ใครว่าเป็นตัวร้ายแล้วจะปังไม่ได้ในยุค 70!
ข้อมูลเบื้องต้น
ไป๋ฮวาเซียน ลืมตาตื่นขึ้นมากลางหมู่บ้านยุค 70 พร้อมความทรงจำชัดแจ๋ว…เธอทะลุมิติเข้ามาอยู่ในนิยายที่เคยอ่าน
เธอแค่อยากเป็นปลาเค็ม ตื่นสาย กินข้าวเงียบๆ ไม่ยุ่งกับใคร แต่โชคชะตาดันไม่ปล่อยให้อยู่เฉย
โชคดีที่ระบบเช็คอินติดมาด้วย!!
ครั้งนี้ไป๋ฮวาเซียนจะไม่ยอมเดินตามบท เธอจะลากทั้งครอบครัวหนีจุดจบแสนเศร้า แล้วอยู่รอดอย่างคนขี้เกียจผู้ชาญฉลาดให้ดู!
#สำหรับคนสายชอบอ่านเรื่อยๆยาวๆนะ #สุขนิยม_ไม่ดราม่านาน
#เน้นสร้างตัวสร้างอาชีพให้ครอบครัว #พระเอกมาข้าแต่มานะ!!
#สายคลั่งรัก_ทั้งครอบครัว #ติดเหรียญตั้งแต่ตอนที่25เป็นต้นไป_2เหรียญ
#ถ้าไม่ชอบหรือไม่ถูกจริต_กดXออกได้เลยน้า
#กรุณาคอมเม้นอย่างสุภาพงดใช้ถอยคำทำร้ายจิตใจ
ตอนที่ 1 :: ทะลุมิติ
ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านถังซาน บ้านตระกูลไป๋
ช่วงหัวค่ำ ตอนที่ควรจะเป็นเวลาที่แต่ละบ้านกำลังหุงหาอาหารกัน แต่คนที่เพิ่งกลับจากทุ่งนากลับมารวมตัวกันอยู่หน้าบ้านตระกูลไป๋ พากันซุบซิบนินทากันให้วุ่น….ลูกสาวคนเล็กของบ้านไป๋ตกน้ำ!
นี่ถือเป็นข่าวใหญ่ของหมู่บ้านถังซานเลยนะ เพราะบ้านนี้มีลูกชายตั้งหกคนกว่าจะได้ลูกสาวคนเดียว!
เหมือนจุดแดงจุดเดียวกลางผืนป่าเขียว!
ใครๆ ก็รู้ว่าคนบ้านไป๋หวงไป๋ฮวาเซียนยิ่งกว่าอะไร ไม่เคยต้องลงทุ่งนาแม้แต่ครั้งเดียว เสื้อผ้าก็ไม่เคยซักเองเลย ผิวขาวผ่องยิ่งกว่าคุณหนูในเมืองซะอีก แต่ตอนนี้ดันตกน้ำจนสลบไสล ถ้าเกิดเป็นอะไรขึ้นมา บ้านไป๋คงต้องลุกเป็นไฟแน่ๆ!
“เฮอะ ไร้ประโยชน์จริงๆ ฉันแค่ไปข้างนอกแป๊บเดียว ยังดูน้องไม่ได้อีก!”
“ฉันว่าพวกเธอจงใจแน่ๆ ไม่อยากให้ฮวาเซียนของฉันดีขึ้น! รู้แบบนี้แต่แรก ฉันไม่น่าให้พวกเธอแต่งเข้าบ้านเลย แค่น้องสามียังรับไม่ได้ มีแต่พวกจิตใจเน่าๆ ทั้งนั้น!”
เว่ยเซียนหนิงยืนเท้าเอว พูดพลางชี้หน้าลูกสะใภ้สองคนที่ยืนก้มหน้าตัวลีบเหมือนนกกระทา
ลู่เจียอวี้กับโม่เหลียนก้มหน้าก้มตา มองแต่เท้าตัวเอง พอมองหางตาเห็นพวกชาวบ้านที่แอบมุงดูอยู่ตรงประตูและกำแพงก็หน้าแดงแปร๊ดจนร้อนผ่าว ตอนนั้นเอง เสียงจากห้องด้านทิศตะวันออกก็ดังขึ้นมา
เว่ยเซียนหนิงสะดุ้งเฮือก ก่อนจะร้องเรียกลูกสาวแล้วรีบวิ่งพรวดเข้าไปในห้องเร็วปรื๋อเหมือนลมกรด
ลู่เจียอวี้กับโม่เหลียนรีบตามเข้าไปไม่ให้ช้า ส่วนพวกป้าสะใภ้ที่มุงอยู่หน้าบ้านต่างก็สบตากัน ก่อนจะพากันเบียดเข้ามาหน้าห้อง
ไป๋ฮวาเซียนนั่งอยู่บนเตียง งงจนตั้งตัวไม่ติด
อยู่ๆ ตื่นมาก็มาอยู่ในร่างคนอื่น ใครมันจะไม่ตกใจล่ะ!
แต่เดิมเธอเป็นคุณหนูขี้เกียจ ลูกคนรวย ใช้ชีวิตไปวันๆ อยู่ดีๆ ก็ทะลุมิติ!
เรียนจบก็เที่ยวเล่น เขียนบันทึกท่องเที่ยวเป็นงานอดิเรก ชีวิตมีแต่ความสุข ไม่นึกเลยว่าหลับไปคืนเดียวจะมาอยู่ในร่างคนชื่อเดียวกัน
โถ…เวรกรรม คนมันจะซวย กินน้ำยังติดคอ!
จากความทรงจำที่แวบเข้ามา เธอไม่เพียงแค่หลุดมาอยู่ในยุคปี 1969 ที่ข้าวยากหมากแพงเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นตัวร้ายที่ต้องตายตั้งแต่ต้นเรื่องของนิยายแนวรักย้อนยุคอีก!
นิยายเรื่อง “สาวบ้านนอกเกิดใหม่ในยุค70” เป็นแนวสาวแกร่งที่กลับชาติมาเกิดใหม่ จากบ้านที่ลำเอียงรักลูกชายจนขายลูกสาวเข้าป่า แต่คราวนี้เธอได้เจอกับหวังเสี่ยวจ้าน หนุ่มยุวปัญญาชนที่มาชนบท แล้วก็รักกัน ทะยานทั้งงานทั้งรักไปด้วยกัน….แต่ตัวเธอ ไป๋ฮวาเซียน กลับเป็นแค่ตัวร้ายที่โดนหักหลัง!
ในชาติแรกจากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ไป๋ฮวาเซียนคือคนที่หวังเสี่ยวจ้านรักจริง
ตอนปลายชีวิต เว่ยจื่อเถียนต้องอยู่อย่างลำบาก แถมยังเห็นสัมภาษณ์หวังเสี่ยวจ้านที่กลายเป็นมหาเศรษฐีทั้งเมืองบนจอใหญ่ข้างถนน แล้วเห็นไป๋ฮวาเซียนข้างๆ ดูสวยโดดเด่น เธอก็เลยช็อกตายไปเลย พอเธอเกิดใหม่ ก็เลยตั้งใจจะแย่งหวังเสี่ยวจ้านมาซะเอง!
เธอแกล้งยุหวังเสี่ยวจ้านให้ทำดีกับร่างเดิมของไป๋ฮวาเซียน หลอกแต่งงานกับเธอเพื่อจะได้แรงหนุนจากคนบ้านไป๋ พอได้สิ่งที่ต้องการ หวังเสี่ยวจ้านก็ทิ้งเธอ แล้วไปอยู่กับเว่ยจื่อเถียนแทน พอรู้ความจริงเข้า ไป๋ฮวาเซียนก็เสียใจจนกระโดดน้ำตาย
ช่วงหลัง คนบ้านไป๋ที่รักลูกสาวมากก็รู้ความจริง เลยพากันไปล้างแค้นเว่ยจื่อเถียนกับหวังเสี่ยวจ้าน แต่พวกนั้นก็หนีรอดหมด เพราะมีอำนาจแล้ว สุดท้ายคนบ้านไป๋ก็พังกันทั้งบ้าน ส่วนสองคนนั้นก็อยู่กันอย่างมีความสุข…
เรื่องบ้าบออะไรเนี่ย!
จะเกิดใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเหยียบคนอื่นถึงจะรุ่งมั้ย!
ผู้ชายในโลกนี้ตายหมดแล้วเหรอ เหลือแค่หวังเสี่ยวจ้านคนเดียวหรือไง?
ในนิยาย เว่ยจื่อเถียนจะเกิดใหม่ก่อนยุวปัญญาชนจะมาหมู่บ้านแค่หนึ่งคืน ซึ่งตอนนี้ก็เหลือเวลาไม่ถึงสองเดือนก่อนจะเริ่มเนื้อเรื่องจริง ไป๋ฮวาเซียนกัดฟันแน่น ตั้งใจไว้เลย ถ้าอีกฝ่ายกล้าทำท่าจะมาเหยียบเธออีกที เธอจะทำให้พวกนั้นไม่มีวันลืมหน้า!
“เซียนเซียน! ลูกเป็นยังไงบ้าง! อย่าทำให้แม่ตกใจแบบนี้สิ! ถ้าเป็นอะไรขึ้นมา แม่จะอยู่ยังไง!”
“ลูกรัก เจ็บตรงไหนมั้ยลูก!”
เว่ยเซียนหนิงมองลูกสาวคนเล็กที่นั่งเหม่อหน้าซีดอยู่บนเตียง รู้สึกเหมือนมีมีดคว้านใจ
“บ้านเจ้าใหญ่ ยังจะยืนเฉยอยู่อีก! ไปต้มน้ำตาลทรายแดงมาให้เซียนเซียนเร็ว!”
“บ้านเจ้ารอง ออกไปดูหน้าบ้านที! ทำไมเจ้ารองยังไม่กลับมาอีก! น้องเป็นขนาดนี้ ยังจะอ้อยอิ่งอยู่ได้ เห็นทีจะต้องจับตีสักที!”
ขณะที่ในห้องกำลังโกลาหลไปหมด ไป๋ฮวาเซียนก็เรียบเรียงเรื่องทั้งหมดในหัวได้แล้ว กำลังจะพูด ก็ได้ยินเสียงโวยวายจากหน้าประตู
“เซียนเซียน! เธอไม่เป็นไรใช่มั้ย! ฉันตกใจแทบแย่!”
“ผิดที่ฉันเองแหละ ฉันรีบไปตามคนช่วยเลยวิ่งล้ม หัวกระแทกเลยสลบไป ไม่คิดเลยว่าเธอจะรอด โชคดีจริงๆ!”
เว่ยจื่อเถียนโผล่เข้ามา ตัวเต็มไปด้วยฝุ่น ผมยุ่งเหยิง หน้าผากยังมีรอยเลือดอยู่เลย พอเข้ามาก็จับมือไป๋ฮวาเซียนแน่นไม่ยอมปล่อย …ต้องยอมรับว่า เว่ยจื่อเถียนในฐานะนางเอกนิยาย หน้าตาก็พอไปวัดไปวาได้อยู่
แม้จะผิวคล้ำเพราะทำงานกลางแจ้งทุกวัน แต่ตอนนี้ร้องไห้น้ำตาคลอก็ยังดูน่ารักเหมือนดอกไม้บอบบางอยู่หน่อยๆ แต่แค่นี้ ไป๋ฮวาเซียนก็นึกออกทันทีว่าเหตุการณ์ตรงนี้มันคืออะไร!
เพราะเว่ยเซียนหนิงเป็นพวกหวงลูกจนเกินเหตุ แค่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็พาไปหาเรื่องคนอื่นได้ ทำให้ไป๋ฮวาเซียนไม่มีเพื่อนเล่นในหมู่บ้านเลย มีแค่เว่ยจื่อเถียนคนเดียวที่ทำเหมือนไม่ถือสาเรื่องนิสัยเสียของเธอ แล้วคอยตามติดเธอเป็นเงา
ของทุกอย่างที่เคยอยู่ในมือเธอก็โดนอีกฝ่ายตอดเอาทีละชิ้นๆ แต่เพราะเธอโง่ ยังเชื่อว่าอีกฝ่ายคือเพื่อนที่ดีที่สุด ครั้งนี้ เว่ยจื่อเถียนชวนเธอไปที่แม่น้ำ บอกว่ามีเรื่องจะคุย อยากให้ช่วยเปลี่ยนงานให้เบาหน่อย แล้วเธอก็พลัดตกน้ำเพราะริมตลิ่งมันลื่น
เว่ยจื่อเถียนที่จริงแล้วอิจฉาเธอมาตลอด พอเห็นเธอตกน้ำก็วิ่งหนีเฉยเลย โชคดีที่ตอนนั้นป้าสะใภ้จางผ่านมา เลยช่วยไว้ทัน พอได้ยินว่าเธอรอด เว่ยจื่อเถียนก็รีบแกล้งทำตัวเหมือนนางเอกใจดีรีบมาหา เธอไม่เคยสงสัยเลย คนบ้านไป๋เองก็ซาบซึ้งที่อีกฝ่ายเจ็บตัวเพื่อช่วยลูกสาว
สุดท้ายยังให้ของตอบแทน และฝากเว่ยจื่อเถียนให้เป็นเจ้าหน้าที่บันทึกคะแนน เพราะพี่รองที่เป็นผู้ใหญ่บ้านช่วยจัดการให้ แม้จะไม่ได้สนใจพระนางอะไรมากนัก แต่จะปล่อยให้เว่ยจื่อเถียนได้ดีจากเรื่องนี้? ไม่มีทาง!
