โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เถ้าแก่เนี้ยอย่างข้าใครกล้ารังแก(มีebook)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 02 ก.พ. 2567 เวลา 06.28 น. • เผยแพร่ 02 ก.พ. 2567 เวลา 06.28 น. • หนิงเจี้ยน
แวว แม่ครัวอาหารพื้นบ้านทางอีสานทะลุมิติมาอยู่ในร่างหญิงสาวในยุคจีนโบราณ จะเกิดอะไรขึ้นล่ะทีนี้

ข้อมูลเบื้องต้น

แวว หญิงชาวบ้านทางภาคอีสานของไทยเปิดร้านอาหารพื้นบ้านเพราะเธอชื่นชอบการทำอาหารที่สุด แต่งตัวนับว่าจัดจ้านพอสมควร รักสวยรักงาม ปากไม่แดงไม่มีแรงต้ม ผัด แกง ทอด

คนในบ้านมีกันอยู่ห้าคนพ่อแม่พี่น้องแววถือเป็นพี่ใหญ่ ไร้ครอบครัวเพราะยังไม่แต่งงาน อายุ35ปี มีแฟนอยู่นะคบกันมาสองปีแล้วชื่อ แมน อายุ35ปีเท่ากัน

แวว เปิดร้านอาหารร่วมกับแฟนหนุ่มคบกันไปคบกันมาแค่สามปีแฟนดันสาวออก เลยกลายมาเป็นเพื่อนสาวกันแทนตอนนี้ ที่สำคัญชอบเหมือนกันอีก อยากเปิดร้านขายอาหารเป็นพวกอาหารพื้นบ้าน เช่น ส้มตำ ไก่ย่าง อ่อมไก่ ซุบหน่อไม้ ลาบ ก้อย เป็นต้น

"แมนนี่ วันนี้รู้สึกหวิวๆในอกยังไงไม่รู้เมื่อคืนก็ฝันไม่ดีเลย"

"ฝันว่างูรัดหรือมึงฆ่างูตายล่ะ แวววาว ไปหาหมอไหมหรือว่าประจำเดือนจะมา"

แมนนี่ฉายาคุณแมนเขาล่ะ ส่วนแวววาวก็เป็นนางที่ตั้งให้ เรียกทีไรก็ได้ยิ้มทุกที วันนี้ลูกค้าไม่เยอะเลยนั่งเม้าท์มอยกันแววฝันว่ามีคนมาชวนไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ยังไม่ทันได้พูดอะไรก็ตื่นซะก่อน อาการหวิวๆน่าจะเกิดจากนอนไม่พอแต่เธอก็อดบ่นไม่ได้

"ช่างเถอะสงสัยนอนไม่พอ มีลูกค้าเข้าร้านพอดีไปรับเมนูมาค่ะเพื่อนสาว เดินสวยๆนะมึงเขาจะได้สั่งเยอะๆ"

"ค่า จะเดินให้ตูดบิดเลยค่ะ มาแล้วค่ะสุดหล่อสั่งอะไรดีอร่อยทุกอย่าง แซ่บสุดกะข้อยนี่ล่ะ"

แววได้แต่ยิ้มขำก่อนจะไปทำอาหารตามออเดอร์ที่เพื่อนส่งมาให้ คนที่คอยช่วยเหลืออยู่ด้านในคือพ่อกับแม่ส่วนน้องสาวกับน้องชายไปเรียนในเมือง

ตกเย็นสักหกโมงก็พากันเก็บร้าน บ้านของแววอยู่ด้านหลังอยู่ใกล้ๆกันนี่เอง ส่วนบ้านของแมนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่งขับรถยนต์กลับช่วงเย็นวันนี้ตั้งใจจะพากันเข้าไปในเมืองเพื่อซื้อพวกเครื่องปรุงเพราะเหลือน้อยเต็มทีแล้ว

การไปในเมืองของแววกับแมนครั้งนี้ไม่มีใครรู้เลยว่าขากลับออกมารถจะเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตด้วยกันทั้งสองคน มีรถสิบล้อคาดว่าคงจะหลับในพุ่งเข้าชนรถของแมนจนพลิกคว่ำหลายตลบ คนขับสิบล้อรีบหนีไปเพราะกลัวความผิด

วิญญาณของสองเพื่อนซี้ลอยออกจากร่างมีชายชราสวมชุดสีขาวยืนมองมายิ้มๆกวักมือเรียกให้ตามไป เหมือนมีแรงดึงดูดบางอย่างวิญญาณสองดวงลอยตามคุณตาไปอย่างว่าง่าย

"มึงกูกลัว"

"กลัวห่าอะไรเราตายแล้วนะดูสิลอยได้ด้วย ว่าแต่เราจะไปไหนกัน"

"เจ้าทั้งสองคนหมดอายุขัยที่นี่แล้วตาจะพาไปยังที่ที่ควรอยู่แต่แรก อยากรู้อะไรถามได้ตาจะให้พรวิเศษคนละข้อคิดให้ดีก่อนจะขอ"

"คือเราสองคนตายแล้ว วิญญาณจะได้เกิดใหม่เหมือนในนิยาย มีพรวิเศษติดตัวอีกด้วย อเมซิ่งมากยัยแวว ขออะไรดีนะหรือว่าจะขอผู้ชายดี คิกคิก"

"ปัญญาอ่อนมากค่ะเพื่อนขออะไรที่มีประโยชน์หน่อยเถอะ คุณตาคือที่ที่เราจะไปอยู่เป็นยุคโบราณเท่าที่เห็นตาเป็นคนจีนใช่ไหมคะ ฉันกับเพื่อนเป็นคนไทยทั้งคู่เราต้องไปอยู่ที่ไหนคะ"

"นังหนูนี่ฉลาดยุคจีนโบราณ เอาล่ะไม่มีเวลาแล้วนึกถึงสิ่งที่จะขอเพียงอย่างเดียวให้ออกเร็วเข้า"

"หนูขอให้เครื่องปรุงทุกชนิดที่มีอยู่ในรถเพิ่มเติมคือปลาร้าเข้าไปอยู่ในมิติเวลาหยิบใช้จะต้องไม่มีวันหมดความทรงจำในยุคนี้ยังอยู่ขอแค่นี้ค่ะคุณตา"

"หึหึ ไม่ขอให้รวยหรือฉลาดบ้างเหรอหากเกิดในครอบครัวยากจนเล่าจะทำยังไง"

"แค่มีของที่ต้องการหนูก็อยู่ได้สบายค่ะ"

"ได้สิข้าให้ตามที่ขอ แล้วเจ้าล่ะ"

