ยืดห้ามตั้งโรงงานเหล็กไปอีก 5 ปี จี้ “พาณิชย์” ต้องใช้ยาแรงตอบโต้ทุ่มตลาด
“เอกนัฏ” เซ็นประกาศขยายคำสั่งห้ามตั้งโรงงานเหล็กเส้นอีก 5 ปี ย้ำต้องปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ ด้านกลุ่มเหล็ก ส.อ.ท. คาดปี 2568 โตแค่ 3% กำลังผลิตร่วงจาก 18 ล้านตัน เหลือแค่ 6 ล้านตัน โดนจีนแย่งตลาด จี้พาณิชย์ต้องใช้ยาแรง งัดมาตรการ Safeguard 3 ปี ช่วยปกป้องอุตสาหกรรมไทย
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากการประเมินภาพรวมของอุตสาหกรรมเหล็กตลอดทั้งปี 2567 ที่ผ่านมา และแนวโน้มในปี 2568 ยังคงมีความน่าเป็นห่วง เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ถูกสินค้าจากจีนเข้ามาทุ่มตลาดอย่างหนัก จนส่งผลให้โรงงานเหล็กของไทย ไม่ว่าจะเป็นรายเล็กหรือรายใหญ่ต้องเผชิญกับภาวะการแข่งขันที่รุนแรง บางรายต้องปิดกิจการ ดังนั้น เพื่อรักษาอุตสาหกรรมภายในประเทศ ตนจึงมีคำสั่งให้ขยายห้ามตั้งโรงงานเหล็กเส้นออกไปอีก 5 ปี และจะทบทวนคำสั่งในทุก ๆ 5 ปี โดยจะต้องนำข้อมูลในภาวะปัจจุบันมาประกอบการพิจารณาเป็นหลัก ซึ่งหากพบว่าในปีนั้น ๆ ที่จะสิ้นสุดคำสั่งก็จะนำกลับมาพิจารณาใหม่
สำหรับประกาศ ห้ามตั้งหรือขยายโรงงานผลิตเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตหรือเหล็กแท่งเล็กสำหรับเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตทุกขนาดทุกท้องที่ในราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 เป็นเวลา 5 ปี มีผลอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 และสิ้นสุดในปี 2568 นี้
“ผมเตรียมเซ็นคำสั่งดังกล่าวแล้ว เพราะเราเห็นผลกระทบของอุตสาหกรรมเหล็กมาตลอด และกระทรวงอุตสาหกรรมเองประกาศเป็นนโยบายตั้งแต่วันที่เข้ามารับตำแหน่งว่าจะต้องปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ และต้องควบคุมสินค้าที่จะเข้ามากระทบกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ ด้วย”
นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และในฐานะประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก กล่าวว่า อุตสาหกรรมเหล็กปี 2568 คาดว่าความต้องการใช้เหล็กจะเติบโตอยู่ที่ประมาณ 3% หรือประมาณ 16.5 ล้านตัน จากที่เคยใช้ถึง 20 ล้านตัน แต่การเติบโตที่ 3% เป็นการโตแบบที่ต้องระมัดระวัง เพราะในปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศผลิตลดลงถึง 7% เพราะถูกจีนมาแย่ง ทำให้กำลังการผลิตจากที่เคยสูงถึง 18 ล้านตัน เหลือเพียง 6 ล้านตันเท่านั้น
เช่นเดียวกัน หากในปีนี้ไทยจะเสียอัตราการเติบโตไปให้จีนอีก การเติบโตที่ 3% จึงไม่มีประโยชน์ ดังนั้น นอกจากการป้องกันอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศด้วยการขยายการห้ามตั้งโรงงานเหล็กเส้น 5 ปีแล้ว รัฐบาลไทยจำเป็นต้องมีมาตรการที่เข้มข้นกว่านี้ ซึ่งจากการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่ผ่านมา ได้เรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์กล้าใช้มาตรการทางการค้าอื่น ๆ นอกเหนือจากมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Antidumping : AD) ที่ใช้อยู่แล้วในปัจจุบัน ควรใช้มาตรการที่เร็วและทันการณ์ คือ ใช้มาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard Measure : SG) หรือมาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Duty : CVD) ซึ่งเป็นมาตรการที่กระทรวงพาณิชย์ไม่เคยใช้ และควรที่จะกล้าใช้มากกว่า AD
อย่างไรก็ตาม การที่ ส.อ.ท.ได้เคยส่งสัญญาณเสนอแนวทางให้ทางกระทรวงพาณิชย์มาตลอด แต่ยังไม่ได้รับการแก้ปัญหาเท่าที่ควร เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์กังวลผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา เพราะมันมีจุดอ่อนมีบางประเทศที่ใช้มาตรการ SG นานเกิน 3 ปี ประเทศที่ถูกใช้จึงตอบโต้ เหมือนกับที่ไทยเคยใช้มาตรการเหล็กและประเทศตุรกีตอบโต้กับสินค้าแอร์ของไทย แต่หากรัฐเลือกใช้และระมัดระวังก็จะเป็นประโยชน์
“กกร.มีความกังวลต่อแนวโน้มการค้าโลกที่คาดว่าจะผันผวนจากนโยบายการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลักซึ่งอาจส่งผลให้มีการทะลักเข้ามาของสินค้าจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นภาครัฐจึงควรเร่งใช้มาตรการอื่นภายใต้ พ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. 2542 และ พ.ร.บ.มาตรการปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น พ.ศ. 2550 อาทิ มาตรการ CVD และมาตรการ SG เพื่อให้การปกป้องผู้ประกอบการในประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสถานการณ์ รวมทั้งควรพิจารณาปรับลดกรอบระยะเวลาการไต่สวน ลดขั้นตอนการปฏิบัติ และให้ความสำคัญกับบทบาทของภาครัฐในการทำหน้าที่ยื่นเสนอแทนภาคเอกชน เพื่อให้การป้องกันสินค้าทุ่มตลาดเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ภายใต้หลักการ Free & Fair ที่ส่งเสริมการค้าอย่างเสรีและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ยืดห้ามตั้งโรงงานเหล็กไปอีก 5 ปี จี้ “พาณิชย์” ต้องใช้ยาแรงตอบโต้ทุ่มตลาด
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net