A Battle of Pride in Advertising ย้อนไทม์ไลน์ส่องแคมเปญ Pride Month สุดเจ๋ง | พีท ทสร บุณยเนตร - Exclusive Writer
ถ้าถามคนสมัยก่อนว่า ‘เดือนมิถุนายน’ คือเดือนอะไร หลายคนก็อาจจะนึกถึงกลางปี กับการเปลี่ยนฤดู แต่ถ้าถามคนยุคนี้ เดือนมิถุนายน คือเดือน Pride Month เราเชื่ออย่างยิ่งว่ามีหลายคนไม่รู้ ว่าก่อนจะมาเป็นเดือนแห่งความเท่าเทียมทางเพศ มันมีที่มาที่ไปยังไง ? นักโฆษณา นักมาร์เก็ตติ้ง หรือแบรนด์ต่าง ๆ ในโลก เค้าทำแคมเปญ Pride Month แบบไหน ?
เกริ่นไว้เลยว่า Article นี้ผมรวบรวมคอนเทนต์ทั้งโลก เพื่อเป็นความรู้ และ Case Study สำหรับทุกคนที่สนใจ และอยากได้ไอเดีย เอาไปต่อยอดแคมเปญ Pride Month นะครับ
ขอเริ่มต้นด้วยที่มาที่ไปของ Pride Month ก่อนนะครับ มันเริ่มต้นจาก การที่ LGBTQIAN+ ซึ่งในตอนนั้นยังไม่มีชื่อเรียกเฉพาะเลยครับ ยังเป็นเกย์ เลสเบี้ยน ทรานเจนเดอร์อยู่เลย…พวกเค้าถูกการเลือกปฏิบัติ ถูกใช้ความรุนแรง ถูกเรียกว่าเป็นผู้มีปัญหาทางจิต
ถึงตรงนี้ ถ้าผู้อ่านเคยดูภาพยนตร์เรื่อง The Imitation Game (2014) ก็จะเห็นว่าขนาดคนที่เป็นฮีโร่กอบกู้ประเทศอังกฤษจากสงครามโลก อย่าง Alan Turing หลังจากที่ชนะสงครามโลก รัฐบาลมาพบว่าเค้าเป็น LGBTQIAN+ เค้าโดนรัฐบาลตีตราว่าเป็นคนป่วย มีปัญหาทางจิตเวช บังคับให้กินยาที่ทำให้เค้ากลายเป็นซึมเศร้า จนสุดท้ายก็จบชีวิตตัวเอง… ถึงแม้ว่า 60 ปีให้หลัง รัฐบาลอังกฤษจะออกมาขอโทษ War Hero จากเค้าก็ตาม)
ชนวนที่ทำให้เกิด Pride Month ก็คือเหตุการณ์ “Stonewall Riots”ช่วงนั้นคนที่รักเพศเดียวกัน นี่คือการทำผิดกฎหมายเลยนะ ไม่ใช่แค่การแสดงออกทางความรัก การแต่งตัวไม่ตรงกับเพศสภาพตัวเองนี่ กลายเป็นเรื่องบาปในสังคมไปซะอย่างนั้นเลย ที่นิวยอร์ค (เมืองที่ถือว่า Melting Pot หัวสมัยใหม่มากๆ) จะมีบาร์แห่งนึงชื่อว่า Stonewall Inn ถือว่าเป็นบาร์ลับ ที่ชาว LGBTQIAN+ สามารถไปปลดปล่อยความเป็นตัวเอง ได้เจอเพื่อน ๆ ได้สร้าง Community ของตัวเอง
