โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ยืดห้ามตั้งโรงงานเหล็กไปอีก 5 ปี จี้ “พาณิชย์” ต้องใช้ยาแรงตอบโต้ทุ่มตลาด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 16 ม.ค. 2568 เวลา 02.54 น. • เผยแพร่ 16 ม.ค. 2568 เวลา 02.54 น.

“เอกนัฏ” เซ็นประกาศขยายคำสั่งห้ามตั้งโรงงานเหล็กเส้นอีก 5 ปี ย้ำต้องปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ ด้านกลุ่มเหล็ก ส.อ.ท. คาดปี 2568 โตแค่ 3% กำลังผลิตร่วงจาก 18 ล้านตัน เหลือแค่ 6 ล้านตัน โดนจีนแย่งตลาด จี้พาณิชย์ต้องใช้ยาแรง งัดมาตรการ Safeguard 3 ปี ช่วยปกป้องอุตสาหกรรมไทย

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากการประเมินภาพรวมของอุตสาหกรรมเหล็กตลอดทั้งปี 2567 ที่ผ่านมา และแนวโน้มในปี 2568 ยังคงมีความน่าเป็นห่วง เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ถูกสินค้าจากจีนเข้ามาทุ่มตลาดอย่างหนัก จนส่งผลให้โรงงานเหล็กของไทย ไม่ว่าจะเป็นรายเล็กหรือรายใหญ่ต้องเผชิญกับภาวะการแข่งขันที่รุนแรง บางรายต้องปิดกิจการ ดังนั้น เพื่อรักษาอุตสาหกรรมภายในประเทศ ตนจึงมีคำสั่งให้ขยายห้ามตั้งโรงงานเหล็กเส้นออกไปอีก 5 ปี และจะทบทวนคำสั่งในทุก ๆ 5 ปี โดยจะต้องนำข้อมูลในภาวะปัจจุบันมาประกอบการพิจารณาเป็นหลัก ซึ่งหากพบว่าในปีนั้น ๆ ที่จะสิ้นสุดคำสั่งก็จะนำกลับมาพิจารณาใหม่

สำหรับประกาศ ห้ามตั้งหรือขยายโรงงานผลิตเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตหรือเหล็กแท่งเล็กสำหรับเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตทุกขนาดทุกท้องที่ในราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 เป็นเวลา 5 ปี มีผลอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 และสิ้นสุดในปี 2568 นี้

“ผมเตรียมเซ็นคำสั่งดังกล่าวแล้ว เพราะเราเห็นผลกระทบของอุตสาหกรรมเหล็กมาตลอด และกระทรวงอุตสาหกรรมเองประกาศเป็นนโยบายตั้งแต่วันที่เข้ามารับตำแหน่งว่าจะต้องปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ และต้องควบคุมสินค้าที่จะเข้ามากระทบกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ ด้วย”

นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และในฐานะประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก กล่าวว่า อุตสาหกรรมเหล็กปี 2568 คาดว่าความต้องการใช้เหล็กจะเติบโตอยู่ที่ประมาณ 3% หรือประมาณ 16.5 ล้านตัน จากที่เคยใช้ถึง 20 ล้านตัน แต่การเติบโตที่ 3% เป็นการโตแบบที่ต้องระมัดระวัง เพราะในปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศผลิตลดลงถึง 7% เพราะถูกจีนมาแย่ง ทำให้กำลังการผลิตจากที่เคยสูงถึง 18 ล้านตัน เหลือเพียง 6 ล้านตันเท่านั้น

เช่นเดียวกัน หากในปีนี้ไทยจะเสียอัตราการเติบโตไปให้จีนอีก การเติบโตที่ 3% จึงไม่มีประโยชน์ ดังนั้น นอกจากการป้องกันอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศด้วยการขยายการห้ามตั้งโรงงานเหล็กเส้น 5 ปีแล้ว รัฐบาลไทยจำเป็นต้องมีมาตรการที่เข้มข้นกว่านี้ ซึ่งจากการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่ผ่านมา ได้เรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์กล้าใช้มาตรการทางการค้าอื่น ๆ นอกเหนือจากมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Antidumping : AD) ที่ใช้อยู่แล้วในปัจจุบัน ควรใช้มาตรการที่เร็วและทันการณ์ คือ ใช้มาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard Measure : SG) หรือมาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Duty : CVD) ซึ่งเป็นมาตรการที่กระทรวงพาณิชย์ไม่เคยใช้ และควรที่จะกล้าใช้มากกว่า AD

อย่างไรก็ตาม การที่ ส.อ.ท.ได้เคยส่งสัญญาณเสนอแนวทางให้ทางกระทรวงพาณิชย์มาตลอด แต่ยังไม่ได้รับการแก้ปัญหาเท่าที่ควร เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์กังวลผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา เพราะมันมีจุดอ่อนมีบางประเทศที่ใช้มาตรการ SG นานเกิน 3 ปี ประเทศที่ถูกใช้จึงตอบโต้ เหมือนกับที่ไทยเคยใช้มาตรการเหล็กและประเทศตุรกีตอบโต้กับสินค้าแอร์ของไทย แต่หากรัฐเลือกใช้และระมัดระวังก็จะเป็นประโยชน์

“กกร.มีความกังวลต่อแนวโน้มการค้าโลกที่คาดว่าจะผันผวนจากนโยบายการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลักซึ่งอาจส่งผลให้มีการทะลักเข้ามาของสินค้าจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นภาครัฐจึงควรเร่งใช้มาตรการอื่นภายใต้ พ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. 2542 และ พ.ร.บ.มาตรการปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น พ.ศ. 2550 อาทิ มาตรการ CVD และมาตรการ SG เพื่อให้การปกป้องผู้ประกอบการในประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสถานการณ์ รวมทั้งควรพิจารณาปรับลดกรอบระยะเวลาการไต่สวน ลดขั้นตอนการปฏิบัติ และให้ความสำคัญกับบทบาทของภาครัฐในการทำหน้าที่ยื่นเสนอแทนภาคเอกชน เพื่อให้การป้องกันสินค้าทุ่มตลาดเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ภายใต้หลักการ Free & Fair ที่ส่งเสริมการค้าอย่างเสรีและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ยืดห้ามตั้งโรงงานเหล็กไปอีก 5 ปี จี้ “พาณิชย์” ต้องใช้ยาแรงตอบโต้ทุ่มตลาด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...