โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โลกร้อนทำให้เกิดฟ้าผ่าบ่อยขึ้น เพิ่มไฟป่า-คนตาย เสียหายหลายล้าน

SpringNews

อัพเดต 10 พ.ค. 2568 เวลา 01.35 น. • เผยแพร่ 09 พ.ค. 2568 เวลา 16.23 น.

สายฟ้าฟาด เป็นเหมือนปรากฎการณ์กล่องสุ่ม ที่คาดเดาไม่ค่อยได้เลยว่าจะผ่าฟาดลงไปที่ใด แต่ความรุนแรงของมันนั้น ทำให้สิ่งมีชีวิตตายมาหลายครั้งหลายคราแล้ว แม้ว่าฟ้าผ่าจะเป็นปรากฎการณ์คู่หูที่มาพร้อมกับสายฝนกระหน่ำ ซึ่งเป็นเรื่องปกติในวันฝนตก แต่เชื่อไหมว่า ปัจจุบัน ปรากฎการณ์ฟ้าผ่ากำลังรุนแรงมากยิ่งขึ้น และเกิดถี่ขึ้น อันเป็นผลพวงมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว หรือ ภาวะโลกร้อน

ปีนี้เป็นปีที่หลายประเทศทั่วโลก เริ่มเข้าสู่ปรากฎการณ์ลานีญา (มีฝนตกฉุกและความหนาวเย็น) ก็จะส่งผลให้หลายพื้นที่เผชิญหน้ากับฝนฟ้าคะนอง ฟ้าร้อง ฟ้าผ่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะประเทศไทยที่ได้เข้าสู่ฤดูฝนเต็มรูปแบบแล้ว

ทำไม โลกร้อนขึ้น ฟ้าจะผ่าบ่อยขึ้น?

อาจารย์สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อม ได้โพสต์ข้อมูลน่าสนใจ ว่าทำไมโลกร้อน จึงทำให้เกิดฟ้าผ่าบ่อยขึ้น โดยอาจารย์ได้อธิบายว่า

เมื่อโลกร้อนขึ้น ทำให้มีความชื้นในอากาศฤดูร้อนเพิ่มขึ้น เกิดเมฆคิวมูโลนิมบัส ก่อตัวขึ้นบนท้องฟ้ามากขึ้น ซึ่งกลุ่มเมฆเหล่านี้เป็นสาเหตุของฝนฟ้าคะนองและเกิดฟ้าร้อง ฟ้าแลบ ฟ้าผ่า

ตัวอย่างเคส ฟ้าผ่าบ่อยขึ้นเพราะโลกร้อน

ข้อมูลจาก Carbon Brief เผยว่า ในแต่ละปี จะมีฟ้าผ่าในสหรัฐอเมริกาประมาณ 25 ล้านครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบรายและสร้างความเสียหายจากไฟไหม้เป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ซึ่งจากการศึกษาวิจัยพบว่า จำนวนฟ้าผ่าอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 50% ภายในศตวรรษที่ 21 นี้ หากโลกยังร้อนขึ้นเรื่อย ๆ แบบนี้

งานวิจัยหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science แสดงให้เห็นว่า ฟ้าผ่าในสหรัฐอเมริกาจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 สำหรับทุก ๆ องศาของอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น หากยังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับปัจจุบัน

ดังนั้น หากอุณหภูมิสูงขึ้น 2 องศาเซลเซียส ฟ้าจะผ่าเพิ่มขึ้นเกือบ 1 ใน 4 และถ้าอุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 4 องศาเซลเซียส หรือก็คือเพิ่มอีกครึ่งหนึ่ง ก็หมายความว่าฟ้าจะผ่าเพิ่มมากขึ้นมากกว่า 10 ล้านครั้งต่อปี

คนอินเดียเสี่ยงสุด เพราะเกษตรกรต้องเลี้ยงวัวกลางแจ้ง

รายงานหนึ่งจาก The Economic Times เผยว่า ภาวะโลกร้อนที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้มีพายุฝนฟ้าคะนองเพิ่มมากขึ้น และก็ทำให้เกิดฟ้าผ่าบ่อยขึ้น โดยยกตัวอย่างข่าวในประเทศอินเดีย ที่มีคนเสียชีวิตจากการถูกฟ้าผ่าอย่างน้อย 43 รายในรัฐอุตตรประเทศ และอีก 21 รายในรัฐหิพาร ในเดือนกรกฎาคม ปี 2024

