โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ความเคลื่อนไหวรอบสัปดาห์ 21-25 เม.ย .68

Businesstoday

อัพเดต 26 เม.ย. 2568 เวลา 10.27 น. • เผยแพร่ 26 เม.ย. 2568 เวลา 03.27 น. • Businesstoday

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยสรุปภาวะตลาดเงิน-ตลาดทุนรอบสัปดาห์นี้ เงินบาทอ่อนค่ากลับมาตามแรงขายทองคำในตลาดโลก ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยปิดบวกได้ช่วงปลายสัปดาห์

สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท

เงินบาททยอยอ่อนค่ากลับมาช่วงกลาง-ปลายสัปดาห์ตามแรงขายทำกำไรทองคำในตลาดโลก

เงินบาทแข็งค่าขึ้นตามการพุ่งขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก แรงซื้อสุทธิพันธบัตรไทยของต่างชาติ และการแข็งค่าของสกุลเงินเอเชียอื่นๆ สวนทางเงินดอลลาร์ฯ ที่เผชิญแรงกดดันต่อเนื่องจากความกังวลต่อผลกระทบของ Tariffs ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ และประเด็นความขัดแย้งระหว่างปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ กับประธานเฟด โดยเงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบกว่า 6 เดือนครั้งใหม่ที่ 33.05 บาทต่อดอลลาร์ฯ

อย่างไรก็ดี เงินบาททยอยอ่อนค่ากลับมาท่ามกลางแรงซื้อคืนเงินดอลลาร์ฯ หลังมีสัญญาณผ่อนคลายลงทั้งในประเด็นเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน และแรงกดดันต่อเฟด

นอกจากนี้ เงินบาทยังมีปัจจัยลบเพิ่มเติมจากสถานะขายสุทธิทั้งหุ้นและพันธบัตรไทยช่วงปลายสัปดาห์ของต่างชาติ และการปรับตัวลงของราคาทองคำในตลาดโลกตามแรงขายทำกำไร หลังราคาทำสถิติสูงเป็นประวัติการณ์เหนือแนว 3,500 ดอลลาร์ฯ ต่อออนซ์ในช่วงที่ผ่านมา

ในวันศุกร์ที่ 25 เม.ย. 2568 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 33.54 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 33.44 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (18 เม.ย.) สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างวันที่ 21-25 เม.ย. 2568 นั้น นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 8,934 ล้านบาท แต่มีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Inflows เข้าตลาดพันธบัตรไทย 18,396 ล้านบาท (แบ่งเป็น ซื้อสุทธิพันธบัตร 18,406 ล้านบาท หักตราสารหนี้หมดอายุ 10 ล้านบาท)

สัปดาห์ระหว่างวันที่ 28 เม.ย.-2 พ.ค. 2568 ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 33.00-34.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลการประชุมกนง. (30 เม.ย.) รายงานเศรษฐกิจและการเงินเดือนมี.ค. ของไทย สถานการณ์ของสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ราคาทองคำในตลาดโลก สัญญาณฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ และผลการประชุม BOJ

ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องชี้แรงงาน JOLTS ดัชนีราคา PCE/Core PCE ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายเดือนมี.ค. ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1/2568 (adv.) ข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชน ดัชนี PMI/ISM ภาคการผลิต ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงานเดือนเม.ย. รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

นอกจากนี้ ตลาดยังรอติดตามดัชนี PMI เดือนเม.ย. ของจีน ญี่ปุ่น อังกฤษ และยูโรโซน ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1/2568 และอัตราเงินเฟ้อเดือนเม.ย. ของยูโรโซนด้วยเช่นกัน

เงินบาทกลับมาอ่อนค่า-หุ้นไทยปิดบวก
เงินบาทกลับมาอ่อนค่า-หุ้นไทยปิดบวก

สรุปความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทย

ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวผันผวนแต่พลิกกลับมาปิดบวกได้เป็นสัปดาห์ที่สาม

ดัชนีหุ้นไทยร่วงลงแรงช่วงต้นสัปดาห์ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์สงครามการค้า หลังจากมีรายงานข่าวว่าสหรัฐฯ จะกดดันให้ประเทศอื่นๆ โดดเดี่ยวจีน ซึ่งจีนก็พร้อมตอบโต้ประเทศที่ให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ ประกอบกับมีการเลื่อนการเจรจาการค้าระหว่างไทย-สหรัฐฯ ออกไปอย่างไม่มีกำหนด ส่งผลให้เกิดแรงเทขายทำกำไรในหุ้นทุกกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มแบงก์ที่ประกาศผลประกอบการเสร็จสิ้นไปแล้ว

ดัชนีหุ้นไทยดีดตัวขึ้นในเวลาต่อมาจนถึงช่วงกลางสัปดาห์ โดยมีแรงหนุนจากแรงซื้อหุ้นกลุ่มพลังงานและเทคโนโลยี ประกอบกับนักลงทุนมีความคาดหวังต่อการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้าหลักอย่างญี่ปุ่นและอินเดีย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานข่าวว่าสหรัฐฯ ลดท่าทีที่แข็งกร้าวต่อจีนลง โดยอาจจะไม่เรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในอัตราที่สูงมาก อย่างไรก็ดีท่าทีที่แข็งกร้าวของจีนต่อสหรัฐฯ และแรงขายทำกำไรหุ้นกลุ่มพลังงานส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยย่อตัวลงช่วงสั้นๆ ก่อนจะดีดตัวขึ้นอีกครั้งในช่วงท้ายสัปดาห์ตามทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาค โดยมีแรงหนุนหลักๆ จากหุ้นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่แห่งหนึ่งตามทิศทางหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ

ในวันศุกร์ที่ 25 เม.ย. 2568 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,159.00 จุด เพิ่มขึ้น 0.70% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 36,044.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.53% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai เพิ่มขึ้น 2.28% มาปิดที่ระดับ 257.93 จุด

สัปดาห์ถัดไป (28 เม.ย.-2 พ.ค. 68) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,140 และ 1,125 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,175 และ 1,190 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การประชุมกนง. (30 เม.ย.) ผลประกอบการไตรมาส 1/2568 ของบจ.ไทย ประเด็นความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้า รวมถึงทิศทางเงินทุนต่างชาติ

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ รายได้และรายจ่ายส่วนบุคคล ดัชนี PCE/Core PCE Price Index เดือนมี.ค. ข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชนของ ADP ดัชนี ISM/PMI ภาคการผลิต ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร อัตราการว่างงานเดือนเม.ย. ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1/2568 และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่นๆ ได้แก่ การประชุม BOJ ดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนเม.ย. ของจีน ญี่ปุ่น อังกฤษและยูโรโซน ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1/2568 และดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนเม.ย. (เบื้องต้น) ของยูโรโซน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...