เหตุการณ์มันเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 1969 ในขณะที่ตำรวจมาตรวจบาร์ คิดว่าวิธีการพูดของตำรวจก็คงใช้อำนาจ และพูดจาเสียดสี ดูถูกชาว LGBTQIAN+ จนทำให้พวกเค้าทนไม่ไหวอีกต่อไป เลยเกิดการประทะกัน การต่อสู้กัน จนขยายวงออกจากในบาร์ ออกมาข้างนอก ตำรวจเองก็เพิ่มกำลังพล ชาว LGBTQIAN+ ก็เรียกเพื่อนมาสู้ จนเหตุการณ์จบไป แต่อารมณ์ของชาว Rainbow มันทนไม่ไหว วันรุ่งขึ้น มีการประท้วงครั้งยิ่งใหญ่ จากคนหลักสิบ กลายเป็นคนหลักพัน ที่หน้าบาร์ Stonewall หนึ่งปี
หลังจากเหตุการณ์ Stonewall Riots ในวันที่ 28 มิถุนายน 1970 มีการประท้วง เดินขบวน เป็นครั้งแรก เรียกว่า (LGBTQ Pride March) March ที่ไม่ได้แปลว่าเดือน แต่แปลว่าการเดินขบวน เกิดขึ้นที่ New York / LA / San franciso / Chicago จนในปี คศ 2000 ประธานาธิปดี Bill Clinton ได้ประกาศว่า เดือนมิถุนายน จะเป็นเดือนแห่ง Gay & Lesbian Pride Month และ 9 ปีให้หลัง ประธานาธิปดี Obama ได้ปรับเป็น LGBTQIAN+ Pride Month
แล้วแคมเปญโฆษณาที่ต่อสู้เพื่อชาว LGBTQIAN+ แบรนด์เค้าทำอะไรกันบ้าง ลองมาย้อนดู งานแคมเปญจากปี 2014-2025 กันครับ
2014 – Anz Bank “GAYTM”
Anz Bank (แบงค์ขนาดใหญ่ของออสเตเรีย) จับมือกับ Sydney Gay and Lesbian Mardi Gras. มาตั้งแต่ปี 2007 เพื่อจะสปอนเซอร์งาน Pride Month โจทย์ของเค้าก็คือ อยากให้คนรู้ว่า แบงค์เค้าอะ Value ชาว LGBTQIAN+ จริง ๆ นะ ถึงกับได้ชื่อว่าเป็น Principal Partner เลยแหละ
ปัญหาของแบรนด์เวลาทำแคมเปญสปอนเซอร์ชิปก็คือ 90% ของ Consumer ส่วนมาก มักจะจำไม่ได้ หรือไม่ได้รู้สึกถึง Value อะไรกับแบรนด์ เพราะมันไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกับตัวเองแหละ ไอเดียเค้ามันฟังดูง่ายมาก แต่ลองคิดว่าในบริษัทเค้า กว่าจะขายผ่านต้องคุยกี่รอบ
เค้าตัดสินใจเปลี่ยนตู้เอทีเอ็ม ที่หน้าตาแบบปกติ ให้เป็นเวอร์ชั่น Celebrate Diversity เนี่ยะสิ จากชื่อ ATMs กลายเป็น GAYTMs! 10 ตู้ที่อยู่ในพื้นที่แห่ Parade นั้น ถูกแต่งตัวให้กลายเป็นเกย์และเลสเบี้ยน ไม่ว่าจะใส่ Glitter, ใส่ Fur, แปะ Rhinestone (พลอยเทียม), Sequins (เลื่อม) หรือยีนส์ ในสไตล์ที่ชาว LGBT ใส่กัน