ในอินเดีย คนเสียชีวิตจากฟ้าผ่าส่วนใหญ่มักเป็นเกษตรกร ที่อยู่ระหว่างปลูกข้าวในทุ่งนา เลี้ยงวัว หรือไม่ก็ไปหลบฝนใต้ต้นไม้ โดยตามรายงานของสถาบันอุตุนิยมวิทยาเขตร้อนของอินเดีย ระบุว่า เหตุการณ์ฟ้าผ่าในอินเดียเพิ่มขึ้น 30-40% ระหว่างปี 1995-2014

Cr.Reuters

และรายงานอาชญากรรมในอินเดียประจำปี 2022 ของสำนักงานบันทึกอาชญากรรมแห่งชาติ (NCRB) ระบุว่า ฟ้าผ่าเป็นสาเหตุการเสียชีวิต 2,887 รายจากทั้ง 8,060 รายที่เกิดจากพลังธรรมชาติ จนบางรัฐถึงกลับออกมาเรียกร้องให้ทางการประกาศว่าฟ้าผ่าเป็นภัยธรรมชาติ และครอบครัวผู้เสียชีวิตควรได้รับสิทธิ์ค่าชดเชยจากกองทุนภัยพิบัติของรัฐ

ยังพิสูจน์ไม่ได้ชัดมาก ว่าโลกร้อน ทำให้เกิดฟ้าผ่าถี่ขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักวิทย์ยอมรับว่า เป็นเรื่องยากที่จะคำนวนและคาดการณ์ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบอย่างไรต่อเหตุการณ์ฟ้าผ่าในปัจจุบัน เนื่องจากแบบจำลองสภาพอากาศไม่สามารถจำลองฟ้าผ่าได้โดยตรง และยังไม่มีข้อมูลระยะยาวมากพอที่จะยืนยันการเพิ่มขึ้นของเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ก็สามารถสรุปได้ว่า โลกร้อนเป็นหนึ่งกิจกรรมที่นำพาความร้อนเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองมากขึ้น จึงเกิดฟ้าผ่าบ่อยขึ้นด้วยนั่นเอง

วิธีเอาตัวรอดจากฟ้าผ่า

หากมีเมฆฝนคะนองอยู่เหนือศรีษะแล้วเส้นขนบนผิวหนังลุกขึ้น หรือเส้นผมบนศรีษะลุกตั้ง แสดงว่ากำลังเสี่ยงต่อการถูกฟ้าผ่า หรือหากเกิดฝนฟ้าคะนองใกล้ตัวระยะ 16 กิโลเมตร และได้ยินเสียงฟ้าร้องหลังจากฟ้าแลบน้อยกว่า 30 วินาที แสดงว่าอยู่ใกล้เขตเสี่ยงต่อฟ้าผ่า

  • หากอยู่ในอาคารสูง อาคารสูงนั้นต้องติดตั้งสายล่อฟ้าไว้บนยอดอาคาร และเดินสายกราวด์ไปยังพื้นดินเพื่อเหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้าจากอาคารให้ผ่านลงสู่ผิวดิน โดยไม่สร้างความเสียหายแก่ตัวอาคาร
  • หากอยู่ในที่โล่งแจ้ง ให้หาที่หลบที่ปลอดภัย เช่น อาคารขนาดใหญ่ แต่อย่าอยู่ใกล้ผนังอาคาร ประตูและหน้าต่าง
  • หากขับรถอยู่ ให้จอดข้างทางห่างจากต้นไม้ใหญ่และหลบอยู่ภายในรถที่ปิดกระจกมิดชิด แต่ห้ามสัมผัสกับตัวถังรถโดยเด็ดขาด
  • ในกรณีหาที่หลบฝนที่มีฟ้าแลบฟ้าร้องไม่ได้ ให้ใช้วิธีหมอบนั่งยอง ๆ ซุกศรีษะ ระวังขา ลดการสัมผัสพื้นให้น้อยที่สุด แต่อย่านอนหมอบกับพื้น เพราะกระแสไฟ อาจวิ่งตามพื้น
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสสายไฟและโลหะทุกชนิด เพราะเป็นตัวนำไฟฟ้า รวมถึงน้ำด้วย เพราะน้ำเป็นตัวนำไฟฟ้าเช่นกัน
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...