"ขอให้เกิดเป็นน้องสาวยัยแววอยู่ด้วยกันไม่แยกจากได้ไหมคุณตามีความสามารถเหมือนที่เป็นอยู่นะคะแค่นี้จริงๆ"

"เจ้าทั้งสองคนทำข้าประหลาดใจแต่ก็เอาเถอะข้ายินดีให้ตามคำขอ ฝ่ามือของเจ้าจะมีปานสีแดงในนั้นจะเป็นมิติใส่ของที่เจ้าต้องการเอาไว้ทั้งหมด คนที่โลกใบนี้จะลืมเลือนพวกเจ้าเสมือนถูกลบความทรงจำเพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลใจ หลับตาลงได้แล้ว ตาจะเพิ่มผ้าห่มกับเสื้อผ้าให้คนละห้าชุดและมีข้าวของเครื่องใช้ประจำวันให้อีกบางส่วน สถานที่ไปอยู่จะค่อนข้างลำบากพอสมควรอดทนให้ได้ ลาก่อน"

"เดี๋ยวคุณตาขอเป็นลูกคนรวย คุณตา"

"ไม่ทันแล้วแก"

พูดจบสติคนทั้งสองดับวูบไปทันทีคิดอยากจะแก้ไขคำขอก็สายไปเสียแล้ว ยังดีที่มีมิติติดตัวแค่นี้ก็ดีมากแล้ว หากรู้แต่แรกคงขอให้เกิดเป็นลูกคนรวยดีกว่าจะได้ไม่ต้องลำบาก แมนกับแวว จึงได้แต่ยอมรับชะตากรรมที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงนี้

ฟื้นมาก็เปียกเลย

ซ่า!

น้ำเย็นๆถูกสาดใส่เด็กสาวทั้งสองคนที่นอนหลับไหลไม่ได้สติอยู่ตรงที่นอนของพวกนางเป็นฝีมือของป้าเฉิน เดิมทีเด็กสาวทั้งสองคนป่วยเป็นไข้เนื่องจากทำงานหนักตากแดดเป็นเวลานานเลยหมดสติไป เพราะยัยป้าคนนี้แหละใช้งานหลานสาวแต่ไม่ยอมให้ลูกๆของตัวเองมาทำงานในไร่ช่วยแม้แต่คนเดียว

"ตื่นได้แล้วพวกตัวขี้เกียจนอนกินบ้านกินเมืองหรืออย่างไร งานในไร่นายังมีอีกเยอะข้าทำไม่ไหวหรอกนะ ออกมาช่วยกันเร็วเข้า อ้างว่าป่วยนี่ก็สองวันแล้วน่าจะหายได้แล้วกระมัง ตื่น ตื่น"

"แม่งสาดมาได้หนาวชิบหายตื่นเลยกู แววตื่นๆยัยป้ามหาประลัยมันเล่นเราแล้ว ดีนะที่มีความทรงจำของเจ้าของร่างอยู่ แววตื่นได้แล้วมึง"

"ตื่นแล้วอูยหนาวจังเลยสาดมาได้ ตื่นแล้วแกหนาวชะมัด"

สองสหายตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองอยู่ในร่างเด็ก12ขวบกับเด็ก10ขวบ 10ขวบคือแมนหรือก็คือเฉินหย่าลี่ เป็นน้องสาวของเฉินม่านอิ๋ง ซึ่งก็คือแววนั่นเอง หน้าหนาวที่กำลังจะผ่านพ้นไปแน่นอนว่าอากาศก็ยังคงเย็นอยู่ มีคนนำน้ำมาสาดมันก็ต้องเหน็บหนาวเป็นเท่าทวีคูณ ยิ่งมีแต่ผ้าบางๆห่มกายด้วยแล้ว

"ออกไปข้างนอกกันเถอะสาดน้ำเข้าทางหน้าต่างนับถือฝีมือจริงๆเลยยัยป้านี่สองคนนี้คงไปดีแล้วมีแต่แกกับฉันที่ต้องมารับกรรมแทน เหอะ เหอะ"

"เอาน่าไม่ใช่ว่าเราไม่เคยลำบากตอนนี้ก็เจียมตัวหน่อยอย่าเพิ่งแสดงฤทธิ์เดชโอเคนะมึง"

"เออจะพยายามย่ะ"

ตกลงกันแล้วทั้งสองจึงพาร่างกายเปียกปอนออกมาจากห้องยืนกอดตัวเองตัวสั่นหน้าซีด ทำเอาชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาเวทนาสงสาร มีใครบ้างไม่รู้ว่าคนบ้านนี้ทำกับเด็กสองคนนี้ยังไงบ้าง มีบิดาก็เหมือนไม่มีเพราะต้องไปเป็นทหารแทนพี่เขยทุกครอบครัวจะต้องส่งชายหนุ่มไปคัดเลือกทหารทุกบ้าน

เฉินเต๋อหมิง คือบิดาของเสี่ยวอิ๋งเจ้าตัวไม่กล้าขัดพี่สาวจึงยอมไปแทนพี่เขย ส่วนมารดาก็สิ้นใจไปเมื่อหลายปีก่อน คนที่เลี้ยงดูเด็กสองคนนี้ก็คือพี่สาวแท้ๆของเต๋อหมิง มีเงินเบี้ยหวัดทหารถูกส่งมาทุกเดือนเดือนละสองตำลึงแต่ไม่เคยตกถึงมือลูกๆมีเพียงนางเฉินเป็นผู้เก็บรักษาเอาไว้ ถึงแม้ชาวบ้านจะทราบว่าเป็นเช่นไรก็ไม่สามารถยื่นมือเข้ามาสอดได้บ้านใครบ้านมันนี่คือสังคมของคนที่นี่

"มากันแล้วสินะไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนแล้วถือจอบตามข้าไปขุดแปลงผักเร็วเข้าอย่าชักช้า แทนที่จะเปลี่ยนชุดออกมาต้องให้บอกให้สอนไร้มารดาอบรมก็อย่างนี้แหละข้าละเหนื่อยกับพวกเจ้าจริงๆ"

"ก็หมา…"