และไม่ใช่แค่นั้น! ในหน้า Display ของตู้ ยังมีคำเขียนทักทายอย่าง “Hello Gorgeous” หรือ “Happy Mardi Gras” หรือเวลาเงินที่คุณกดมันออกมา ก็จะมีคำว่า “Cash out and proud” ส่วนใบเสร็จที่ปรินท์ออกมา ก็ไม่ใช่ขาวดำนะ เป็นสี Rainbow จร้าๆๆๆ เรียกว่า Craft ส่วนไหนได้ เค้าเอาหมด แล้วเงินที่ได้มาจากการกด GAYTM ล่ะ? ทาง ANZ ก็เอาไปบริจาคองค์กรไม่แสวงหากำไร Twenty10 ครับ ส่วนในแง่รางวัลไม่ต้องพูดถึง รับไปจุก ๆ 1X Grandprix 2X Silver 4X Bronze จากคานส์
"เรียกว่าแคมเปญนี้ซื้อใจชาว LGBTQIAN+ ได้อย่างดี"
2015 – Anz Bank “ONLY GAYTM IN THE VILLAGE”
ต่อยอดความสำเร็จจากปีที่แล้ว Anz Bank อยากทำให้ Pride Month ใหญ่กว่าแค่เมือง Sydney เค้าเลยมีคำถามกับชาวออสซี่ว่า อยากให้ Anz GAYTM ไปอยู่เมืองไหนที่ไม่ใช่ซิดนีย์จ๊ะ เอาง่าย ๆ เมืองไหนมี LGBTQIAN+ เยอะ เราจะไปเปลี่ยนตู้ ATMs เป็น GAYTMs นี่แหละ
เค้าเปิดการแข่งขันนี้ 10 วัน ลงทั้งเว็บไซต์ และเฟสบุ๊ค และแอบไปติดตั้ง GAYTM โดยไม่ให้เมืองนั้นๆรู้ สุดท้ายเมืองที่ชนะคือเมือง Daylesford โดยตู้ GAYTM ถูกใช้งาน 95% มากขึ้น จากคนใช้บัตรแบงค์อื่น 21K Vote จาก 658 ATMs ส่วนยอด Engagement พุ่งขึ้น 1,150% จากยอดใช้งานปกติ
"แคมเปญที่ดี ต้องสามารถต่อยอดได้ครับ ผมเชื่อแบบนั้น"
2017 – Skittles “GIVE THE RAINBOW”
อันนี้เป็น Case Study ที่ทำให้เห็นว่า แบรนด์ต่าง ๆ เอาตัวเองมาเกี่ยวกับ Pride Month ยังไง เวลาคนนึกถึง Skittles คนจะนึกถึง Rainbow ไม่ว่าจะกี่งานกี่งานของ Skittles จะจบด้วยไลน์ …. Rainbow เสมอ ยกตัวอย่าง Taste the rainbow เป็นต้น
เค้าอยากบอกชาว LGBTQIAN+ ว่า เราสนับสนุน Pride Month นะ ดังนั้น เค้าเลยคิดว่า ในช่วง Pride Month เค้าอยากให้คนนึกถึง Rainbow จาก Pride Month มากกว่า Skittles จึงทำสิ่งที่แบรนด์อื่น ๆ ไม่ทำ คือการถอดสี Rainbow ออกจาก Packaging ตัวเอง!
ความเจ๋งของไอเดียคือ ปกติแบรนด์ต่าง ๆ มักจะ Adopt สี Rainbow ให้แบรนด์ตัวเองในช่วงนั้น แต่ Skittles มอบ Rainbow ของตัวเองให้ Pride Month สาธุ พูดแล้วขนลุก! ไอเดียฟังดูง่ายนะครับ ลองคิดถึงใจเจ้าของแบรนด์ดู สวัสดีครับคุณ CEO วันนี้พวกผมขออนุญาตถอด Iconic ที่สุดของ Skittles ออกจาก Pack นะครับ แล้วเอาสิ่งนี้ไปขายใน Shelves ของร้านสะดวกซื้อ หรือ Modern Trade ทั้งหมดด้วยครับ! “ลื้อบ้ารึเปล่า ออกไปจากห้องอั๊วเดี๋ยวนี้!”
