ 6 กุมภาพันธ์ 2566 และประเทศไทยเป็น 1 ใน 20 ประเทศที่มีรายชื่ออยู่ในประกาศดังกล่าวด้วย

เรียกว่า เป็นการผ่อนคลายมาตรการเปิดประเทศของรัฐบาลจีนที่มาเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้

และเป็นปัจจัยบวกที่สร้างความหวังและมีนัยสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในภาพรวมของไทยอย่างมาก

จากข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองระบุว่า เดือนมกราคม 2566 มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 2,088,832 คน ในจำนวนนี้มีนักท่องเที่ยวจีนจำนวน 91,080 คน ติดอันดับ 5 ของนักท่องเที่ยวจำแนกรายสัญชาติ 5 อันดับแรกของไทย

และล่าสุดพบว่า ตั้งแต่ 1 มกราคม-7 กุมภาพันธ์ 2566 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามาแล้วรวม 120,000 คน

ทั้งนี้ กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเข้าประเทศไทยในช่วงแรก ประกอบด้วย นักธุรกิจ นักเรียน และกลุ่มนักท่องเที่ยวคนรุ่นใหม่ที่นิยมเดินทางด้วยตนเอง (FIT) เป็นหลัก ซึ่งจะมีอัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวอย่างค่อยเป็นค่อยไป

“ยุทธศักดิ์ สุภสร” ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บอกว่า หลังจากจีนเปิดให้กรุ๊ปทัวร์ออกเที่ยวได้ทำให้ตัวเลขการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนอีกครั้ง โดยในวันแรก (6 กุมภาพันธ์ 2566) ที่จีนเปิดให้ “กรุ๊ปทัวร์” ออกเดินทางได้มีนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางแบบกรุ๊ปทัวร์เดินทางเข้าไทยรวมทั้งหมด 14 เที่ยวบิน ผ่าน 3 สนามบินหลักคือ สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต

ประกอบด้วย เดินทางจากเซี่ยงไฮ้ 6 เที่ยวบิน กว่างโจว 2 เที่ยวบิน ส่วนปักกิ่ง, เซียะเหมิน, เฉิงตู, หนานจิง, หนานหนิง และเหอเฝย์ เมืองละ 1 เที่ยวบิน รวมผู้โดยสารประมาณ 2,100 คน ในจำนวนนี้เป็นกรุ๊ปทัวร์ 600 คน

โดยเที่ยวบินที่เดินทางถึงไทยไฟลต์แรกคือ สายการบินสปริงแอร์ เส้นทางบินจากกว่างโจว-ดอนเมือง มีโปรแกรมท่องเที่ยว 6 วัน 5 คืน เส้นทางท่องเที่ยวกรุงเทพฯ-พัทยา (ชลบุรี)-ระยอง

และเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่ง อาทิ เกาะเสม็ด สวนนงนุชพัทยา วัดปากน้ำภาษีเจริญ พระบรมมหาราชวัง วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ย่านเยาวราช ฯลฯ

“วิชิต ประกอบโกศล” ประธาน ซี.ซี.ที.กรุ๊ป บริษัทนำเที่ยวอินบาวด์ (ขาเข้า) ตลาดจีนรายใหญ่ ให้ข้อมูลว่า หลังจากที่รัฐบาลจีนส่งสัญญาณเปิดประเทศตั้งแต่ต้นปี 2566 ที่ผ่านมา บริษัททัวร์ต่างๆ ก็เริ่มกลับมาเจรจากับพันธมิตรในไทย รวมถึงหาข้อมูลอัพเดตโปรดักต์ บางส่วนทำแพ็กเกจทัวร์รอการขายไว้ล่วงหน้า ทันทีที่รัฐบาลอนุญาตให้บริษัทนำเที่ยวทำการตลาดแบบกรุ๊ปทัวร์ได้ บริษัททัวร์ในจีนก็เริ่มกดปุ่มการขายทันที