“เว่ยจื่อเถียน นี่ไม่ใช่เธอที่ชวนฉันไปริมแม่น้ำเพราะมีเรื่องจะพูดหรอกเหรอ? เรื่องอะไรถึงพูดที่บ้านไม่ได้ จนฉันต้องตกน้ำแบบนี้! ต่อไปฉันไม่ไปกับเธอแล้วนะ โชคร้ายจริงๆ!”
ไป๋ฮวาเซียนแกล้งทำโกรธ ทำเสียงฮึดฮัดตามสไตล์เจ้าของร่างเดิม
“อะไรนะ! ที่แท้เธอนี่เองที่ชวนลูกสาวฉันไป!”
เว่ยเซียนหนิงตะโกนลั่น กระโจนเข้าจับแขนเว่ยจื่อเถียน ความดีใจที่ลูกฟื้นกลายเป็นความโกรธแทน…เธอไม่เคยชอบเด็กคนนี้อยู่แล้ว ไม่รู้ปอกลอกฮวาเซียนไปกี่อย่าง เพราะเห็นว่าลูกชอบเลยไม่ว่าอะไร แต่นี่ถึงขั้นเกือบทำให้ลูกของเธอต้องตาย!
“ทำลูกฉันเป็นแบบนี้! เดี๋ยวฉันจะไปคุยกับแม่เธอ! เรื่องนี้ฉันไม่จบแน่!”
“ป้าเข้าใจผิดแล้ว! ฉันแค่อยากชวนเซียนเซียนไปเดินเล่นริมแม่น้ำ เธอแค่ลื่นล้มเองถึงได้ตกลงไป! ตอนนั้นฉันรีบวิ่งไปเรียกคน แต่ดันสะดุดหินล้มไปก่อน โขกหัวจนสลบไปเลย พอรู้สึกตัวก็ได้ยินว่าเซียนเซียนถูกช่วยไว้แล้ว ก็เลยรีบมาดูเธอไงล่ะ!”
เว่ยจื่อเถียนร้องไห้เสียงสั่น ดูน่าสงสารสุด ๆ ยิ่งยืนอยู่ข้าง ๆ เว่ยเซียนหนิงที่กำลังโกรธหน้าแดงยิ่งตัดกันชัดจนคนในหมู่บ้านเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ
“สะใภ้ไป๋ เอาจริง ๆ แล้วไป๋ฮวาเซียนลื่นตกน้ำเองนะ จะไปโทษจื่อเถียนได้ไงล่ะ!”
“ใช่แล้วๆ ลองดูรอยแผลบนตัวจื่อเถียนสิ เธอเองก็บาดเจ็บจากการไปหาคนช่วยนะ อย่าว่ากันเลย!”
“จริงด้วย! ดูสิ หัวเธอยังมีเลือดออกอยู่เลย!”
เว่ยจื่อเถียนคิดจะสร้างภาพลักษณ์ให้ดูน่าสงสาร หวังจะได้ใจคน แต่มาเจอไป๋ฮวาเซียนคนใหม่แบบนี้ ไม่มีทางยอมให้เรื่องนี้เงียบไปง่าย ๆ
เธอเป็นคนที่ยอมได้ทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องเสียเปรียบ!
ใบหน้าเรียบร้อยแต่แฝงด้วยเล่ห์เหลี่ยมของเว่ยจื่อเถียน เหม็นกลิ่น “ชาเขียว” จนลอยไปถึงสิบลี้ ก็ไม่แปลกใจเลยที่เจ้าของร่างเดิมในนิยายสู้เธอไม่ได้
ตอนที่ 2 :: ระบบมาแล้ว
“เว่ยจื่อเถียน เธอบอกว่าเธอสลบอยู่บนเนิน ใช่ที่ไหนเหรอ?”
“จากริมแม่น้ำกลับมาหมู่บ้านก็มีทางเดียวเอง แล้วตอนนั้นก็มีลุงป้าเต็มไปหมด ทำไมไม่มีใครเห็นเธอสักคน? หรือเธอมีพลังล่องหน?”
“แล้วดูสภาพเธอสิ มีแต่ฝุ่นเปื้อน แต่บอกว่ามีแผลเลือดออก เสื้อผ้าเธอไม่เห็นขาดสักนิดเลยนะ! กลโกงแค่นี้น่ะ คิดว่าจะหลอกป้าสะใภ้ในหมู่บ้านพวกเราได้เหรอ!”
พอคำถามพวกนี้ถูกพูดออกมา คนที่เคยไม่ทันสังเกต ก็เริ่มคิดตาม
ป้าสะใภ้อู๋ที่เมื่อกี้ยังแอบกระซิบคุยกับใครอยู่ เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไปจับมือเว่ยจื่อเถียน แล้วยกมือขึ้นเช็ดหน้าผากเธอแรง ๆ
“โอ๊ย! นี่มันไม่มีแผลเลยสักนิด! สีแดงนี่มันหมึกแดงชัด ๆ พวกเราถูกเธอหลอกแล้ว!”
เว่ยเซียนหนิงถึงกับกระโดดด้วยความโมโห “เว่ยจื่อเถียน! กล้าหลอกฉันเหรอ! บอกมาให้ตรง ๆ เลยนะว่าเธอเป็นคนผลักเซียนเซียนตกน้ำใช่ไหม!”
เสียงซุบซิบและกล่าวโทษดังขึ้นรอบตัว เว่ยจื่อเถียนทั้งตกใจทั้งโมโห แอบบีบขาตัวเองให้เจ็บจะได้ร้องไห้ได้เหมือนจริง น้ำตาไหลพราก
'ไป๋ฮวาเซียนคนนี้ทำไมวันนี้เปลี่ยนไปขนาดนี้นะ… ไม่ได้แล้ว ต้องหาทางพูดให้เรื่องเงียบลงก่อน'
“ฮึก ๆ ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ ฉันผิดเอง ฉันแค่กลัวว่าทุกคนจะโทษฉัน เลยคิดไม่ทัน ฮึก…ฉันจะไม่กล้าอีกแล้ว มันเป็นเซียนเซียนที่ลื่นตกน้ำเองจริง ๆ ไม่เชื่อก็ถามเธอสิ ฉันไม่เกี่ยวเลยนะ!”
