โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที

Low-Code และ No-Code คืออะไร ? ต่างกันอย่างไร ? มาดูความแตกต่างของวิธีการทั้งสองกัน

Thaiware

อัพเดต 02 ก.พ. 2568 เวลา 03.00 น. • เผยแพร่ 02 ก.พ. 2568 เวลา 03.00 น. • Cocothedog
รู้จัก Low-code และ No-code เทคโนโลยีพัฒนาแอปที่กำลังได้รับความนิยม และศึกษาความแตกต่างของทั้งสองเทคโนโลยี

Low-Code และ No-Code คืออะไร ? ต่างกันอย่างไร ? มาดูความแตกต่างของวิธีการทั้งสองกัน

Low-Code และ No-Code เป็นเทคโนโลยีพัฒนาแอปพลิเคชันที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน ด้วยความสามารถในการลดเวลา และต้นทุนในการพัฒนาแอปพลิเคชัน ทั้งสองวิธีนี้เปิดโอกาสให้ไม่ว่าจะเป็นนักพัฒนามืออาชีพ หรือผู้ที่ไม่มีพื้นฐานด้านการเขียนโค้ดเลย ก็สามารถสร้างแอปพลิเคชันได้ง่ายขึ้นผ่านเครื่องมือที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน แต่คำถามสำคัญคือ Low-Code กับ No-Code ต่างกันอย่างไร ? และ เราควรเลือกใช้เทคโนโลยีไหนให้เหมาะกับความต้องการของเรา ?

การเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถเลือกวิธีการพัฒนาบริการ ที่ตอบโจทย์ได้มากที่สุด และบทความนี้จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ Low-Code และ No-Code ในเชิงลึก ไม่ว่าจะเป็นความหมาย และความแตกต่างของทั้งสอง เพื่อช่วยให้ทุกคนมองเห็นว่าทั้งสองเทคโนโลยีนี้สามารถช่วยให้การสร้างแอปพลิเคชันเป็นเรื่องง่ายได้อย่างไร

Low-Code และ No-Code คืออะไร ? ต่างกันอย่างไร ? มาดูความแตกต่างของวิธีการทั้งสองกัน

ภาพจาก : https://www.leapwork.com/blog/low-Code-vs-no-Code-automation

Low-Code คืออะไร ? (What is Low-Code ?)

Low-Code เป็นแนวทางการพัฒนาแอปพลิเคชันแบบรวดเร็ว หรือ Rapid Application Development (RAD) ที่เน้นการสร้างโค้ดอัตโนมัติผ่านเครื่องมือที่มี อินเทอร์เฟซแบบภาพ (GUI)ให้มนุษย์เข้าใจง่าย เช่น มีการลากวาง (Drag-and-Drop) และเมนูแบบดึงลง (Pull-Down Menu) ซึ่งช่วยลดการเขียนโค้ดด้วยมือในส่วนพื้นฐาน และเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งาน มุ่งพัฒนาในส่วนที่สร้างความแตกต่าง และเพิ่มมูลค่าให้กับแอปพลิเคชัน

Low-Code เป็นตัวเลือกที่อยู่กึ่งกลางระหว่างการเขียนโค้ดด้วยมือทั้งหมด และ No-Code โดยผู้ใช้งานยังสามารถเพิ่มโค้ดเฉพาะที่ต้องการลงไปเพื่อปรับแต่งแอปพลิเคชันได้ตามความเหมาะสมนั่นเอง

ตัวอย่างการใช้งาน Low-Code ก็ได้แก่

  • สร้างแพลตฟอร์มการจัดการกระบวนการธุรกิจ (Business Process Management)
  • การพัฒนาเว็บไซต์ และแอปพลิเคชันมือถือ
  • ผสานระบบกับ ปลั๊กอิน (Plug-In) และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI), การทำงานอัตโนมัติด้วยหุ่นยนต์ (RPA) เพื่อปรับปรุงแอปพลิเคชันรุ่นเก่าให้ทันสมัย

ตัวอย่างแพลตฟอร์ม Low-Code - OutSystems

OutSystems เป็นแพลตฟอร์ม Low-Code ที่เหมาะสำหรับการพัฒนาแอปพลิเคชันระดับองค์กรที่ซับซ้อน อย่างระบบบริหารจัดการลูกค้า หรือแอปพลิเคชันสำหรับใช้งานภายในองค์กร จุดเด่นของ OutSystems คือการรองรับการเชื่อมต่อกับระบบ Application Programming Interface (API) ภายนอก และระบบจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ พร้อมทั้งมีเครื่องมือปรับแต่งที่ช่วยให้นักพัฒนาสามารถเพิ่มความยืดหยุ่นด้วยการเขียนโค้ดบางส่วนเอง แพลตฟอร์มนี้เหมาะสำหรับทีม IT ที่มีพื้นฐานด้านการพัฒนา และต้องการลดเวลาในการพัฒนา

Low-Code และ No-Code คืออะไร ? ต่างกันอย่างไร ? มาดูความแตกต่างของวิธีการทั้งสองกัน

ภาพจาก : https://www.akveo.com/low-Code-no-Code-development-tools/outsystems

No-Code คืออะไร ? (What is No-Code ?)