เสี่ยวอิ๋งยกมือปิดปากน้องสาวเอาไว้ก่อนจะพ่นคำร้ายกาจออกมาเสียก่อน เกือบไปแล้วเพิ่งจะบอกกันหยกๆเมื่อกี้นี้เอง ชุดที่นำมาเปลี่ยนปะชุนจนดูตลก อดทน คำนี้ถูกท่องในใจก่อนที่จะพากันแบกจอบกับเสียมเดินตามผู้เป็นป้าทั้งที่ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย เน้นใช้ชีวิตไม่เน้นมีชีวิต เสี่ยวลี่กระซิบบอกพี่สาว ขุดแปลงผักจนตะวันตรงศีรษะนางเฉินจึงนำแผ่นแป้งแข็งๆส่งให้เด็กสองคนคนละหนึ่งแผ่น ทั้งคู่มองดูด้วยความสนใจ คือมันกินได้จริงเหรอคำนี้ผุดขึ้นมาในหัว ข้าวเกรียบมันยังกรอบแต่นี้เหมือนแป้งขนมจีนจี่ชัดๆลองกัดดูมีรสเค็มนิดหน่อยเพราะใส่เกลือหรือขี้มือก็ไม่อาจทราบได้ เสี่ยวอิ๋งกับเสี่ยวลี่นั่งกินใต้ร่มไม้ ส่วนป้าเหวินโน่นนั่งกินกับลูกๆของนางเห็นถือตระกร้ามาด้วยคงเป็นกับข้าวที่ดีกว่านี้แน่นอน

"มึงหันหลังไปทางนั้นกูมีอะไรจะเอาออกมากินด้วยมีเยอะเลยสงสัยคุณตาจะรู้ คิกๆ ข้าวเหนียวหมูปิ้งเอาไปคนละห่ออิ่มยันเย็นแน่เสียดายไม่มีส้มตำเนาะ"

"จริงด้วยกูโคตรคิดถึงนี่ขนาดมาอยู่ได้แค่ไม่กี่ชั่วโมงดูเหมือนพลังชีวิตกำลังจะหายไป อร่อย แล้วแผ่นแป้งนี่ละ"

"เก็บไว้ก่อนอย่าให้ยัยป้านั่นเห็นล่ะเอาไว้ฟาดหัวลูกๆของนางคงเจ็บพิลึกแข็งขนาดนี้"

"คิกๆจริงด้วย"

ข้าวเหนียวหมูปิ้งในมิติมีไม่อั้นแบบนี้รอดตายแน่ๆตอนแรกขอแค่เครื่องปรุงแต่มีของกินสำรองเอาไว้ก็ช่วยได้เยอะเลยล่ะ ต้องขอบคุณคุณตาจริงๆ เมื่อกินอาหารจนอิ่มจึงลงมือขุดแปลงผักต่อขุดจนมือแดงไม่เห็นยัยป้าจะพูดอะไรสักคำ เสี่ยวอิ๋งก็ไม่บอกสิ่งใดแก่นางวันนี้ทำงานเสร็จก็กลับบ้านแบกจอบกับเสียมเดินไปอาบน้ำที่ลำธารล้างหน้าแปรงฟันจนสะอาด

"มึงเราจะอาบน้ำกันเลยไหมเหนียวตัวจะแย่แต่ว่าเราเป็นสาวแล้วนะจะแก้ผ้าอาบก็อายฟ้าดิน"

"นั่นสิเอาอย่างนี้ลงอาบมันทั้งชุดนี่แหละค่อยเดินตัวเปียกกลับบ้าน ดูสิจะหาเรื่องว่าอะไรเราอีกแกฉันจะสระผมเอาด้วยไหมสกปรกชะมัดเลยอยู่ได้ยังไงน้ำไม่อาบ"

"ก็มันหนาวเขาอาบน้ำวันละครั้งหรือสองสามวันอาบครั้งเคยอ่านในหนังสือ รีบสระผมเถอะจะได้กลับว่าแต่ปลาในน้ำก็เยอะใช้ได้จับไปทำอาหารสักสามสี่ตัวคงจะดีว่าไหมน้องพี่"

"เจ้าค่ะพี่สาว คิกคิก ชอบคำพวกนี้จังน่ารักเนาะ"

"นั่นสิ"

คิดได้ดังนั้นจึงพากันจับปลาก่อน จับมือเปล่านี่แหละเสี่ยวอิ๋งแค่นำรำข้าวออกมาโรยปลาก็ว่ายมาใกล้จึงจับได้ง่าย พอได้ปลามาสามตัวเลยอาบน้ำสระผมเสร็จเรียบร้อยค่อยพากันกลับบ้าน ในมือเสี่ยวลี่ยังมีผักบุ้งอีกจำนวนหนึ่งตั้งใจจะนำไปลวกกินกับน้ำพริก แต่พอมาถึงถูกยัยป้าบ่นว่าหายไปนานไม่รู้จักรีบกลับมาหุงข้าว พอเห็นปลาที่นางถือมารีบคว้าไปอย่างเร็วเดินเข้าไปในครัวซะงั้น สองพี่น้องหันมามองหน้ากันแล้วถอนหายใจเย็นนี้ก็อย่าหวังจะได้กินปลาสินะ

"มึงกูสุดจะทนแล้วนี่แค่วันเดียวอกอีแมนจะแตกตาย บ่นก็ไม่ได้ เถียงก็ไม่ดี เอาไงดีวะอยากหนีไปจากที่นี่จริงๆแต่ติดตรงที่เราไม่มีเงินสักแดง ฮือ จนมากเลย"

"อดทนหน่อยแกเดี๋ยวก็มีแล้วเพียงแต่ขอเวลาหนึ่งเดือน เราจะไปจากที่นี่กันตอนนี้กำลังคิดว่าทำยังไงจะขโมยเงินของยัยป้านั่นมาได้"

"ไม่ทำแบบนั้นสิขโมยมันไม่ดีนะเว้ย"

"เงินนั่นมันเงินพ่อเรานี่นาทำไมจะเอามาใช้ไม่ได้ ก็ได้เราจะไม่ขโมยมันต้องมีวิธีสิพรุ่งนี้เราขึ้นเขาไปหาของป่ากันดีไหม"

"หึ กูกลัวหลงป่า กลัวเสือด้วย ร้อน คันไม่เอาด้วยหรอก"

"งั้นก็อยู่บ้านไปฉันจะขึ้นเขา"

เสี่ยวอิ๋งอยากจะเพ่นกบาลเพื่อนในร่างน้องสาวมีเบะปากด้วยหมั่นไส้ชะมัด พออยู่ในร่างผู้หญิงนี่จริตจัดเต็มเลย พรุ่งนี้ตั้งใจจะพากันขึ้นไปเก็บหน่อไม้มาไว้ทำอาหารอาจจะมีพวกผักบางชนิดขึ้น ส่วนแปลงผักต้องตากแดดเอาไว้สักสามวันค่อยลงเมล็ดน่าจะให้แดดฆ่าเขื้อโรคแหละสมัยนี้ไม่มีปุ๋ยช่วยเสริมอาหารในดินก็ต้องพึ่งธรรมชาติ

