โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Claw Back แหล่งเงินใหม่ลดค่าไฟ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 11 พ.ค. 2568 เวลา 05.14 น. • เผยแพร่ 11 พ.ค. 2568 เวลา 10.00 น.

บทบรรณาธิการ

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติในวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา ให้ “ปรับลด” อัตราค่าไฟฟ้างวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2568 ให้เหลือ 3.98 บาท/หน่วย จากมติ กกพ.ในเดือนมีนาคม ที่มี “การตรึง” ค่าไฟฟ้าไว้ที่ 4.15 บาท/หน่วย โดยการปรับลดค่าไฟฟ้าลงครั้งนี้เป็นไปตามมติ ครม. เรื่องมาตรการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่ประชาชนตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่สั่งให้ปรับลดค่าไฟฟ้า (รอบเดือน พ.ค.-ส.ค. 2568) ลงเหลือไม่เกินอัตราหน่วยละ 3.99 บาทตามที่กระทรวงพลังงานเป็นผู้เสนอ

ทว่าข้อเท็จจริงในการคำนวณสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (Ft) ในเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2568 แม้แนวโน้มต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าจะลดลงเล็กน้อยจากการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ (ตปท.) และการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน ขณะที่ก๊าซ LNG ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในการผลิตไฟฟ้าของประเทศจะมีราคา Spot LNG เพิ่มขึ้นไม่มากก็ตาม แต่ค่า Ft ยังมีความจำเป็นที่จะต้องปรับขึ้นจาก ภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าค้างสะสม (ค่า AF) ในอดีต จำนวน 71,740 ล้านบาท ที่จะต้องจ่ายคืนให้กับ กฟผ. ไม่ให้กระทบสภาพคล่องในปัจจุบัน ส่งผลให้ค่า Ft ที่จะเรียกเก็บงวดเดือน พ.ค.-ส.ค. จากการคำนวณเท่ากับ 36.72 สตางค์/หน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของผู้ใช้ไฟทั่วประเทศอยู่ที่ 4.15 บาท/หน่วย หรือเท่ากับมติ ครม.ครั้งเดือน มี.ค. ที่ให้ตรึงค่าไฟฟ้าไว้ที่ 4.15 บาท/หน่วย พอดี

แต่เนื่องจากรัฐบาลเห็นว่า การตรึงค่าไฟฟ้าไว้ที่ 4.15 บาท/หน่วยนั้น ยังเป็นภาระต่อประชาชน และอยากให้มีการลดค่าไฟฟ้าลงอีกโดยอ้างนโยบายเร่งด่วน ส่งผลให้ กกพ.ต้องกลับไปคิดหาวิธีที่จะลดค่าไฟฟ้าลงอีก ซึ่ง “สวนทาง” กับข้อเท็จจริงในการคำนวณสูตรการปรับค่า Ft ครั้งล่าสุด ที่ให้ตรึงค่า Ft ไว้ที่ 36.72 สตางค์/หน่วย แล้วให้ กฟผ.บริหารต้นทุนค่าเชื้อเพลิงที่เกิดขึ้นจริงแทนประชาชน จำนวน 57,150 ล้านบาท และรัฐวิสาหกิจที่ประกอบกิจการก๊าซธรมชาติต้องบริหารส่วนต่างราคาก๊าซที่เกิดขึ้นจริง อีก 15,084 ล้านบาท

ดังนั้น กกพ.จึงมีความจำเป็นที่จะต้องหาเงินจากส่วนอื่นเข้ามาลดค่าไฟฟ้าลง โดยได้จาก เงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน หรือ “Claw Back” ของ 3 การไฟฟ้าที่เกิดจากการลงทุนที่ไม่เป็นไปตามแผน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 20,000 ล้านบาท ได้นำมาใช้ลดค่าไฟฟ้าไปก่อน 12,200 ล้านบาท ทำให้สามารถลดค่าไฟฟ้าลงได้ 17 สตางค์/หน่วย (4.15-4.17 = 3.98 บาท/หน่วย) โดยมีข้อน่าสังเกตว่า การนำเงิน Claw Back มาใช้ลดค่าไฟฟ้านั้น ตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน มาตรา 34(2) กำหนดไว้ว่า ให้นำมาใช้ในช่วง “วิกฤต” แต่ครั้งนี้เป็นการลดค่าไฟฟ้าตามคำสั่งรัฐบาลตามนโยบายเร่งด่วน

จนกลายเป็นความกังวลจากการปรับลดค่าไฟฟ้าที่ไม่สะท้อนกับข้อเท็จจริง ในการคำนวณค่า Ft ที่ว่า เงิน Claw Back จะกลายเป็น “แหล่งเงินใหม่” ที่รัฐบาลจะนำมาลดค่าไฟฟ้าในงวดการคำนวณค่า Ft ถัด ๆ ไป ขณะที่การคำนวณ “ต้นทุน” โครงสร้างค่าไฟฟ้าทั้งราคาก๊าซ การแปรสภาพก๊าซ ค่าความพร้อมจ่าย (AP) ที่สามารถลดค่าไฟฟ้าลงได้ กลับไม่ได้ถูกแตะต้องเลย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Claw Back แหล่งเงินใหม่ลดค่าไฟ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...