หุ้นแบงก์กำไรทรงตัว คุณภาพสินทรัพย์ลดลง บล.กสิกรไทยปรับลดเป้าราคา
#หุ้นแบงก์ #ทันหุ้น - บทวิเคราะห์ โดย บล.กสิกรไทย
.
กำไรทรงตัว แต่คุณภาพสินทรัพย์ลดลง
กำไรไตรมาส 1/68 ของกลุ่มธนาคารดีขึ้นกว่าคาดเล็กน้อย แต่ผลการดำเนินงานหลักดูอ่อนแอในด้านรายได้ ขณะที่ credit cost ยังคงสูงอยู่
บล.กสิกรไทยมองว่า NII จะยังคงอ่อนแอตั้งแต่ไตรมาส 2/68 เป็นต้นไป ขณะที่ credit cost อาจเพิ่มขึ้นอีกในไตรมาส 2/68 จากความไม่แน่นอนของภาษีศุลกากรสหรัฐฯ
บล.กสิกรไทยเห็นความตั้งใจมากขึ้นที่จะลดต้นทุน CASA ของกลุ่มธนาคาร บล.กสิกรไทยปรับลดสมมติฐานกำไรปี 68–70 และลดราคาเป้าหมายของหุ้นธนาคารทุกแห่ง
.
Investment Topics
NIM อ่อนแอและความเสี่ยงเกี่ยวกับคุณภาพสินทรัพย์ในไตรมาส 1/2568
กำไรรวมไตรมาส 1/2568 ของกลุ่มธนาคารอยู่ที่ 52.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% QoQ และ 6% YoY กำไรสูงกว่าที่บล.กสิกรไทยและตลาดคาดการณ์ไว้เล็กน้อยที่ 4% และ 5% ตามลำดับ จากกำไรจากการลงทุนที่สูงกว่าคาดและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) ที่ต่ำกว่าคาดเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของผลการดำเนินงานหลัก เช่น การเติบโตของสินเชื่อ อัตราส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) และค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญ (credit cost) อ่อนแอกว่าที่คาดไว้
บล.กสิกรไทยกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับคุณภาพสินทรัพย์จากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนจากภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ซึ่งจะส่งผลให้คุณภาพสินเชื่ออ่อนแอลงในไตรมาส 2–3/2568
.
แนวโน้มสินเชื่ออ่อนแอ
บล.กสิกรไทยคาดว่าสินเชื่อปี 2568 จะลดลงอีกจากปี 2567 ซึ่งเห็นได้จากสินเชื่อรวมไตรมาส 1/2568 ที่ลดลงเล็กน้อย และการลงทุนภาคธุรกิจที่อาจล่าช้าลงในไตรมาส 2–3/2568 โดยรอเห็นทิศทางที่ชัดเจนขึ้นของภาษีการค้า
นอกจากนี้ สินเชื่อธุรกิจจะเป็นกลุ่มเดียวเท่านั้นที่สามารถเติบโตได้ในปี 2568 ซึ่งจะส่งผลต่อผลตอบแทนสินเชื่อโดยรวมด้วย เนื่องจากสินเชื่อประเภทนี้มีผลตอบแทนสินเชื่อต่ำ
.
Credit cost ยังคงสูง
บล.กสิกรไทยเชื่อว่าธนาคารส่วนใหญ่จะต้องใช้เงินสำรองส่วนเกิน (management overlay) เพิ่มเติมในช่วงไตรมาส 2–3/2568 และ credit cost น่าจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 150 bps เทียบกับ 149 bps ในไตรมาส 1/2568
บล.กสิกรไทยเชื่อว่าธนาคารจะต้องลดระดับคุณภาพสินเชื่อลูกค้าสินเชื่อเชิงพาณิชย์บางรายลงมาเป็นสินเชื่อจัดชั้น Stage 2 ในไตรมาส 2/2568 ซึ่งจะส่งผลให้ credit cost สูงขึ้น เนื่องจากบล.กสิกรไทยคาดว่าลูกค้าที่เป็นผู้ผลิตจะมีความเสี่ยงต่อการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ทั้งทางตรงและทางอ้อมมากขึ้น
สำหรับธนาคารขนาดใหญ่ บล.กสิกรไทยประเมินว่า 15–20% ของสินเชื่อทั้งหมดจะเกี่ยวข้องกับภาคการส่งออก ในขณะที่มีเพียง SCB เท่านั้นที่มีสินเชื่อเพื่อการส่งออก 200,000 ล้านบาท หรือ 8% ของสินเชื่อทั้งหมด
.
มีโอกาสลดต้นทุน CASA หากมองในแง่ดี
จากการประชุมนักวิเคราะห์หลายครั้งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา บล.กสิกรไทยมองว่าธนาคารพาณิชย์มีศักยภาพมากขึ้นที่จะลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์หรือต้นทุน CASA (Current Account (บัญชีกระแสรายวัน) และ Savings Account (บัญชีออมทรัพย์)) แม้อัตราดอกเบี้ยปัจจุบันจะอยู่ที่ 0.25% ก็ตาม เนื่องจากสภาพคล่องที่แข็งแกร่ง ความต้องการเงินทุนที่ลดลง และอัตราดอกเบี้ยที่เทียบเคียงได้ในตลาดเงินที่ต่ำกว่า CASA คิดเป็น 60–80% ของเงินฝากทั้งหมด และหากสามารถลดต้นทุนได้ ก็จะช่วยบรรเทาผลตอบแทนจากเงินกู้ที่ลดลง จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 2 ครั้งในปี 2568 ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นได้
.
ปรับลดประมาณการกำไรปี 2568–70
เนื่องจากผลงานหลักไตรมาส 1/2568 ที่อ่อนแอ บล.กสิกรไทยจึงปรับลดประมาณการกำไรปี 2568–70 ของกลุ่มธนาคารลง 1.6%, 4.5% และ 5.3% เป็น 185,300 ล้านบาท, 187,200 ล้านบาท และ 190,700 ล้านบาท โดยปรับลดสมมติฐาน NIM และการเติบโตของสินเชื่อ แต่ปรับเพิ่มสมมติฐาน credit cost บล.กสิกรไทยคาดว่ากำไรปี 2568 จะลดลง 5% ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยราว 1% ในปี 2569
.
Valuation and Recommendation
บล.กสิกรไทยคงมุมมองที่เป็นกลางต่อกลุ่มธนาคาร โดยเลือก TTB เป็นหุ้นเด่น รายละเอียดของการเปลี่ยนแปลงราคาเป้าหมายและคำแนะนำอยู่ในแผนภาพที่ 10 บล.กสิกรไทยเชื่อว่ากลุ่มธุรกิจนี้จะขาดปัจจัยกระตุ้นในปี 2568 จากแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่อ่อนแอและความเสี่ยงค้างคาจากภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ การจ่ายเงินปันผลที่น่าดึงดูดใจจะช่วยบรรเทาความเสี่ยงด้านลบของราคาหุ้นในกลุ่มธนาคารได้