ไม่โดนตีนก็บุญแล้วใช่ไหมครับ แต่นี่ไม่ใช่ ลูกค้าชอบมาก กดปุ่มเขียว ให้เดินหน้าผลิตแพ็กเกจที่ไม่มีสี Rainbow แล้ว (แต่ที่ผมไม่รู้ คือเค้าผลิตเยอะน้อยขนาดไหนนะ) งานนี้ปังมากทั้งใน Outdoor และ Brand Experience ครับ เค้าได้ 31 ล้าน Impression (17 ล้าน จาก 31 คือ Organic) 470% increase in buzz แคมเปญนี้ถูกพูดถึงใน 80 ประเทศ 339 เมือง รับรางวัล 2X Gold Cannes 1X Silver 3X Bronze
"จากไอเดีย Simple แต่กว่าจะทำออกมาน่าจะไม่ Simple ครับ"
2017 – Sunsilk “The Hair Talk”
ขอหยิบแคมเปญไทย ที่พูดถึงการต่อสู้ของ LGBTQIAN+ กับสังคมนะครับ งานนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับ Pride Month แต่ผมว่า มันไม่จำเป็นต้องเกี่ยวก็ได้ Sunsilk เค้าหยิบไอเดียไลน์ว่า “Every inch of hair is a milestone on her journey to womanhood” หยิบมุมได้ฉลาดมาก ๆครับ แล้วเค้าหยิบเรื่องราวของใครมาเล่านะ ?
ถ้าพูดถึงมิสทิฟฟานี่ คนไทยจะนึกถึงน้องปอย กับโยชิ แต่นี่คือเรื่องของ “ร็อค ขวัญลดา” อันดับสองของมิสทิฟฟานี่ 2017 ที่เรื่องเล่าของเส้นผม ของเธอแต่ละนิ้ว มันสามารถชนะใจคนดูได้ อย่างรวดเร็ว
ผมจำได้ว่าวันนี้งานตัวนี้ผลิตออกมา ผมได้มีโอกาสอยู่ในบริษัทเดียวกับคนที่ผลิตงานชิ้นนี้ J.Walter Thompson ผมจำได้แม่นเลย ว่างานมันไวรัลจริง ๆ คือดูจบปุ๊ป กด Refresh ยอดวิวขึ้นหลักพัน ผ่านไป 1 ชั่วโมง เป็นแสนแล้ว ผมหันไปหา CCO ของชาวยังเจ João Braga ว่า “This is phenomenon bro!”
เรียกว่าไวรัลคาตาผมเลย แล้วคอมเมนต์ก็คืออินกับหนังเรื่องนี้มาก ๆ หลายคนพูดแชร์ถึงชีวิตตัวเองไปตามๆกัน ว่าเจออะไรมาบ้าง ผ่านอะไรมาบ้าง
ทำให้ชาว LGBTQIAN+ รักแบรนด์ Sunsilk ไปโดยปริยาย การันตีด้วยยอดวิว 37 ล้านวิว ในสองเดือน 500K Reaction 60K แชร์ Brand Mention ของ Sunsilk เพิ่มขึ้น 1500% และ Market Share increased 22% งานนี้ได้รางวัล Bronze ในฟิล์ม และชนะ Effectiveness Lions – Bronze ในปีถัดไป
2018 – Coca Cola “This coke is a fanta”
มาดูว่าแบรนด์อย่าง Coke ชนะใจชาว LGBTQIAN+ ยังไง?