ช่วงนี้ลุงอู๋ไม่อยู่บ้านจึงไม่มีใครคอยเรียกเด็กทั้งสองมาทานข้าวคนที่ดูจะเป็นคนดีหน่อยก็ลุงอู๋นี่แหละ แต่ก็กลัวเมียแค่นี้ก็จบทำอะไรไม่ได้อยู่ดี อาหารเย็นจึงมีเพียงคนบ้านใหญ่ได้กินปลาสามตัวที่หามาได้ล้วนเข้าไปอยู่ในท้องสามแม่ลูก เสี่ยวลี่ทนไม่ไหวอีกต่อไปจึงพูดขึ้นมาลอยๆ

"ปลาที่พวกเราหามาได้มันว่ายน้ำวนไปเวียนมาอยู่บนกองขี้วัวน่าจะเมาขี้วัวเลยจับได้ง่าย อร่อยไหมล่ะ"

"เจ้าว่าอะไรนะขี้วัว อุแหวะ ท่านแม่ข้าอยากจะอ้วก แหวะ"

"อย่ามาโกหกปลาที่ไหนจะไปว่ายน้ำที่กองขี้วัวกัน หึ ข้าไม่ได้โง่ให้เจ้าหลอกง่ายๆหรอกอย่าไปเชื่อนางโกหก"

"โกหกหรือไม่ท่านรู้ดีไปเถอะพี่สาวปลาที่เราหามาได้หมามันกินหมดแล้วเราก็เผาหัวมันกินก็ได้ คราวหน้าข้าคงไม่จับมาแล้วมีที่ไหนนั่งรอแดก เอ้ย!กินอย่างเดียวไม่ทำห่าเหวอะไรเลย"

"เจ้าว่าใคร พูดให้มันดีๆนะ"

"เข้าห้องกันเถอะเรายังต้องเช็ดเตียงที่เปียกอีกหลายรอบเสี่ยวลี่ ท่านป้าคราวหน้าอย่าสาดน้ำอีกนะเจ้าคะพวกข้าไม่มีที่นอนเลยมันเปียกไปหมดตากแดดดก็ยังไม่แห้ง"

"สมน้ำหน้าคราวหน้าข้าก็จะสาดอีกถ้าพวกเจ้ายังขี้เกียจไม่ยอมลุกมาทำงาน"

เสี่ยวอิ๋งหันหลังยกยิ้มมุมปากนางมีแผนในใจเอาไว้แล้วรอแค่โอกาสเท่านั้น

"รอก่อนเถอะเอาเปรียบจนเป็นนิสัยข้าเอาคืนแน่นังป้ามหาภัย"

เห็ดหลินจือหรือเห็ดเมากันแน่

"ท่านแม่ข้าว่านังสองพี่น้องมันดูแปลกไปนะเจ้าคะ พูดน้อยลง บ่นน้อยลง แต่แววตาน่ากลัว"

"จะสนใจทำไมยังไงซะพวกมันก็ต้องทำงานให้เราอยู่ดีจริงไหมขอรับท่านแม่"

"ถูกต้องจะยังไงก็ช่างข้าไม่มีทางให้พวกนางกำเริบได้หรอก หึ เงินของน้าพวกเจ้าแม่ยังนำมาเก็บไว้ทั้งหมดไม่เห็นจะปริปากบ่นสักคำ"

"จริงด้วยท่านแม่เก่งที่สุดซื้อชุดใหม่ให้ข้าด้วยนะเจ้าคะดูชุดนี้สิเก่ามากแล้ว"

"ข้าด้วยท่านแม่ข้าอยากได้แท่นหมึกกับกระดาษเพิ่มขอรับ เตรียมตัวเพื่อสอบเข้าเรียนในเมืองตอนนี้ข้าอ่านหนังสือได้ยี่สิบกว่าหน้าแล้วข้าจะท่องให้ท่านฟัง"

เสียงท่องตำราดังขึ้นในยามค่ำคืน สามแม่ลูกอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขบนเงินทองของน้องชายช่างน่ารังเกียจ แต่ทางห้องนอนของสองพี่น้องก็น่าอิจฉาไม่แพ้กันหากมีคนมาเห็นผ้าห่มหนานุ่มที่นอนนิ่มๆหมอนหอมๆความสุขเลยล่ะ

"แววกูหนวกหูเสียงไอ้จิ้งเหรนว่ะมันคิดว่าเสียงมันเพราะเหรอวะ ตะโกนอยู่ได้รำคาญโว้ย!"

"แกก็หัดมีความอดทนหน่อยอยากท่องอะไรก็ปล่อยเขาอีกอย่างไม่ได้มีแต่เราหรอกที่รำคาญ บ้านใกล้เรือนเคียงก็เหมือนกัน พรุ่งนี้ก็รู้ว่าจะเกิดอะไรเราไม่ต้องเปลืองแรงเชื่อสิ แต่ถ้าชาวบ้านทนได้เราก็ใช้จุกอุดหูซะก็สิ้นเรื่อง ฉันไม่เชื่อหรอกว่ามันจะท่องนานเป็นชั่วโมงขี้เกียจขนาดนั้น"

เป็นไปตามที่เสี่ยวอิ๋งว่าผ่านไปแค่ครึ่งเค่อลูกชายบ้านนั้นก็เลิกท่องเสียแล้ว คงคิดจะประจบมารดาเพื่อขอเงินตามเคย ส่วนคนเป็นพี่สาวใกล้จะถึงวัยออกเรือนชอบแต่งตัวสวยเดินไปพบปะกับสาวๆในหมู่บ้านอยู่เป็นประจำ อายุของนางมากกว่าเสี่ยวอิ๋งสองปี รูปร่างหน้าตาก็ถือว่าไม่เลวนางเพิ่งผ่านวันปักปิ่นเมื่อเดือนที่แล้ว พิธีนี้ถือว่าหญิงสาวโตจนออกเรือนได้แล้ว เรื่องนี้เสี่ยวอิ๋งก็อดทึ่งไม่ได้เด็กอายุสิบสี่แต่งงานมีลูก สุดยอดไปเลยคลอดแล้วปลอดภัยก็ดีไปแต่คลอดลูกแล้วสิ้นใจก็มีไม่น้อยคือมันยังเด็กมากในความคิดของตน แต่เราก็คงแก้ไขอะไรไม่ได้ใครอยากแต่งก็แต่งไปนางไม่มีทางแต่งแน่นอนอายุสิบสี่