โดยประเทศไทยเป็นที่สนใจและยังเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับ 1 ของคนจีนโดยเฉพาะเส้นทางท่องเที่ยวหลักอย่างกรุงเทพฯ พัทยา (ชลบุรี) ภูเก็ต และเชียงใหม่ มีทั้งบริษัททัวร์รายเดิมที่เคยขายอยู่แล้วกลับมาทำการตลาดอีกครั้ง และบริษัทที่ยังไม่เคยทำตลาดเริ่มหันมาทำตลาดและขายประเทศไทยเพิ่มขึ้น

ประกอบประเทศคู่แข่งสำคัญของไทยอย่างญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม รัฐบาลจีนยังไม่อนุญาตให้กรุ๊ปทัวร์จีนไปเที่ยว

ในช่วง 3 เดือนแรกที่จีนเปิดประเทศนี้จึงเป็นโอกาสทองในการฟื้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างมาก

สอดรับกับข้อมูลของ Trip.com ที่รายงานว่า จากการค้นหาข้อมูลบนแพลตฟอร์ม Trip.com Group พบว่า นักท่องเที่ยวจีนต้องการเดินทางไปยังประเทศไทยสูงสุดเป็นอันดับ 1 ตามด้วยญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย

โดยก่อนการระบาดของโควิด-19 นักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางไปต่างประเทศมีสัดส่วนของนักท่องเที่ยวกรุ๊ปทัวร์ราว 60% ขณะที่กลุ่มเดินทางด้วยตนเองครองสัดส่วนราว 40% คาดว่าหลังการระบาดโควิด-19 สัดส่วนของนักท่องเที่ยวทั้ง 2 ประเภทจะมีสัดส่วน 50% : 50%

เมืองที่ต้องการออกเดินทางสูง ได้แก่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กว่างโจว เสิ่นเจิ้น หางโจว หนานจิง เฉิงตู ฉงชิ่ง และจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมคือ กรุงเทพฯ และภูเก็ต รองลงมาคือ เชียงใหม่ เกาะสมุย และพัทยา

ด้านการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้วางกลยุทธ์ที่จะทำให้การกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนครั้งนี้เป็นตลาด “คุณภาพ” และเป็น new chapter เน้นเพิ่มการใช้จ่ายต่อคนต่อทริป โดยให้สำนักงาน ททท.ทั้ง 5 แห่งในจีนสื่อสารและให้ข้อมูลกับนักท่องเที่ยวจีนว่าประเทศไทยมีอะไรใหม่บ้าง

และนำผู้ประกอบการท่องเที่ยวของไทยไปโรดโชว์ใน 3 เมืองใหญ่ของจีน ได้แก่ เซี่ยงไฮ้ เฉิงตู และกว่างโจว ในระหว่างวันที่ 20, 22 และ 24 กุมภาพันธ์ 2566 นี้

รวมทั้งดูแลเรื่องคุณภาพและมาตรฐานของแพ็กเกจทัวร์ ด้วยการสนับสนุนบริษัททัวร์ (เอเย่นต์) ในจีนที่ทำแพ็กเกจทัวร์ราคาสูงให้เกิดความมั่นใจและทำตลาดได้ง่าย และสนับสนุน อำนวยความสะดวกผู้ประกอบการฝั่งไทยให้ช่วยทำตลาดระดับกลางถึงบนเป็นหลัก เนื่องจากปัจจุบันนักท่องเที่ยวจีนมีความต้องการด้านการเดินทาง (Pending Demand) สูงมาก

ขณะที่บริษัททัวร์รายใหญ่ให้ข้อมูลว่า แพ็กเกจทัวร์สำหรับเที่ยวประเทศไทยที่ขายในจีนขณะนี้ส่วนใหญ่เป็นโปรแกรมเที่ยวกรุงเทพฯ-พัทยา, ภูเก็ต และเชียงใหม่ เนื่องจากเป็นจุดหมายปลายทางที่มีสายการบินบินตรง โดยราคาขายส่วนใหญ่อยู่ในระดับตั้งแต่ 3,000-5,000 หยวนขึ้นไป สูงขึ้นอย่างชัดเจนหากเทียบกับช่วงก่อนโควิดที่ขายกันอยู่ประมาณ 1,000 หยวน