แต่ยังไม่ทันที่เว่ยจื่อเถียนจะพูดจบ ไป๋ฮวาเซียนก็ขัดขึ้นเสียงเย็น
“แล้วเธอกล้าบอกทุกคนไหม ว่าชวนฉันไปริมแม่น้ำนั่นเพื่ออะไร?” ไม่รอให้ตอบ ไป๋ฮวาเซียนพูดขึ้นเสียงดัง “วันนี้เว่ยจื่อเถียนชวนฉันไปที่ริมแม่น้ำ ก็เพื่อจะให้ฉันไปคุยกับพี่ชายฉันเรื่องตำแหน่งคนบันทึกคะแนนในกองผลิต ให้เธอได้งานนั่น!”
“ฉันปฏิเสธเธอ เธอเลยแค้นใจ พอเห็นฉันตกลงน้ำ เธอไม่แม้แต่จะร้องขอความช่วยเหลือ วิ่งหนีไปเลย ถ้าป้าสะใภ้จางไม่ผ่านมาพอดี ฉันคงตายไปแล้ว!”
ขณะที่พูดไป๋ฮวาเซียน ก็เห็นไป๋ฮั่วเซินเดินเข้าบ้านพอดี พอได้ยินประโยคนี้ ใบหน้าเขาก็มืดทันที
“งานในกองผลิตต้องเป็นธรรม ใครจะมาเล่นเส้นเล่นพรรคไม่ได้! ถ้าใครไม่ทำงาน ดีแต่หาทางลัด ฉันจะส่งตัวไปให้ทางหน่วยงานในเมืองจัดการ!”
ไป๋ฮั่วเซินในฐานะหัวหน้ากองผลิต มีอำนาจในหมู่บ้าน เสียงรอบข้างที่เคยดังโวยวายก็เงียบกริบทันที เว่ยเซียนหนิงยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห
“หึ คิดจะใช้เส้นบ้านฉันเหรอ! ทั้งวันเอาแต่หลบเลี่ยงงาน คิดจะสบายคนเดียวรึไง! ส่งเธอไปเดินประจานในตลาดเลยสิ!”
เว่ยจื่อเถียนหน้าซีดเผือด รู้สึกเสียใจที่ดันมาบ้านไป๋ฮวาเซียนวันนี้ นึกไม่ถึงว่าจะเจอปัญหาใหญ่ขนาดนี้
“พี่ฮั่วเซิน ฉันไม่ได้พูดเรื่องงานบันทึกคะแนนเลยนะ! เซียนเซียนต้องฟังผิดแน่ ๆ! ฉันผิดเอง อย่าส่งฉันไปเดินประจานเลยนะ!”
แม้พยายามกลบเกลื่อนแค่ไหน ใบหน้าของเธอก็ยังแสดงความรู้สึกผิดออกมาอย่างชัดเจน เหล่าป้าสะใภ้ที่ยืนล้อมอยู่ดูออกกันหมด ไม่มีใครเชื่อคำพูดเว่ยจื่อเถียนอีกต่อไป
สุดท้ายไป๋ฮั่วเซินตัดสินใจว่า ให้เว่ยจื่อเถียนทำความสะอาดคอกหมูหลังเลิกงานทุกวันเป็นเวลา 3 เดือน ถึงค่อยปล่อยให้ชาวบ้านแยกย้ายกลับ เพราะไม่มีหลักฐานชัดเจน อีกทั้งไป๋ฮวาเซียนก็ปลอดภัยดี แม้ในใจไป๋ฮั่วเซินจะโกรธแทบคลั่ง แต่ก็ไม่สามารถลงโทษแรงกว่านี้ได้
แต่เรื่องนี้ไม่จบง่าย ๆ แน่ เขาคิดไว้แล้วว่าจะจัดการกับคนตระกูลเว่ยให้ถึงที่สุดในภายหลัง
เว่ยเซียนหนิงคว้าไม้กวาด พาสะใภ้สองคนลากเว่ยจื่อเถียนกลับบ้านเดิมไปสะสางกันให้รู้เรื่อง ก่อนออกจากบ้านยังหันมาย้ำกับไป๋ฮวาเซียนให้พักผ่อนให้ดี จนคนในบ้านออกไปหมด บ้านถึงได้เงียบลงอีกครั้ง ไป๋ฮวาเซียนก็เพิ่งมีโอกาสมองดูรอบตัว
ห้องไม่ใหญ่มาก ผนังแปะด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์เก่า ๆ หัวเตียงมีหีบไม้ใส่เสื้อผ้า โต๊ะไม้เก่าตั้งอยู่ริมหน้าต่าง บนโต๊ะมีตำราเรียนมัธยมปลายกับกระจกหนึ่งบาน
แม้จะเก่า แต่สะอาดเรียบร้อยดี ในบ้านไป๋ มีแค่ไป๋ฮวาเซียนเท่านั้นที่มีห้องส่วนตัว บ้านไป๋เคยร่ำรวยในหมู่บ้าน ถึงกับปลูกบ้านดินหกห้อง แต่รุ่นพ่อของเขามีลูกตั้งหกคนชายหนึ่งหญิง ทำให้พื้นที่ไม่พออยู่
ไป๋ฮวาเซียนคือแก้วตาดวงใจของครอบครัว โดยเฉพาะเว่ยเซียนหนิงที่รักเธอมากเป็นพิเศษ หลังเรียนจบมัธยมปลาย เจ้าของร่างเดิมก็อยู่บ้าน ไม่ทำงาน พี่ชายกับพ่อแม่เลี้ยงดู คนในหมู่บ้านซุบซิบนินทา แต่คนในบ้านไม่สน ยังกลัวว่าเธอจะเสียใจเพราะคำพูดคนอื่นเสียอีก
ไป๋ฮวาเซียนรู้สึกปวดหัว แม้ครอบครัวจะดีก็เถอะ แต่นี่มันปี 1969 นะ ข้าวของขาดแคลน จะให้นายทุนรุ่นลูกอย่างเธอมาทำนาทำสวนได้ยังไงกัน!
คนอื่นทะลุมิติมาก็มีพลังพิเศษ มีระบบเทพ ๆ แล้วดูเธอสิ มีแต่ความจริงใจ! โธ่!
แม้เจ้าของร่างเดิมจะถูกเลี้ยงดูอย่างดี เสื้อผ้าข้าวของครบ แต่สภาพแวดล้อมแบบนี้มันโหดเกินไปสำหรับคุณหนูที่เคยใช้ชีวิตสุขสบาย ถึงเว่ยเซียนหนิงจะรักลูกสาว แต่ก็ไม่สามารถทุ่มเทให้คนเดียวได้ ทั้งบ้านยังต้องกินต้องอยู่ด้วยกัน
ขณะที่ไป๋ฮวาเซียนกำลังคิดเล่น ๆ ว่าถ้ากระโดดลงแม่น้ำอีกทีจะย้อนเวลากลับได้ไหม อยู่ดี ๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในหัว…
( ติ้ง! ระบบเช็คอินหมายเลข 2007 เปิดใช้งานแล้ว เป้าหมาย: ไป๋ฮวาเซียน กรุณาเลือกว่าจะผูกระบบหรือไม่? )
ไป๋ฮวาเซียนลุกพรวดขึ้นนั่งทันที ตะโกนลั่น “เอาสิ! เอาเลย! เอาเดี๋ยวนี้!”