การเหยียดเพศเนี่ยะมีกันทุกหนแห่งทุกประเทศ ที่บราซิลมันมีคำด่าคำนึง “Essa Coca É Fanta” แปลเป็นภาษาอังกฤษคือว่า “This coke is a fanta” ฟีลว่า ผู้ชายคนนี้ข้างในเป็นผู้หญิง แหละ หรือ ผู้หญิงคนนี้ข้างในเป็นผู้ชาย อะไรแบบนั้น
สิ่งที่แบรนด์โค้กทำมันเจ๋งมาก ๆ เลยครับ เค้าออก Limited Edition Coke ออกมาในวัน Pride Month เป็นโค้กที่ข้างในเป็นแฟนต้าน้ำส้มจริง ๆ และเขียนใน Packaging ว่า “This coke is a fanta, so what?” ใครจะไปคิดว่า แบรนด์โค้กจะกล้าทำสิ่งนี้ก่อน แล้วถามว่ามันไวรัลเบอร์ไหน ก็คือพีคเบอร์ว่า 1 Billion Impression จาก 0 Media Budget
Google Search จากคำว่า This coke is a fanta ที่เป็น Negative homophobic กลับกลายเป็น Empowerment pride message Trending on Twitter
Biggest search on google history for the term ส่วนรางวัลที่เค้าได้ก็เป็น3X Gold 2X Silver 2X Bronze คานส์ครับ พลังของแบรนด์ + Social Issue + Smart Solution = Great Work ครับ
2018 – PFLAG Canada “Destination Pride”
มาดูงานที่ช่วยชาว LGBTQIAN+ ด้วย Data Solution กัน Destination Pride เนี่ยะคือ Mobile Platform ที่ออกแบบมาสำหรับนักท่องเที่ยวชาว LGBTQIAN+ ได้เที่ยวอย่างปลอดภัย
ไอเดียคือการรวบรวม Data ว่าประเทศไหนในโลกที่เป็น Destination สำหรับ LGBTQIAN+ People of Canada โดยใช้สัญลักษณ์ธง Pride เป็นการสร้าง Measurement Metric
แต่ละสีของธง แยกประเภทที่แตกต่างกัน
- สีแดง Marriage Equality
- สีส้ม Sexual Activity Laws
- สีเหลือง Gender Identity Protections
- สีเขียว Anti-Discrimination Laws
- สีน้ำเงิน Civil Rights & Liberties
- สีม่วง Social Media Sentiment (แบบ Real Time ว่าประเทศนั้น ๆ Pos or Neg)
ลองยกตัวอย่างกับ สีน้ำเงินละกันครับ Civil Rights & Liberties สามารถมีหมวดย่อยให้ดู Data ได้
- Age of Consent rights are equal
- Military service rights are equal
- Blood donation rights are equal
- Adoption rights are equal
- Conversion therapy is banned
เค้าเริ่มแคมเปญจากการซื้อแอด Facebook กว่า 100 แคมเปญ ทั้งหมด 46 ภาษา จาก 155 ประเทศ… บ้าพลังโคตร ๆ 3X Gold 4X Silver 6X Bronze จากรางวัล Cannes เป็นประกันครับ
2019 – FELGBT / ELDIARIO.ES “Hidden Flag”
หนึ่งในแคมเปญ Pride ที่โคตรฉลาด และโคตรกล้าหาญ เรื่องมันเริ่มจากปี 2013 รัฐบาลรัสเซียได้ออกกฎหมายระดับชาติที่เอาผิดกับการส่งเสริมหรือเผยแพร่เนื้อหาที่สนับสนุนความสัมพันธ์แบบ “ไม่ดั้งเดิม” แก่เยาวชน
กฎหมายนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการปิดกั้นสิทธิและวัฒนธรรมของชุมชน LGBTQIAN+ สื่ออิสระจากสเปนอย่าง El Diario และองค์กร FELGTB (สมาพันธ์เลสเบี้ยน เกย์ คนข้ามเพศ และไบเซ็กชวลแห่งสเปน) ที่ตระหนักถึงสถานการณ์นี้ จึงต้องการประท้วงต่อความเกลียดกลัวเพศทางเลือกในรัสเซีย
