อีริคสัน เปิดรายงาน Mobility Report ชี้ผู้ใช้ 5G ทะลุ 6,300 ล้านบัญชีทั่วโลกในปี 2030
อีริคสัน กางรายงาน Mobility Report ฉบับล่าสุด เผยยอดผู้ใช้ 5G ทั่วโลกพุ่งแตะ 2,400 ล้านรายในไตรมาสแรกของปี 2568 และคาดการณ์เพิ่มเป็น 6,300 ล้านรายภายในปี 2573 ปริมาณดาต้าเครือข่ายมือถือทั่วโลกโต 19% 5G จะครองสัดส่วนการใช้งานกว่า 80% ในปี 2573 สำหรับไทย 5G เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วยเพิ่มการบริโภคข้อมูลและรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้
วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 – อีริคสัน (NASDAQ: ERIC) ได้เปิดเผยรายงาน Ericsson Mobility Report ฉบับล่าสุด ซึ่งนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี 5G และผลกระทบต่อภูมิทัศน์ของการสื่อสารเคลื่อนที่ทั่วโลก รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในการใช้งานข้อมูลและจำนวนผู้สมัครใช้บริการ 5G พร้อมเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของอีริคสันในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล
มร. แอนเดอร์ส เรียน ประธานบริษัท อีริคสัน ประเทศไทย เปิดเผยว่า รายงานฉบับนี้คาดการณ์ว่าจำนวนผู้สมัครใช้บริการ 5G ทั่วโลกจะสูงถึง 2,900 ล้านรายภายในสิ้นปี 2568 ซึ่งคิดเป็นหนึ่งในสามของการสมัครใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งหมด และคาดว่าจะพุ่งแตะ 6,300 ล้านรายภายในสิ้นปี 2573 โดย 5G จะกลายเป็นเทคโนโลยีการเข้าถึงโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่โดดเด่นภายในปี 2570 ซึ่งเร็วกว่า 4G ถึง 9 ปีหลังจากเปิดตัว
“ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2568 มีการเพิ่มผู้สมัครใช้บริการ 5G จำนวน 145 ล้านราย ทำให้ยอดรวมเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 2,400 ล้านราย ปัจจุบันมีผู้ให้บริการประมาณ 70 รายได้เปิดตัว 5G Standalone (SA) แล้ว”
ด้านปริมาณการรับส่งข้อมูลบนเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วโลกเพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2567 แม้ว่าอัตราการเติบโตจะลดลง แต่ปริมาณการใช้ข้อมูลยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าตลอดช่วงการคาดการณ์จนถึงสิ้นปี 2573
ภายในสิ้นปี 2567 เครือข่าย 5G รองรับการรับส่งข้อมูลบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วโลกถึง 35% และคาดการณ์ว่าตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นเกินกว่า 80% ภายในสิ้นปี 2573 ในภาพรวม ปริมาณการรับส่งข้อมูลบนเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งหมด (รวม Fixed Wireless Access หรือ FWA) คาดว่าจะเติบโตประมาณ 2.6 เท่าระหว่างปี 2567 ถึง 2573
ความครอบคลุมของ 5G Mid-Band
และการเปรียบเทียบในภูมิภาค
อย่างไรก็ตามภายในสิ้นปี 2567 ความครอบคลุมของ 5G Mid-Band ในยุโรปเกิน 50% ของจำนวนประชากร อย่างไรก็ตาม แม้ว่าความครอบคลุมของเครือข่าย 5G Mid-Band ในภูมิภาคนี้จะอยู่ในระดับเดียวกับค่าเฉลี่ยทั่วโลก
แต่ก็ยังคงตามหลังประเทศชั้นนำอย่างอเมริกาเหนือที่นำ 5G Mid-Band มาใช้งานครอบคลุมประชากรกว่า 90% และอินเดียที่ครอบคลุมถึง 95% ของประชากร โดยรวมแล้ว ความครอบคลุมของประชากร 5G ทั่วโลกนอกจีนแผ่นดินใหญ่คาดว่าจะสูงถึงประมาณ 85% ภายในสิ้นปี 2573
“สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย คาดการณ์ว่าจำนวนผู้สมัครใช้บริการ 5G จะเพิ่มขึ้นเป็น 630 ล้านรายในปี 2573 คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 49% ของผู้สมัครใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งหมดในภูมิภาคนี้ ในขณะที่ปริมาณการใช้ข้อมูลต่อสมาร์ทโฟนคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 19 GB ต่อเดือนในปี 2567 เป็น 38 GB ต่อเดือนในปี 2573”
มร. แอนเดอร์ส กล่าวต่อว่า ในประเทศไทย เครือข่าย 5G ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการบริโภคข้อมูลและเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้งาน (ARPU) รายงานระบุว่าปริมาณการใช้ข้อมูล (Data Traffic) ในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นจาก 81 PB/วัน ในปี 2566 เป็น 104 PB/วัน ในปี 2568 และคาดว่าจะสูงถึง 237 PB/วัน ในปี 2573
โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) อยู่ที่ 16.6% ส่วนการใช้งานข้อมูลต่อผู้ใช้ (Data Usage per Sub) จะเพิ่มขึ้นจาก 30 GB/เดือน ในปี 2566 เป็น 35 GB/เดือน ในปี 2568 และคาดว่าจะถึง 67 GB/เดือน ในปี 2573 โดยมี CAGR อยู่ที่ 12%
การขับเคลื่อนนวัตกรรม
และโอกาสในอนาคต
มร. แอนเดอร์ส เน้นย้ำว่า “ไทยอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่เครือข่าย 5G และระบบนิเวศมีความพร้อมที่จะปลดปล่อยคลื่นแห่งนวัตกรรม ด้วยความก้าวหน้าของเครือข่าย 5G Standalone (SA) ประกอบกับพัฒนาการในอุปกรณ์ที่รองรับ 5G ได้นำไปสู่ระบบนิเวศที่พร้อมสำหรับการปลดล็อกโอกาสเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ในการเชื่อมต่อไอเดียสร้างสรรค์
และเพื่อให้ 5G ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญที่จะต้องดำเนินการคือการนำเครือข่าย 5G SA มาใช้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสร้างฐานย่านความถี่ Mid-Band เพิ่มเติม”
อีริคสัน ประเทศไทย จึงมุ่งสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของประเทศไทย โดยใช้ความเป็นผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยี 5G ซึ่งปัจจุบันอีริคสันได้เปิดให้บริการเครือข่าย 5G แล้ว 187 เครือข่ายทั่วโลก วิสัยทัศน์หลักคือการสร้างเครือข่ายการเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพสูง เชื่อถือได้ และยั่งยืน เพื่อเร่งการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
นอกจากนี้ รายงานยังกล่าวถึงอุปกรณ์ Generative AI (GenAI) ที่ขับเคลื่อนการพัฒนาแม้จะเผชิญกับความท้าทายของตลาด การเติบโตของแอปพลิเคชัน AI และความซับซ้อนของโมเดลจะส่งผลให้การประมวลผลเกิดขึ้นทั้งบนอุปกรณ์และในเครือข่าย ทำให้ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันและผู้ให้บริการด้านการสื่อสารจำเป็นต้องมุ่งเน้นไปที่ความสามารถในการอัปลิงก์ (Uplink) และเวลาแฝง (Latency) มากขึ้น
การเชื่อมต่อแบบ Differentiated Connectivity จะเป็นกุญแจสำคัญในการมอบประสบการณ์คุณภาพสูงให้กับผู้ใช้งานสำหรับ AI Agent ที่ออกแบบมาเฉพาะบุคคลและแอปพลิเคชันการสนทนาอื่น ๆ