รุ่งเช้าเสี่ยวอิ๋งเก็บที่นอนเข้ามิติตามเดิมปลุกเสี่ยวลี่ให้ตื่นเตรียมขึ้นเขา ก่อนไปพากันไปล้างหน้าแปรงฟันที่ลำธารแวะทักทายยัยป้านั่นก่อนจะพากันออกจากบ้าน แผ่นแป้งแข็งๆถูกยื่นให้พร้อมกับกระบอกน้ำ ก็ยังคงเป็นแผ่นแป้งเจ้าเก่าช่างเป็นอาหารที่คุ้นตาเสียจริง

ไร้เสียงเอื้อยเอ่ยทำเพียงแค่ปาใส่ตะกร้าด้านหลังเดินตามกันไป ป้าเฉินมองเหยียดสองพี่น้องก่อนหันไปสนใจหม้อต้มน้ำแกงต่อ แม้ว่าเสี่ยวลี่จะตั้งใจปาแผ่นแป้งใส่ตะกร้าต่อหน้านาง นางก็ไม่สนใจจะให้แค่สิ่งนี้เป็นอาหารใครจะทำไม

"เมื่อคืนนอนไม่หลับมีเสียงใครท่องอะไรไม่รู้เจ้าได้ยินเหมือนข้าไหม แสบแก้วหูชะมัด"

"อือ ข้าก็ได้ยินลูกบ้านไหนวะอย่าให้รู้นะข้าจะปาหินใส่หลังคามันเลยคอยดู"

เสี่ยวอิ๋งกับเสี่ยวลี่หันมามองหน้ากันยิ้มๆเห็นไหมล่ะมีคนคิดเหมือนเราด้วยต่างคิดในใจแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา มีท่านน้าคนหนึ่งแกนำหมั่นโถวมาด้วย การขึ้นเขาครั้งนี้เด็กสาวทั้งสองเดินตามชาวบ้านคนอื่นๆ ประมาณสี่ห้าคนเลยทีเดียวเลยไม่รู้สึกเหงา พี่ ป้า น้า อา ทั้งหลายทักทายกันดูเป็นมิตรพอสมควร หมั่นโถวสองลูกถูกแบ่งให้กับสองศรีพี่น้อง นางมองเห็นแผ่นแป้งในตะกร้าได้แต่ส่ายหัว

"เจ้ากินหมั่นโถวรองท้องก่อนเดี๋ยวมันจะเย็นไม่อร่อยอย่างน้อยก็ดีกว่าของในตะกร้านะจ๊ะ"

"ขอบคุณเจ้าค่ะพี่สาวนอกจากหน้าตาสวยแล้วยังใจดีอีก"

"แหม เจ้าก็พูดเกินไปข้าก็อายเป็นนะอย่ายอกันเยอะ กินรองท้องเอาไว้เรายังต้องเดินอีกไกล"

"พี่ฮุ่ยท่านใจดีกับเด็กสองคนนี้มากๆหน่อยข้าเห็นได้กินแต่แผ่นแป้งอดสงสารไม่ได้ นี่หัวมันเผาของข้าเองเอาไปคนละชิ้นนะเผื่อไม่อิ่ม"

"ขอบคุณเจ้าค่ะ"

"วัยกำลังโตแต่ดูผอมแห้งเหลือเกินคงไม่ได้กินอาหารดีๆกับเขาน่าสงสาร"

เกือบจะดีแล้วเชียวมาสะดุดตรงคำสุดท้ายนี่แหละ แต่ก็ช่างมันเสี่ยวลี่ไม่ถือเดินมาจนถึงทางแยกเลยสะกิดพี่สาวเพื่อแยกไปอีกทางดูจะเข้าท่ากว่า ไปกันหลายคนแบบนี้เจออะไรก็แย่งกันพอดีไม่สนุกแน่เสี่ยวอิ๋งเห็นด้วยจึงขอตัวแยกไปอีกทาง

"เด็กๆระวังตัวกันด้วยนะอย่าเข้าไปลึกเดี๋ยวจะหลงทางได้"

"เจ้าค่ะ"

"แกฉันปวดอึไปเฝ้าหน่อยสิ"

"มึงปวดจริงหรือพูดเล่น เออก็ได้หามุมเหมาะๆแล้วกันตรงนั้นดีไหมหลังต้นไม้ตรงนั้น"

"มันจะมีงูไหม แต่กูไม่ไหวแล้วไปก่อนเด้อ อูย"

เสี่ยวลี่วิ่งเข้าไปหลบหลังต้นไม้ใช้เสียมขุดหลุมก่อนนั่งปลดทุกข์มีเสี่ยวอิ๋งคอยท่าอยู่ห่างออกมาเหนือลม อยู่ใต้ลมไม่ได้มันไม่ค่อยดี เธอสอดส่ายสายตามองหาสิ่งที่พอจะเก็บได้ พบแค่หน่อไม้เท่านั้นอย่างอื่นแทบไม่เห็นเลย อากาศหนาวยังคงมีอยู่เหล่าสัตว์น้อยใหญ่คงยังไม่ออกหากินกันล่ะมั้ง

"แมงกีนูนก็คงไม่มี กี่ป่ม(จิ้งโกร่ง)ก็ไม่เห็น มันหน้าหนาวแบบนี้จะหาอะไรไปกินได้เล่า หน่อไม้ต้มใส้น้ำใบย่านางก็แล้วกันหรือเขากินกันยังไงคนยุคนี้"

มองซ้ายมองขวาก็ยังคงเงียบเลยร้องเพลงซะเลยทีนี้ส่วนคนปลดทุกข์ทำธุระเสร็จก็เดินออกมา ทั้งสองคนเดินลึกเข้าไปอีกหน่อยเสี่ยวลี่สะดุดเถาวัลย์ล้มลงเกือบได้จูบรากไม้แล้วเชียวตาดันเหลือบไปเห็นเห็ดสีแดงๆอยู่ที่ขอนไม้

"พี่สาว มึงนั่นมันเห็ดหลินจือไหมวะมึงดูสิอยู่ตรงขอนไม้มีสามดอกเลยถ้าใช่นี้เรารวยเลยนะเว้ย"

"ไหน อันนี้เห็ดพิษอันนี้เห็ดขอน ส่วนอันนี้เออว่ะมีความเป็นไปได้ไอ้เราก็ไม่รู้ว่ามันจะใช่เห็ดหลินจือไหมเก็บไปก่อนแล้วกันดอกกำลังดีเลยแกแล้วเราจะเอาไปขายยังไง"

"เก็บไว้ในมิติก่อนตอนเข้าไปในเมืองค่อยไปที่ร้านขายยาฉันดูซีรีย์มาจำได้อยู่ว่าขายกันที่ร้านยาให้เขาประเมินราคาให้เราอีกที"

"เอองั้นเก็บไว้ก่อนเข้าเมืองค่อยนำไปถามดู ดูสิมีอีกสักดอกไหม"