องค์กร El Diario และ FELGTB เลยร่วมกันสร้างโปรเจกต์ “Hidden Flag “ เป็นการประท้วงที่ โคตรกล้าโคตรบ้า ไม่บ้าจริง ๆ ทำไม่ได้… โคตรท้าทายกฎหมายอันเข้มงวดของรัสเซีย
ในปี 2019 ฟุตบอลโลกจัดขึ้นที่ประเทศรัสเซีย… นักเคลื่อนไหวทั้ง 6 คน จาก 6 ประเทศ ใช้ไอเดียคนสวมเสื้อฟุตบอลเรียงสีเสื้อเหมือนเป็นธง Rainbow 1 ธง แล้วไปบอมบ์ถ่ายภาพหน้าสถานที่ต่าง ๆ ในรัสเซีย
เรียกว่าเป็นการประท้วงเชิง Photogenic ที่โคตรเฉียบ นึกออกไหมฮะ คนยืนถือธง Rainbow โดนตำรวจจับ โดนด่า แต่แฟนบอลใส่เสื้อบอลหกสี เดินมาด้วยกัน ไม่มีใครรู้ จนกระทั้งเมื่อทั้ง 6 คนกลับบ้านนั้นแหละ แล้วพวกเค้าก็โพสต์ภาพการ Photo Bomb ครั้งนี้ให้โลกเห็น! ผมเดาว่าเค้าคงไม่ได้กลับไปรัสเซียแล้วล่ะ
But Who’s care? เพราะพวกเค้ากลายเป็นไวรัลกว่า 63 ประเทศ 15 million Dollars in Earned media #HiddenFlag กลายเป็นประเด็นดังในช่วงบอลโลก นี่คือเคสการประท้วง ที่ฉลาด ไม่เข้าประทะ แต่มีชั้นเชิงมาก ๆ รับไปเลย 1X Gold 2X Silver จากเวที Cannes ครับ
2021 – Master Card “True Name”
บัตรมาสเตอร์การ์ด เค้าสนับสนุนชาว LGBTQIAN+ มานับศตวรรษด้วยแพลตฟอร์มที่ชื่อว่า “Acceptance Matters” นะครับ เค้าไปเจอปัญหานึง ซึ่งมาจากครีเอทีฟที่ทำแคมเปญนี้นี่แหละ
เจ้าครีเอทีฟคนนี้ เค้าไปซื้อของ แล้วพนักงานก็เรียกชื่อเค้าตามชื่อหน้าบัตรครับ ฟังดูปกติถูกมั้ยครับ เพียงแต่ว่าครีเอทีฟคนนั้นเค้าเป็นทรานส์และเปลี่ยนชื่อไปแล้ว
แต่ใช่ครับ หน้าบัตรยังคงเป็นชื่อเดิม ตัวอย่างง่าย ๆ สมมติมีเพื่อนชื่อซินดี้ไปซื้อรองเท้า แล้วพนักงานถามว่า คุณสมชายใช่ไหมครับ? อะไรแบบนั้นน่ะครับ ครีเอทีฟคนนั้นเลยถามหัวหน้าว่า เราแก้ปัญหานี้ยังไงได้บ้าง?
ทำความเข้าใจพอสังเขปกับบัตร Mastercard ก่อน พวกเค้าไม่ใช่ธนาคารนะครับ เค้าคือคนออกแบบระบบ ส่วนเรื่องความสัมพันธ์กับผู้ถือบัตรเอง หรือวงเงินเครดิต ทั้งหมดเป็นเรื่องของธนาคารล้วน ๆ
ขุดไปคุยมา พวกเค้าเลยเจอว่า มีบางอย่างในระบบบัตรเครดิตที่มัน “ผิดพลาด” สำหรับคนจำนวนมาก และมันเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าที่ Mastercard จะลงมือแก้เองคนเดียวได้ พวกเค้าก็เลยคุยกับธนาคารที่เป็นพาร์ทเนอร์ และโน้มน้าวให้แก้ปัญหาร่วมกัน
ไอเดียของพวกเค้าคือ “True Name” บัตรเครดิตใบแรกที่คุณสามารถเลือกชื่อของคุณได้ แคมเปญนี้เปิดตัวที่งาน World Pride ที่นิวยอร์ก แต่เชื่อไหมครับ ตอนเปิดตัวนี่ ยังไม่มีธนาคารใด ๆ เห็นด้วย และกล้าทำสิ่งนี้ไปกับ Mastercard เลยแบบเลย
แล้วจะรีบเปิดตัวไปทำไมล่ะ ถ้ามันใช้ไม่ได้ ?