ถ้าเธอมัวลังเลแม้แต่วินาทีเดียว เธอจะตบตัวเองแรง ๆ สักที!
หลังจากพูดจบ เธอก็เห็นหน้าจอโปร่งใสลอยอยู่ตรงหน้า คล้ายเกมมือถือที่เธอเคยเล่นมาก หลังลองกดนั่นนี่อยู่พักใหญ่ เธอก็เริ่มเข้าใจการใช้งานของระบบเช็คอินนี้…
ระบบจะเพิ่มโอกาสเช็คอินให้ 3 ครั้งทุก 24 ชั่วโมง สามารถสะสมได้สูงสุดถึง 99 ครั้ง ต้องไปยืนที่จุดเช็คอินจริงถึงจะใช้สิทธิ์ได้ และแต่ละครั้งจะได้รับของรางวัลแบบสุ่ม มุมขวาบนของหน้าจอมีแผนที่ กดเข้าไปแล้วจะเห็นจุดเช็คอินใกล้ ๆ 3 แห่ง
ทุกวัน จุดเช็คอินจะเปลี่ยนแบบสุ่ม และสามารถรีเฟรชได้ฟรี 10 ครั้ง จุดเช็คอินมี 4 ระดับ ยิ่งระดับสูง รางวัลก็ยิ่งดีขึ้น
( ติ๊ง! ยินดีต้อนรับเข้าสู่ระบบเช็คอิน 2007 รับสิทธิ์เช็คอินฟรี 20 ครั้ง! )
( ติ๊ง! ตรวจพบว่าค่าดัชนีร่างกายของผู้ใช้ระบบต่ำเกินไป พิเศษ! มอบยาเปลี่ยนไขกระดูก 1 เม็ด )
ระบบมาพร้อมกับเป้สะพายหลังหนึ่งใบ ทุกอย่างที่ได้จากการเช็คอินหรือรางวัลจากระบบจะถูกรวบรวมไว้ในนั้น แต่ของที่ใส่เข้าไปได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น เอาออกได้แต่ใส่กลับเข้าไปไม่ได้
ไป๋ฮวาเซียนเพียงนึกในใจก็มีเม็ดยาสีรุ้งปรากฏขึ้นในมือ ดูแล้วเหมือนของปลอมยังไงยังงั้น….
เธอมองมันสักพัก ก่อนจะฮึบใจ กลืนมันลงไปพร้อมน้ำตาลทรายแดง ผลลัพธ์พิสูจน์ชัด ระบบเขาไม่หลอกใคร!
แม้จะข้ามตอนที่เธอวิ่งเข้าห้องน้ำเกิน 20 รอบเมื่อคืนไป… แต่ผลลัพธ์หลังจากกินชัดเจนแบบทันตาเห็น!
ไป๋ฮวาเซียนมองใบหน้าในกระจก ทั้งคุ้นเคยทั้งแปลกตา ใบหน้าของเจ้าของร่างเดิมคล้ายเธอเกือบ 80% แต่เหมือนเป็นเวอร์ชันอัปเกรด ดวงตาใสสวยแบบน้ำใสในฤดูใบไม้ร่วง จมูกได้รูป ริมฝีปากอวบอิ่ม เหมือนหลุดมาจากหนังจีนยุคเจ็ดศูนย์ยังไงยังงั้น
ผิวเดิมของเจ้าของร่างแม้จะขาวกว่าคนในหมู่บ้าน แต่ก็ขาดการดูแลเลยดูหมองคล้ำ หยาบกร้าน ตอนนี้กลับขาวเนียนใส หุ่นที่เคยแห้งผาก ตอนนี้มีทรวดทรงชัดเจนขึ้นหลังผ่านการปรับจากยานั้น ไม่ใช่แค่รูปร่างหน้าตาเท่านั้นที่เปลี่ยน แรงของเธอก็มากขึ้นด้วย!
เมื่อคืนเธอแอบลองยกถังน้ำในลานบ้านตอนที่ไม่มีใครเห็น ถึงจะมีแค่น้ำครึ่งถัง แต่นั่นก็ราวๆ 100-200 ชั่ง เธอก็ยังยกขึ้นมาได้!
สาวน้อยพลังช้างเหรอ? ไป๋ฮวาเซียนชอบสุดๆ!
ตอนที่ 3 :: เข้าเมือง
ขณะที่เธอกำลังเพลิน เสียงจากนอกบ้านก็ดังขึ้น
“เซียนเซียน ตื่นยังลูก? แม่ทำของอร่อยไว้ให้ รีบออกมากินข้าวเช้าเร็ว!”
“มาแล้วค่า~”
ไป๋ฮวาเซียนวางกระจกแล้วเดินออกจากห้อง โชคดีที่เสื้อผ้าสมัยนี้ค่อนข้างหลวม ตัวเปลี่ยนไปขนาดนี้ยังดูไม่ออก ผิวก็ดีขึ้น แต่เดิมเจ้าของร่างก็ค่อนข้างขาวอยู่แล้วเลยไม่ได้แตกต่างมาก
ทันทีที่เปิดประตู เธอก็เห็นน้ำอุ่นกับแปรงสีฟ้าวางไว้หน้าประตู
ในบ้านตระกูลไป๋ ไม่ว่าใคร แม้แต่ไป๋ลั่วเหลียนที่เพิ่งสามขวบ ยังต้องออกไปเก็บผักป่ากินเอง มีแต่เจ้าของร่างเดิมนี่แหละที่ไม่ต้องทำอะไรเลย แม้แต่น้ำล้างหน้าก็มีคนเตรียมให้ เรื่องนี้ ไป๋ฮวาเซียนไม่มีความคิดจะเปลี่ยนแปลงอะไรทั้งนั้น…ทำงาน? ไม่มีทาง!
คุณหนูใหญ่แบบเธอ โตมาก็ถูกคนรับใช้ล้อมหน้าล้อมหลัง ไม่ถนัดทำอะไรก็ไม่คิดจะฝืน แต่กับครอบครัวบ้านไป๋ที่รักเธอมาก เธอก็จะดูแลพวกเขาเหมือนครอบครัวแท้ๆ ตอนนี้เธอมีระบบเช็คอินแล้ว ยังไงก็ต้องพาครอบครัวนี้รวยขึ้นแน่นอน! ถึงตอนนั้นเธอจะเป็นนักลงทุนหรือที่ปรึกษาทางเทคนิคก็ได้ มีเงิน มีเวลา ชีวิตสโลว์ไลฟ์แบบสุดๆ!