โดยไฟลต์ปฐมฤกษ์ที่เข้ามาเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2566 เป็นแพ็กเกจท่องเที่ยวแบบ 6 วัน 5 คืน ราคาอยู่ที่ 4,500 หยวน หรือประมาณ 25,000 บาท เป็นแพ็กเกจที่จับกลุ่มลูกค้าระดับบน ไม่มีโปรแกรมช้อปปิ้ง และพักโรงแรม 5-6 ดาว

“ราคาแพ็กเกจที่ขายกันอยู่ขณะนี้ยังไม่ใช่ราคาที่แท้จริงของตลาด เพราะเป็นช่วงที่ยังประเมินต้นทุนยาก เนื่องจากส่วนหนึ่งอยู่ในช่วงโปรโมชั่นของเอเย่นต์ทัวร์ และยังมีข้อจำกัดเรื่องจำนวนที่นั่งของสายการบิน”

พร้อมประเมินว่าสถานการณ์โดยรวมของตลาดจีนจะนิ่งมากขึ้นในช่วงประมาณปลายเดือนมีนาคม 2566 และกลับสู่ภาวะปกติอีกครั้งตั้งแต่เดือนเมษายน 2566 เป็นต้นไป

และจากราคาขายที่เป็นอยู่ในขณะนี้ทำให้เชื่อว่าประเทศไทยจะสามารถยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวสู่คุณภาพตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้

ผู้ว่าการ ททท. ให้ข้อมูลด้วยว่า ในไตรมาสที่ 1 (มกราคม-มีนาคม 2566) มีจำนวนเที่ยวบินและที่นั่งโดยสารจากสนามบินในเมืองต่างๆ ของจีนมาไทย อาทิ เซี่ยงไฮ้ กว่างโจว หางโจว หนานจิง เฉิงตู เซียะเหมิน คุนหมิง ฯลฯ รวมประมาณ 2,000 เที่ยวบิน รวม 445,655 ที่นั่ง (ไม่รวมเที่ยวบินเช่าเหมาลำ) ททท.จึงคาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยในไตรมาสแรกไม่ต่ำกว่า 300,000 คน

ล่าสุด ททท. ได้ปรับเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาเที่ยวประเทศไทยตลอดปี 2566 จาก 5 ล้านคน เป็นประมาณ 7-8 ล้านคน ไปเรียบร้อยแล้ว โดยมีตัวแปรที่การฟื้นตัวของจำนวนเที่ยวบินในตารางบินฤดูร้อน 2566 (เริ่มปลายมีนาคม 2566) และตารางบินฤดูหนาว 2566/2567 (เริ่มปลายตุลาคม 2566)

และคาดว่าภาพรวมนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยในปี 2566 นี้อาจขยับได้ถึง 30 ล้านคน และสร้างรายได้รวมจากทั้งตลาดในและต่างประเทศมูลค่า 2.38 ล้านล้านบาท หรือฟื้นตัวประมาณ 80% ของรายได้รวมปี 2562 ก่อนโควิด-19

“ชูวิทย์ ศิริเวชกุล” ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก ททท. บอกว่า เพื่อเป็นการรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่กำลังจะกลับคืนสู่ภาวะปกติ ททท.พร้อมให้การสนับสนุนและช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการเต็มที่ โดยเฉพาะเรื่องการประสานสล็อตการบินกับท่าอากาศยานหลักๆ ของประเทศ

รวมถึงช่วยกระจายเส้นทางการบินออกไปสู่เมืองท่องเที่ยวในภูมิภาค เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ ฯลฯ เพื่อแก้ปัญหาความไม่พร้อมของบริการภาคพื้นของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และดอนเมือง

และทำให้ “การท่องเที่ยว” ตอบโจทย์เรื่องการกระจายรายได้จากเมืองหลักสู่เมืองรอง และลงสู่ชุมชนรากหญ้าอย่างแท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...