ยังคงมองหาจนได้มาเพิ่มอีกสองดอกถ้าเกิดมันเป็นเห็ดหลินจือจริงๆสองพี่น้องตั้งใจจะทิ้งบ้านบ้าๆนั่นเลยทีเดียวทนอยู่มาตั้งนานคราวนี้จะไม่ทนอีกต่อไปแล้ว

"ยังมีเห็ดขอนขาวอีกหลายดอกมึงเก็บให้หมดแกงเห็ดใส่หน่อไม้ก็ไม่แย่นะจ๊ะ"

"เออใช่ๆตรงนั้นมีเถาย่านางด้วยเก็บไปด้วยเลยแล้วจะหาใบแมงลักที่ไหน ตะไคร้เจออยู่ตรงลำธารที่เราไปอาบน้ำ"

"นั่นสิไม่มีก็ไม่ใส่ไม่เห็นจะยากกินเท่าที่มีนั่นแหละ"

เสี่ยวอิ๋งเก็บเห็ดเมาไปด้วยสองดอกนางยกยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเดินเลยไปเก็บเถาย่านาง เมื่อได้สิ่งที่ต้องการครบแล้วเลยนั่งลงพักกินข้าวเช้ากันหน่อยเป็นหมั่นโถวกับน้ำเต้าหู้ในมิติมันเป็บแบบขวดกินง่ายอิ่มท้องด้วย ทีนี้เหลือแค่หน่อไม้แล้วเลยพากันไปขุดเอาหน่อไม้ ปกติหน่อจะพ้นดินขึ้นมาให้สับแต่หน่อไม้พวกนี้มันจมอยู่ในดินค่อนข้างลึกขุดจนเหนื่อยได้มาสองหน่อใหญ่เลยลองชิมดูไม่ค่อยขมต้มน้ำทิ้งสักสองน้ำก็ไช้ได้แล้วแกะไปเลยแล้วกันให้เหลือแค่เนื้อของมัน

"มากันแล้วเรากลับกันเถอะเดี๋ยวตะวันจะตรงศีรษะเราแดดจะร้อน พวกเจ้าได้สิ่งใดมาบ้าง เห็ดเหมือนกันกับข้าเลย"

"ข้าก็ได้ดูสิ"

แสดงว่าป่านี้มีเห็ดขอนขาวขึ้นเยอะทุกคนล้วนได้เห็ดชนิดนี้ทั้งนั้นมีหน่อไม้คนละสามสี่หน่อห้อยตะกร้าอีกด้วย

"พี่สาวพอจะรู้จักใบไม่ที่มันมีกลิ่นฉุนไหมเจ้าคะที่ใช้ทำอาหารพวกน้ำแกง"

"ใบแบบไหน"

เสี่ยวอิ๋งอธิบายถึงรูปร่างของมันจนพี่สาวคนนั้นนางร้องอ๋อ ชี้ไปที่ลำธารเดินขึ้นไปอีกหน่อยจากจุดที่นั่งซักผ้าจะเจอดงผักป่าใครอยากได้สิ่งใดก็ไปเก็บที่นั่น ส่วนมากจะเป็นพวกใบผักมีทั้งต้นหอมป่า กระเทียม แมงลัก ตะไคร้แต่มีอย่างละนิดอย่างละหน่อยเท่านั้นเอง เสี่ยวลี่ดีใจร้องว้าวทันทีที่เห็นสิ่งที่ตนต้องการ

"มึงในทีสุดเราก็เจอนางเอกขอบคุณสวรรค์"

"ขอบคุณพี่สาวคนนั้นไม่ดีกว่าเหรอเด็ดมาสักสิบยอดก็พอนะ"

"จ้า จ้า ตะไคร้ ใบมะกรูด มะนาว มะละกอ มันก็ต้องมีสักวันเราต้องหาเจอเชื่อสิทำไมเขาไม่นำไปปลูกขยายพันธุ์มันวะตรูล่ะงง"

"คงไม่รู้ว่ามันปลูกได้น่าจะคิดว่าคงเกิดขึ้นเองเหมือนต้นไม้ล่ะมั้ง"

"ก็อาจจะเป็นได้ ได้ของครบกลับบ้านกันทีนี้"

"ไปกันเถอะสายมากแล้วอากาศชักจะร้อนแล้วตอนนี้อีกไม่นานคงเข้าหน้า หน้าอะไรนะ"

"ฤดูใบไม้ผลิแล้วก็ฤดูร้อน"

"เก่งมากแมนนี่"

"ของมันแน่อยู่แล้ว"

ไม่ทงไม่ทนมันแล้ว

เดินจนปวดขาไปหมดแต่อากาศคือดีมากจริงๆลมเย็นพัดมาเป็นระรอกเสี่ยวลี่กับเสี่ยวอิ๋งเดินมาถึงบ้านพบว่าประตูปิดสนิทคาดว่าคนในบ้านคงไม่มีใครอยู่แน่ๆ

"ไปไหนกันนะ"

"เสี่ยวอิ๋งนางเฉินพาลูกไปเที่ยวในเมืองข้าเห็นไปรอขึ้นเกวียนที่ปากทางไปกันทั้งสามคนเลยนะ"

"ขอบคุณเจ้าค่ะ"

"ไม่เป็นไรข้าคิดว่าพวกเจ้าคงสงสัยเลยบอกให้ทราบข้าไปก่อนนะ"

"แกเขาไปในเมืองดีจังไม่ต้องมานั่งบ่นให้รำคาญหูเราไปทำอาหารกันเถอะหิวแล้วตอนนี้ ยัยป้าเฉินคงไม่เหลืออะไรไว้ให้เรากินหรอก"

"ถ้ามีเหลืออยู่แกจะกล้ากินไหมล่ะต้มข้าวยังกับต้มให้หมู"

"ไม่กล้ากิน"

"แกไปสับหน่อไม้นะฉันจะก่อไฟต้มน้ำคั้นใบย่านางแบ่งงานกันทำจะได้เสร็จเร็วๆ"

"โอเคเลยเห็ดนี่เดี๋ยวแกจะล้างเองใช่ไหมหรือให้เราล้าง"

"ล้างไปเลยเว้นอีกสองดอกนั้นนะอย่าไปแตะมัน กำลังคิดว่าจะแกงสักสองหม้อหม้อหนึ่งเรากินอีกหม้อให้พวกนั้นกินใส่เห็ดเมาไปหน่อยได้นอนกันข้ามวันแน่ๆ"

"จะดีเหรอไม่ถึงตายใช่ไหมมึง"

"ไม่หรอกมันแค่เมาแล้วก็หลับอาจจะมีอาเจียนนิดหน่อยเราใส่ไม่เยอะ"