แค่คิดก็รู้สึกดีแล้ว!
มื้อเช้าของบ้านไป๋เรียบง่ายมาก ข้าวต้มข้าวหยาบคนละชาม แป้งข้าวโพดทอดกับผักป่า แกล้มกับผักดองจานนึงบนโต๊ะ มีแค่ไป๋ฮวาเซียนเท่านั้นที่มีชามบะหมี่หอมๆ พร้อมไข่ดาวหนึ่งฟองวางอยู่ตรงหน้า กลิ่นหอมจนเธอกลืนน้ำลายเอื๊อก… ขนาดเธอในชีวิตเก่าก็ไม่ได้กินของแบบนี้มานานแล้ว
“ลูกสาวคนดี กินเร็ว แม่ไปแอบขโมยจากครัวบ้านเว่ยมาเลยนะ!”
“เมื่อวานสะใภ้บ้านเว่ยมันยังจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ลูกสาวมันทำให้ลูกฉันเกือบตาย กล้าดียังไงไม่ชดใช้! แม่เลยกระชากหัวแล้วลากแป้งมันออกมาเลย!” เว่ยเซียนหนิงพูดด้วยหน้าตาภูมิใจสุดๆ
ไป๋ฮวาเซียนมองอาหารสองอย่างบนโต๊ะอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตักไข่แบ่งครึ่งให้พ่อแม่ ไป๋ต้าเทียนและเว่ยเซียนหนิง แล้วแบ่งเส้นบะหมี่ให้เด็กๆ ห้าคนที่นั่งมองอย่างตาโตอีกคนละคำ บ้านนี้คนเยอะมาก ไป๋ต้าเทียนกับเว่ยเซียนหนิงมีลูกหกคน
คนโต ไป๋ฮวนอู่เป็นแรงงานหลักของบ้าน มีเมียชื่อโม่เหลียน ลูกสามคนคือ ไป๋ลี่หลิง (10 ขวบ) ไป๋ลู่หลาง (6 ขวบ) แล้วก็ไป๋ลั่วเหลียน (3 ขวบ)
คนที่สองไป๋ฮั่วเซิน เป็นหัวหน้ากองผลิตหมู่บ้านถังซาน เมียชื่อลู่เจียอวี้ ลูกสองคนคือ ไป๋จูลี่ (7 ขวบ) กับไป๋จินลั่ว (4 ขวบ)
คนที่สามไป๋ฮันซาน เป็นทหารเรือ เพิ่งได้เลื่อนยศเป็นหัวหน้าหมู่ ยังไม่ได้แต่งงาน ไม่ค่อยได้กลับบ้านแต่ส่งเงินกับตั๋วมาให้ทุกเดือน
คนที่สี่ไป๋ฮานซุง เป็นช่างซ่อมเครื่องที่โรงงานทอผ้าในตัวเมือง มีเมียคือต้วนหยง ลูกสาวคนหนึ่งชื่อต้วนซวงถัน เพิ่งจะหนึ่งขวบ
คนที่ห้ากับหกเป็นแฝด ฝาแฝดคนพี่ชื่อ ไป๋เฮ่อหลิว ทำงานเป็นลูกมือช่างไม้ในเมือง ส่วนคนน้อง ไป๋เฮ่อหลิงช่วยทำไร่ที่บ้าน
“ลูกเอาให้พ่อแม่ทำไม พ่อแม่ไม่กินหรอก เมื่อวานลูกโดนเล่นซะหนัก ต้องฟื้นตัวดีๆ นะ!”
“ใช่! ลูกไม่ต้องสนใจคนอื่นเลย ของพวกนี้เป็นค่าชดใช้ที่เกือบทำให้ลูกตาย ใครหน้าไหนอยากแย่ง แม่จะตบให้หงาย!”
เว่ยเซียนหนิงพยายามจะคีบไข่กลับใส่ชามลูก พลางจ้องหลานๆ ที่หดตัวอยู่ด้วยสายตาเขียวปั๊ด ไป๋ฮวาเซียนยิ้มหวานให้แม่ น้ำเสียงก็หวานยิ่งกว่าน้ำผึ้ง “แม่~ พ่อกับแม่เหนื่อยที่สุดเลยนะ~”
“ฉันต้องฟื้นตัวให้ไว ถ้าเจอเรื่องแบบนี้อีก ฉันก็ยังต้องพึ่งพ่อกับแม่อยู่นะ ไม่ใช่แค่ไข่นะ ฉันจะหาเงินก้อนโตให้แม่กับพ่อได้กินเนื้อทุกมื้อ มีชีวิตดีๆ อยู่สบายไปทั้งชาติเลย!”
เว่ยเซียนหนิงมองลูกสาวตาแดงๆ ก่อนจะหันหลังแอบเช็ดน้ำตา “ลูกสาวแม่เข้าใจแม่ที่สุดเลย! แม่มีเซียนเซียน แม่ก็ไม่เสียชาติเกิดแล้ว!”
พวกพี่ชายทั้งหลาย “…”
แม่บั่นทอนใจตามเคย…แต่เอาเถอะ น้องสาวก็คือน้องสาวที่ดีที่สุดอยู่ดี
อีกด้านหนึ่ง บ้านเว่ย
“แม่! ฉันไม่เอาแป้งข้าวโพด! ฉันจะกินไข่! ฉันจะกินบะหมี่!” เว่ยจื่อเทียนตบโต๊ะเสียงดัง หน้าอ้วนๆ ก็สั่นตามแรงมือ
สะใภ้เว่ยมีลูกสาวสามคน กว่าจะได้ลูกชายคนนี้ เลยรักเหมือนดวงตาดวงใจ ของกินของใช้ในบ้าน ล้วนเทมาทางลูกชายหมด เมื่อวานเธอเพิ่งไปซื้อแป้งขาวมาจากตัวอำเภอ ตั้งใจจะทำอาหารดีๆ ให้ลูกชาย แต่ยังไม่ทันจะได้ใช้ เว่ยเซียนหนิงก็บุกมา แล้วลากแป้งนั่นไปให้ไป๋ฮวาเซียนเป็นค่าชดใช้เสียอย่างนั้น!
“อาเทียนอย่าโวยสิลูก เดี๋ยวบ่ายนี้แม่จะไปแลกไข่ เอามาทำขนมไข่ให้กินดีมั้ย?”
“ไม่เอา! ฉันจะกินตอนนี้! ไม่กินแป้งข้าวโพดแล้ว!”