คำตอบ เพราะพวกเค้าอยากให้ธนาคารรู้ว่า มันทำได้ ถ้าจับมือกัน จนสุดท้าย เค้าได้ BMO Harris Bank, Superbia Credit Union, Citibank และ Bunq มาเป็นพาร์ทเนอร์ รวมไปถึงเตรียมเปิดตัวในตลาดอื่น ๆ ทั่วโลกอีกด้วย ได้ใจชาว LGBTQIAN+ (ถ้าเป็นไอ้บอส ก้อปปี้ทีมผมจะพูดว่า มันโดนเส้นชาวแอลจีบีทีครับ)1X Grandprix 2X Gold 3X Silver 3X Bronze จาก Cannes Lions
2022 – Pantene “#PrideHair”
70% ของชาว LGBTQIAN+ ไม่กล้าบอกว่าตัวเองเพศอะไรเวลาสมัครงาน…เพราะกลัวไม่ได้งาน คนทั่วไป ไปสมัครงาน เค้าไปเพื่อหางานในฝัน แต่ในขณะที่ชาว LGBTQIAN+ ไป เพื่อซ่อนความเป็นตัวเอง Tension ชัดมากเลยนะครับ
แพนทีนเลยสร้างแคมเปญ #PrideHair ทำหนังเรื่องการสัมภาษณ์งาน 2 เรื่อง จาก 2 Transgender “Male or Female, which should I do my job-hunting as?”
เค้าทั้งคู่เล่าประสบการณ์ที่เคยสัมภาษณ์งานมา ว่ามันยากขนาดไหน และใส่คำถามให้คนดูไปว่า เค้าควรเป็นตัวเอง หรือซ่อนตัวเองไว้ข้างใน? ในช่วงเวลาที่ Creative Data กำลัง Bloom พวกเค้าย้อนแย้ง ด้วย Personal Stories
หลังจากที่หนังสองเรื่องออนแอร์ ก็กลายเป็นประเด็นในสังคมญี่ปุ่นอย่างจริงจัง แพนทีนก็ไม่หยุดอยู่แค่หนัง หรือ OOH พวกเค้าทำโปรเจกต์ #PrideHairSalon แคมเปญที่อยากเพิ่มร้านทำผมสำหรับชาว LGBT จนได้มา 1,000 ภาคี ตัวหนัง 2 เรื่อง ได้ยอดวิว 20 กว่าล้าน ภายใน 1 อาทิตย์หนังจากออนแอร์
- 95% Positive sentiment
- 1.3 billion media impressions
- 300M Engagement
งานนี้คือกรังปรีของงาน Spike Asia รวมไปถึง 1X Gold อีกด้วย เรียกว่าเป็นการเอาแบรนด์ไปอยู่ใน Area ที่ถูกต้อง แก้ถูกปัญหาด้วยนะครับแถมนิดนึง ผมชอบวิธีการแก้ปัญหาของเค้ามาก ๆ นะ ที่เค้าไม่ได้พูดว่า แพนทีนเชื่อว่า เราต้องแก้ปัญหาแบบหนึ่ง สอง สาม แต่ให้ทำแคมเปญให้สังคม ต้องอยากมาพูดสิ่งนี้ มาช่วยกันแก้ปัญหาสิ่งนี้
มันยังมีแคมเปญที่ดีอีกมากมายเลยนะครับ ไม่ว่าจะ Mercado Livre “Feed Parade” “Files of Freedom” Mondelez “Proud Parent” หรือ Spotify “PrideCode” แต่ทั้ง 9 แคมเปญที่ผมรวมรวมมา มันเห็นวิธีที่แบรนด์ต่าง ๆ Associated ตัวเองกับ LGBTQIAN+ Community
วิธีการเลือกข้าง วิธีการชนะใจ ใครที่กำลังคิดอยู่ว่า Pride Month นี้จะทำแคมเปญอะไร หวังว่าคอนเทนท์นี้จะช่วยเปิดโลกของวิธีคิดงานนะครับ
รอดูแคมเปญดี ๆ จากทุก ๆ คนนะ