"ทำอะไรก็ทำแต่อย่าให้ถึงตายก็พอฉันยังไม่อยากติดคุก"

เสี่ยวอิ๋งแกงหน่อไม้ใส่เห็ดเธอต้มจนหน่อไม้จืดแล้วค่อยแกง เทน้ำต้มหน่อไม้ทิ้งไปสองครั้งลองชิมดูก่อนหากยังมีรสเฝื่อนขมต้องต้มอีกรอบ แต่ตอนนี้ถือว่าใช้ได้แล้วเลยตั้งน้ำย่านางที่คั้นเอาไว้ใส่เกลือลงไปพร้อมกับตะไคร้จากนั้นรอหม้อเดือดใส่หน่อไม้ตำพริกลงไปเทปลาร้าใส่ผงนัวรอสักพักแล้วใส่เห็ด ชิมรสใส่ใบแมงลักเป็นอันจบหม้อที่หนึ่งตักใส่ชามสองชาม จากนั้นเริ่มหม้อที่สองแกงเอาไว้แค่นิดหน่อยใส่เห็ดเมาไปหนึ่งดอกพอทิ้งเอาไว้ในครัว เมื่อทำทุกอย่างเสร็จแล้วจึงพากันมานั่งกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อยข้าวเหนียวหมูปิ้งเหมือนเดิมเพิ่มเติมคือแกงหน่อไม่อร่อยมาก

"แซ่บหลาย มีแค่สองชามเท่านี้ใช่ไหม"

"ใช่แล้วที่เหลืออยู่ในหม้ออย่าได้ไปตักชิมเชียวได้หลับเป็นตายแน่ๆเราก็จะแกล้งโง่หากถูกจับได้ ว่าจะเก็บผ้าไปซักเฉพาะของเรานะปกติคนบ้านนั้นชอบขนผ้ามาให้ซักด้วยยอมได้ไงก็งงกับสองคนนี้หรือว่าขัดไม่ได้ก็ไม่รู้"

"คงจะขัดไม่ได้มากกว่าอย่างที่เราเห็นร้ายกาจจริงๆรังแกกันเกิน เลี้ยงลูกยังกับเทวดา งานการในบ้านแทบไม่ต้องทำอะไรสักอย่างส่วนงานในไร่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง"

"บ่นไปก็เท่านั้น เอาล่ะกินเสร็จเราไปทำงานต่อกันเถอะเรื่องเห็ดหลินจือค่อยหาโอกาสเข้าเมืองแต่ต้องมีเงินจ่ายค่าเกวียนจะเอาจากไหนหนอ ขอยืมใครมันจะให้เด็กอย่างเรายืมว่าไหม"

"นึกออกแล้วที่ท้ายหมู่บ้านจะมีลุงกับป้าเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ขาย แกชอบจ้างเราสองคนให้ช่วยเก็บไข่แล้วกวาดขี้ไก่มากองรวมกันจำได้ไหมเพราะทั้งสองคนไม่มีลูกจึงเอ็นดูเราเป็นพิเศษ"

"จริงด้วยได้ค่าแรง10อีแปะสองคนก็ยี่สิบอีแปะพอสำหรับค่าเกวียนเข้าเมืองโอเคงั้นเราไปที่นั่นกันเถอะ"

"ไปทำงานก่อนค่อยไปอาบน้ำที่ลำธารถือโอกาสไปซักผ้าด้วยเลย"

เมื่อตกลงกันเรียบร้อยจึงพากันเดินไปที่บ้านลุงไห่กับป้าเหมย พอคนทั้งสองเห็นเด็กสาวที่คุ้นเคยกันดี แกรีบกวักมือให้มาช่วยตอนนี้ตั้งใจจะจับลูกไก่ไปขายในเมือง แต่มันวิ่งเร็วแกเดินไม่ทันเลยวุ่นวายพอสมควร เสี่ยวลี่พับแขนเสื้อใช้เชือกมัดเอาไว้ส่วนเสี่ยวอิ๋งมัดขากางเกง จากนั้นช่วยกันทำงานจนบ่ายคล้อยจึงเสร็จลุล่วง ลุงกับป้าขอบใจเด็กทั้งสองแกมอบเงินให้มากถึงสามสิบอีแปะเลยทีเดียว ก่อนจะพากันเดินทางเข้าไปในเมือง

"มึงวันหลังเราก็อาศัยไปกับสองผัวเมียนี้ก็ได้จริงไหม"

"ไม่เอาหรอกเราจ้างเกวียนไปเหมือนคนอื่นเถอะอย่ารบกวนแกเลย บอกตามตรงฉันไม่ชอบสายตาลุงไห่ที่มองเราเลยมันดูหื่นๆยังไงไม่รู้"

"คิดเหมือนกันเลยเราได้เงินมาก็คงไม่ต้องมาที่นี่อีก ใจดีหวังเคลมฉันไม่เอาด้วยหรอกเราไปอาบน้ำกันเถอะเหม็นขี้ไก่จะแย่กลิ่นแรงจริงๆ"

"เออ ดีนะที่นำตะกร้าผ้ามาด้วยจะได้ไม่ต้องเดินกลับไปกลับมา ว่าแต่มีผงซักฟอกไหมวะ"

เสี่ยวอิ๋งพยักหน้าทำเอาเสี่ยวลี่ยิ้มกว้างสะดวกจริงๆด้วย เรื่องที่เสี่ยวลี่บอกแก่พี่สาวว่าลุงไห่มองดูแล้วเหมือนพวกตาแก่ตัณหากลับจริงๆ แกคิดอยากจะลวนลามเด็กทั้งสอง แต่ถูกภรรยาเอ่ยเตือนและคาดโทษเอาไว้ มีครั้งหนึ่งจับมือเสี่ยวอิ๋งป้าเหมยมาเจอเข้าเลยเพ่นกบาลจนเลือดอาบ ตัวป้าเหมยเองเอ็นดูเด็กสาวเหมือนลูกเหมือนหลานแต่สามีเป็นแบบนี้เลยสั่งไม่ให้สองพี่น้องมาที่นี่เพียงลำพังถ้านางไม่อยู่ก็ไม่ต้องมาอันตรายเกินไป แต่วันนี้พอดีเห็นเด็กๆเดินมาเลยเรียกให้มาช่วยสามีก็ไม่มีเวลาเพราะยุ่งอยู่กับการจับลูกไก่ลูกเป็ดไปขายทำให้นางพอโล่งใจขึ้นมาบ้าง