สะใภ้เว่ยพยายามกล่อมลูก แต่ยิ่งพูดก็ยิ่งโมโห สุดท้ายวางขนมลง กระชากไม้กวาดจากข้างประตูแล้วพุ่งออกไปนอกบ้าน
ในลานบ้าน เว่ยจื่อเถียนกำลังซักผ้าไปกุมท้องไป รู้สึกปวดท้องเหมือนบิดเป็นเกลียว
เมื่อวานหลังเว่ยเซียนหนิงกลับ เธอก็โดนแม่ตีหนึ่งรอบ แล้วก็ไม่มีข้าวสักเม็ดให้กิน แถมเช้ามายังโดนไล่ให้ทำงานอีก
จู่ ๆ สะใภ้เว่ยก็ถือไม้กวาดพุ่งเข้ามา เว่ยจื่อเถียนได้แต่ยกมือกอดหัว ขอร้องเสียงสั่น
“อีเด็กตัวซวย! กล้าดียังไงไปก่อเรื่องนอกบ้าน!”
“ของดี ๆ ในบ้านก็มีแต่แกทำเสียหายหมด! ยังทำให้น้องชายแกไม่มีข้าวจะกินอีก!”
“ก่อเรื่องอยู่ได้ทุกวัน! ตาย ๆ ไปซะยังจะดีกว่า จะได้ไม่เปลืองข้าวเปลืองน้ำ!”
“แม่! แม่! อย่าตีฉันเลย ฉันไม่กล้าแล้วจริง ๆ! แม่หยุดเถอะ!”
ไป๋ฮวาเซียนไม่รู้เลยว่า เว่ยเซียนหนิงเอาของจากบ้านเว่ยมามากเกินไปจนทำให้บ้านเว่ยมีปัญหาตั้งแต่เช้า หลังจากกินบะหมี่ไข่ไก่อย่างเอร็ดอร่อยเสร็จ ไป๋ฮวาเซียนก็ตั้งใจจะไปลองใช้ "ระบบเช็คอิน 2007" ในหมู่บ้านดู
วันนี้ ระบบสุ่มจุดเช็คอินมาให้สามที่ ได้แก่ ลานนวดข้าว สำนักงานของกลุ่มการผลิต และคอกหมู เธอยังไม่คิดจะรีเฟรช เพราะอยากลองเช็คอินให้ครบทุกที่ก่อน เผื่อจะได้รู้ว่ามีอะไรดี ๆ แจกบ้าง
ไหน ๆ ก็มีสิทธิ์เช็คอินถึง 23 ครั้งจากของแถมเริ่มต้นแล้วนี่นา เรียงตามลำดับใกล้ไกล ไป๋ฮวาเซียนเลยเลือกไปลานนวดข้าวก่อน พอเดินเข้าไปใกล้ ๆ ก็เห็นลูกศรสีเหลืองสว่างวาบอยู่ตรงกลางลาน
ระบบแบ่งระดับของจุดเช็คอินเป็นสี่ระดับ: สีเหลือง, เขียว, แดง, และทอง วันนี้ทั้งสามจุดที่สุ่มมาเป็นระดับหนึ่งทั้งหมด
(ติ้ง! ตรวจพบว่าเจ้าของระบบเดินทางถึงจุดเช็คอินระดับหนึ่ง : ลานนวดข้าว ยืนยันว่าจะเช็คอินไหม?)
“ยืนยัน!”
(ยินดีด้วย! เจ้าของระบบได้เช็คอินที่ลานนวดข้าวสำเร็จ ได้รับแป้งขาวสิบจิน!)
หลังจากรับของรางวัลเรียบร้อย ไป๋ฮวาเซียนก็รีบตรงไปที่อีกสองจุด
(ยินดีด้วย! เจ้าของระบบได้เช็คอินที่สำนักงานกลุ่มผลิตสำเร็จ ได้รับปากกาหมึกซึมสามด้าม!)
(ยินดีด้วย! เจ้าของระบบได้เช็คอินที่คอกหมูสำเร็จ ได้รับหมูห้าจิน!)
จากนั้นเธอก็รีเฟรชจุดเช็คอิน แล้วเช็คอินต่ออีก 7 ครั้ง ได้ข้าวขาว 20 จิน, ไข่ไก่ 30 ฟอง, ไก่ตัวผู้หนึ่งตัว, มันเทศ 20 จิน, โอ่งเซรามิก 3 ใบ และกระติกน้ำร้อนอีกหนึ่งใบ
หลังจากเช็คอินครบ 10 ครั้ง ไป๋ฮวาเซียนก็เริ่มจับทางระบบได้บ้างแล้ว จุดเช็คอินกับของรางวัลดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกัน เช่น ถ้าอยู่ลานนวดข้าวหรือในไร่ ก็มักจะได้ผลผลิตทางการเกษตร ถ้าอยู่ที่สำนักงานก็มักจะได้ของใช้ในชีวิตประจำวัน พอรู้แบบนี้แล้ว เธอก็คิดว่าจะลองไปในตัวเมืองดูสักหน่อย
หนึ่งก็เพื่อดูว่าจะได้ของดี ๆ อะไรจากการเช็คอิน อีกอย่างคือ ต้องหาทางเอาของพวกนี้ออกมาใช้ให้แนบเนียน ไม่งั้นเด็กสาวอย่างเธอที่แทบไม่เคยออกจากบ้าน จู่ ๆ มีของดีเต็มมือ อาจโดนหาว่าเป็นสายลับก็ได้…
ค่อย ๆ เก็บเลเวลไปเรื่อย ๆ แบบไม่ให้ใครรู้ดีที่สุด!
เช้าวันถัดมา หลังอาหารเช้า ไป๋ฮวาเซียนก็เตรียมตัวจะออกไปในตัวเมือง
เว่ยเซียนหนิงไม่ค่อยวางใจ อยากให้ไป๋เฮ่อหลิงไปด้วย แต่เธอรีบปฏิเสธ เพราะถ้ามีหกพี่ชายตามไป ทำอะไรก็ลำบากหมด สุดท้ายเว่ยเซียนหนิงก็ย้ำแล้วย้ำอีก แถมยัดเงินให้ 3 หยวน กับตั๋วอาหาร 2 ใบ แล้วค่อยยอมให้เธอออกจากบ้าน
เมื่อคืนก่อนนอน ไป๋ฮวาเซียนเจอแถบแสดงค่าประสบการณ์อยู่ตรงมุมล่างของหน้าจอ เช็คอินแต่ละครั้งจะเพิ่ม EXP พอเต็มหลอด ระบบจะเลเวลอัพ แถมพอเช็คอินครบ 10, 50, 100 ครั้ง ยังมีสิทธิ์จับรางวัลเพิ่มอีกด้วย ซึ่งในนั้นมีแต่ของดี ๆ ทั้งนั้น!
ดวงเธอก็ไม่เลว พอเช็คอินครบสิบครั้ง เธอได้รางวัลเป็น "พื้นที่แช่แข็งขนาด 10 ลูกบาศก์เมตร" ซึ่งสามารถใช้ควบคุมสิ่งของเข้าออกด้วยความคิด และของที่อยู่ในนั้นก็จะคงสภาพเดิม
ตัวเมือง M ห่างจากหมู่บ้านถังซานประมาณยี่สิบกว่าลี้ รถโดยสารจะมีวันเว้นวัน และวันนี้ไม่มีรถ เธอเลยต้องเดินไปเอง สองชั่วโมงต่อมา ไป๋ฮวาเซียนก็มาถึงตัวเมือง M โดยไม่รู้สึกเหนื่อยเลย ด้วยผลของยาเปลี่ยนแปลงร่างกายที่กินไปก่อนหน้านี้ แต่ต่อไปหากจะเอาของมาใช้บ่อย ๆ ก็คงต้องแวะมาเมืองนี้เรื่อย ๆ
ถ้ามีโอกาส เธออยากได้จักรยานสักคัน เพราะถ้าปั่นได้ ใครจะอยากเดินล่ะ จริงไหม?
หน้าโรงเรียนมัธยมในตัวเมือง ยังอยู่ในช่วงเวลาเรียน
“ลุงยามคะ ฉันเคยอยู่ห้องห้าค่ะ ชื่อไป๋ฮวาเซียน ฉันอยากมาหาครูจางเหนียงน่ะค่ะ”
ลุงยามเพ่งมองนานเหมือนจะรื้อความจำอยู่ “อ้อ ลุงจำได้ ๆ หนูนี่แหละ สมัยมัธยมปลาย เป็นเด็กผู้หญิงที่หน้าตาดีที่สุดเลย ครูจางน่าจะอยู่ในห้องทำงานนะ เข้าไปหาเธอเองเลย”
“ขอบคุณค่ะ!”
ตอนนั้นจางเหนียงกำลังตรวจการบ้านของวันก่อนอยู่ พอได้ยินเสียงเคาะประตู ก็เงยหน้าขึ้นมาเห็นไป๋ฮวาเซียนเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มสดใส
“ไป๋ฮวาเซียน? มาได้ไงเนี่ย?”
จางเหนียงยังจำเธอได้ดี เพราะสมัยเรียนมีหนุ่ม ๆ เขียนจดหมายรักถึงเธอจนต้องยึดไว้เพียบ พูดก็พูดเถอะ แค่กลับไปอยู่บ้านไม่กี่เดือน จากสาวน้อยน่ารัก กลายเป็นสาวสวยขั้นเทพ ถ้าไม่ใช่เพราะยังมีเค้าโครงเดิมคงจำไม่ได้ หรือว่าทำไร่ทำสวนช่วยให้หน้าตาดีขึ้น?
เห็นเธอมาเยี่ยม จางเหนียงก็ดีใจ รีบหยิบเก้าอี้มาให้นั่ง พร้อมจะไปตักน้ำให้
“ครูคะ ไม่ต้องลำบากหรอก ฉันไม่หิวน้ำค่ะ” ไป๋ฮวาเซียนรีบห้าม “วันนี้บังเอิญผ่านมา ฉันอยากขอความช่วยเหลือจากครูน่ะค่ะ”
“ฉันจำได้ว่าตอนเรียนครูเคยบอกให้ลองเขียนบทความส่งพวกหนังสือพิมพ์หรือนิตยาสาร ฉันว่าง ๆ อยู่บ้านพอดี เลยอยากลองดูบ้าง เผื่อจะได้ลงสักชิ้น ถือเป็นการไม่ให้คำสอนของครูเสียเปล่า ครูยังมีที่อยู่สำหรับส่งต้นฉบับอยู่ไหมคะ?”
จางเหนียงตาโตด้วยความดีใจ ครูคนไหนจะไม่ชอบเด็กใฝ่เรียนล่ะ “มีสิ! ครูยังเก็บไว้หลายที่เลย เดี๋ยวครูหาให้! จำไว้นะ ไม่ว่าเมื่อไหร่ อย่าทิ้งความรู้เด็ดขาด”
ตั้งแต่ยกเลิกการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เด็กมัธยมปลายรุ่นหลัง ๆ ก็เหมือนไร้ที่ไป หลายคนแต่งงานบ้าง กลับไปทำไร่บ้าง ติดอยู่แค่เรื่องปากท้องทั้งนั้น จางเหนียงก็ได้แต่ทอดถอนใจ ยิ่งเห็นไป๋ฮวาเซียนยังอยากใช้ความรู้ ยิ่งดีใจ
ไม่นานจางเหนียงก็หยิบที่อยู่ของสำนักพิมพ์หลายเจ้าให้ มีทั้งของเยาวชนและท้องถิ่น ไป๋ฮวาเซียนคัดลงกระดาษอย่างเรียบร้อย ก่อนจะหยิบแป้งขาวสองจินจากกระเป๋า ยื่นให้จางเหนียง
“ครูคะ ขอบคุณสำหรับวันนี้นะคะ นี่เป็นน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ขอให้ครูรับไว้นะคะ”
“ไม่เอา! เอากลับไปเลย! ครูจะรับของจากนักเรียนได้ไง!”
จางเหนียงรีบปฏิเสธ แต่ไม่ทันไร ไป๋ฮวาเซียนก็แอบยัดถุงผ้าไว้ในตะกร้าที่อยู่ใต้โต๊ะ แล้ววิ่งออกไปทันที ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าตอนจางเหนียงเปิดถุงออกมาแล้วเห็นว่าเป็นแป้งขาว เธอจะตกใจแค่ไหน
ฝั่งไป๋ฮวาเซียนเดินออกจากโรงเรียนด้วยความสบายใจ ลูบกระเป๋าที่มีรายชื่อส่งบทความในมือ รู้สึกเหมือนภารกิจสำเร็จไปอีกหนึ่ง
ใช่แล้ว…ใช้ค่าต้นฉบับเป็นข้ออ้างในการนำของออกมา นี่คือวิธีที่เธอคิดทั้งคืน!
ทุกวันเธอได้ของจากระบบมากมาย จะให้เก็บไว้อย่างเดียวก็ใช่เรื่อง เธอไม่อยากมีของเต็มบ้านแต่ต้องกินแป้งหยาบ ๆ ทุกวัน
เช้านี้กินแป้งข้าวโพดครึ่งก้อน ยังรู้สึกติดคอไม่หายเลย…