"แม่หนูอย่ามาที่นี่เชื่อป้านอกเสียจากว่าป้าจะไปเรียกนะจ๊ะบอกตามตรงป้าไม่ไว้ใจคนแถวนี้เดี๋ยวพวกเจ้าจะเสียหายป้าไม่อยากให้มันเกิดเรื่องร้ายๆขึ้น"

นี่คือคำเตือนของนางเมื่อหลายเดือนก่อนที่สองพี่น้องจะหมดสติ จากนั้นเป็นต้นมาก็แทบจะไม่มาเหยียบที่นี่อีกเลยจนกระทั่งครั้งนี้ เสื้อผ้าสองสามชุดซักจนสะอาดกลิ่นหอมฟุ้งสองสาวอาบน้ำสนุกสนานค่อยเดินกลับบ้านพร้อมกับผ้าที่แห้งแล้ว คือผ้ามันเป็นเสื้อบางๆถูกลมถูกแดดหน่อยก็แห้งแล้วส่วนตัวที่หนาหน่อยค่อยนำไปตากต่อที่บ้านก็ได้ไม่มีเวลามาเก็บอีกหรอกไกลขนาดนี้

เมื่อมาถึงบ้านเห็นแต่สามแม่ลูกนั่งกินไก่ย่างกับแกงหน่อไม้อย่างเอร็ดอร่อยไม่ยอมเรียกเสี่ยวอิ๋งก็ไม่สนใจนำผ้าที่ซักไปผึ่งต่อในใจก็คิดกินให้อร่อยไปเลยนะ

"นี่พวกเจ้าทำไมไม่เอาผ้าของท่านแม่ไปซักด้วยล่ะ ปกติก็ซักให้ทุกครั้งนี่นามีของข้ากับของน้องชายด้วย มองไปดูที่ตะกร้ายังวางอยู่เหมือนเดิมลืมอะไรไปหรือเปล่า"

คนที่พูดคือลูกสาวของป้าเฉินนามว่าอู๋ฮุ่ยหลิง นางชอบชี้นิ้วสั่งให้สองพี่น้องทำตาม นั่นมันเมื่อก่อนค่ะสาวตอนนี้อยากจะใช้ก็ต้องเจอกันหน่อยเสี่ยวลี่คิดในใจก่อนจะพูดออกไปเสียงแข็ง

"มีมือก็ซักเองนะใส่ได้ก็ต้องซักได้พวกเราไม่ใช่ขี้ข้าของใคร"

"กำเริบนักข้าสั่งให้ซักก็ต้องซักห้ามขัดขืนรู้ไหม ท่านแม่ต้องลงโทษพวกมันนะเจ้าคะลูกไม่ยอม"

"ลูกข้าบอกยังไงก็ต้องเป็นอย่างนั้นแค่ซักผ้ามันจะไปยากอะไร"

"ป้าเฉินพูดถูกต้อง ท่านบอกเองซักผ้าจะยากอะไรก็ให้ลูกของท่านไปทำสิเจ้าคะเสื้อผ้าใครใส่คนนั้นก็ต้องซักเป็นเรื่องที่สมควรที่สุด หรือว่าอยากให้คนในหมู่บ้านรู้เหรอว่าลูกสาวบ้านนี้ซักผ้าไม่เป็นขี้เกียจสันหลังยาวงานการไม่ทำเอาแต่แต่งตัวสวยไปวันๆ แบบนี้เกรงว่าพี่สาวจะขายไม่ออกนะเจ้าคะ"

"กรี๊ด ท่านแม่มันว่าข้านังเสี่ยวลี่ข้าไม่ยอมท่านแม่จัดการพวกมันให้หลาบจำนะเจ้าคะ"

ป้าเฉินลุกขึ้นมาจากโต๊ะอาหารนางเช็ดไม้เช็ดมือจนสะอาดเดินมุ่งตรงมาทางสองพี่น้อง เงื้อมือขึ้นตั้งใจจะตบลงที่ใบหน้าของเสี่ยวลี่แต่เสี่ยวอิ๋งไวกว่านางคว้าข้อมือนั้นเอาไว้ได้ทัน ถึงแม้จะรูปร่างเล็กกว่าแต่ถ้าแค่นี้นางรับมือได้สบายมากเลยเอ่ยถามเสียงเย็น

"คิดจะทำอะไรน้องสาวข้าเหรอ"

"ปล่อยมือข้าเดี๋ยวนี้นังเด็กเหลือขอ ข้าจะสั่งสอนเด็กปากดีไม่มีสัมมาคารวะ"

"หึ คิดจะลงมือกับน้องสาวข้าอย่างนั้นสินะท่านมันนิสัยแย่จริงๆ เงินของพ่อข้าก็เก็บเอาไว้ไม่เคยส่งถึงมือเราเราก็ไม่ว่าอะไร ใช้งานสารพัดจนดูเหมือนขี้ข้าเราก็ปล่อยผ่านได้ แต่ถ้าลงมือทุบตีข้าคงยอมไม่ได้อีกทีนี้ยังจะลงมือทุบตีน้องสาวข้าอยู่ไหม"

"เสี่ยวอิ๋งระวัง!"

อู๋ติ้งเกาถือท่อนไม้เดินมาทางด้านหลังเสี่ยวอิ๋ง พอดีกับอาลี่มองเห็นเข้าจึงร้องเตือนพี่สาว เสี่ยวอิ๋งเบี่ยงตัวหลบกลายเป็นไม้ฟาดลงที่หลังของมารดาจนต้องร้องโอดโอยนั่งลงกับพื้น เด็กชายตกใจทิ้งไม้แล้ววิ่งไปหลบหลังพี่สาวส่วนคนเป็นพี่รีบเข้ามาพยุงมารดาให้ลุกขึ้นร้องโวยวายให้ชาวบ้านเข้าใจว่าสองพี่น้องรังแกตนกับแม่

"ฆ่าคนแล้ว ฆ่าคนแล้ว เสี่ยวอิ๋งนางบ้าไปแล้ว แม่ข้าแค่ตักเตือนนิดหน่อยถึงกับลงไม้ลงมือกันเลยทีเดียวช่วยด้วยเจ้าค่ะใครก็ได้ช่วยเราแม่ลูกด้วย"

เสี่ยวอิ๋งก้มลงกระซิบให้เสี่ยวลี่วิ่งไปที่บ้านของลุงฝูผู้นำหมู่บ้านให้มาที่นี่โดยด่วนก่อนที่นางจะถูกรุมจากสามแม่ลูก อย่างไรเสียนางก็อายุแค่12ปี คงสู้แรงเด็ก14ปีไม่ไหวเมื่อได้ยินดังนั้นอาศัยช่วงชุลมุนเสี่ยวลี่รีบวิ่งไปที่บ้านลุงฝูทันที

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...