มาในส่วนของ No-Code ก็เป็นอีกหนึ่งในแนวทาง RAD ที่พัฒนามาจาก Low-Code แต่จะไม่มีความจำเป็นต้องเขียนโค้ดใด ๆ เลย โดยอาศัยเครื่องมือที่เป็นภาพทั้งหมด ผู้ใช้สามารถสร้างแอปพลิเคชันได้เองอย่างรวดเร็ว แม้ไม่มีพื้นฐานด้านการเขียนโปรแกรมก็สามารถทำได้

ตัวอย่างการใช้งาน No-Code ก็ได้แก่

  • แอปพลิเคชันแบบ Self-Service สำหรับผู้ใช้ในองค์กร
  • แพลตฟอร์มบริหารจัดการข้อมูล และแดชบอร์ด อย่างง่าย
  • เครื่องมือวางแผน และจัดการ เช่น แอปปฏิทิน, ระบบบริหารพื้นที่อาคาร หรือเครื่องมือรายงาน BI

No-Code เหมาะสำหรับแอปพลิเคชันที่ต้องการสร้างอย่างรวดเร็ว, มีความซับซ้อนต่ำ และเน้นการใช้งานที่ตรงไปตรงมานั่นเอง

ตัวอย่างแพลตฟอร์ม No-Code - Airtable

Airtable เป็นแพลตฟอร์ม No-Code ที่ใช้งานง่าย และตอบโจทย์การจัดการข้อมูลในระดับทั่วไป มีอินเทอร์เฟซที่คล้ายกับ Excel แต่เพิ่มขีดความสามารถในการปรับแต่ง Workflow และสร้างระบบได้ง่าย ๆ ผ่านการลากวาง (Drag-and-Drop) จุดเด่นคือมีเทมเพลตสำเร็จรูปให้เลือกใช้หลากหลาย และสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องมืออื่น ๆ เช่น Google Calendar หรือ Slack จึงเหมาะสำหรับทีม หรือธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องการเครื่องมือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพอย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานการเขียนโค้ดแม้แต่น้อย

Low-Code และ No-Code คืออะไร ? ต่างกันอย่างไร ? มาดูความแตกต่างของวิธีการทั้งสองกัน

ภาพจาก : https://www.superchart.io/blog/airtable-interfaces

ความแตกต่างระหว่าง Low-Code และ No-Code (Low-Code vs. No-Code)

หัวใจของความแตกต่างระหว่าง Low-Code และ No-Code อยู่ที่ระดับความเข้าใจด้านการเขียนโค้ดที่เราต้องมีเพื่อใช้งาน

  • Low-Code : เหมาะสำหรับผู้ที่มีพื้นฐานความรู้เรื่องโค้ดในระดับเบื้องต้น อาจเคยเรียน หรือลองเขียนโค้ดมาบ้าง แม้แต่คนที่ศึกษาด้านการพัฒนาโปรแกรมเพียงไม่กี่เดือนก็สามารถใช้ได้อย่างเต็มศักยภาพ
  • No-Code : เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้ด้านการเขียนโค้ดเลย ไม่จำเป็นต้องเข้าใจเทคนิคใด ๆ

ทั้งสองแพลตฟอร์มมาพร้อมกับส่วนติดต่อแบบภาพ (Visual Interface) และส่วนประกอบสำเร็จรูปที่ช่วยลดความซับซ้อนของการพัฒนาโปรแกรม เทคโนโลยีเหล่านี้สามารถสร้างโค้ดอัตโนมัติ ทำให้การพัฒนาแอปพลิเคชันสะดวก, รวดเร็ว และปรับแต่งได้ง่าย โดยไม่ต้องใช้ทักษะการเขียนโค้ดในระดับสูง

Low-Code และ No-Code คืออะไร ? ต่างกันอย่างไร ? มาดูความแตกต่างของวิธีการทั้งสองกัน

ภาพจาก : https://viso.ai/computer-vision/low-Code-ai-for-computer-vision/

Low-Code สะดวกแต่ยังต้องรู้พื้นฐาน

ในการเริ่มต้นใช้งานเครื่องมือ Low-Code เราอาจต้องมีความรู้เล็กน้อยเกี่ยวกับเครื่องมือ เช่น Command-Line Interface (CLI) เพื่อเตรียมการใช้งาน หรือแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เราจะได้เลือกเทมเพลตที่เหมาะสมสำหรับการออกแบบงาน และอินเทอร์เฟซ แต่ก็ยังต้องมีทักษะด้านการเขียนโค้ดเพื่อปรับแต่ง หรือแก้ไขเมื่อเกิดข้อผิดพลาด

No-Code ใคร ๆ ก็สร้างแอปได้

ตรงกันข้าม No-Code ช่วยให้ผู้ใช้งานสร้างแอปพลิเคชันได้โดยไม่ต้องพึ่งความรู้ด้านการเขียนโค้ดเลย เราเพียงเลือกส่วนประกอบที่มาแบบสำเร็จรูป และปรับแต่งผ่านอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย แต่ก็ต้องแลกด้วยความซับซ้อนของฟังก์ชั่นใช้งานที่ลดลง

Low-Code และ No-Code คืออะไร ? ต่างกันอย่างไร ? มาดูความแตกต่างของวิธีการทั้งสองกัน

ภาพจาก : https://www.getclockwise.com/blog/team-management-apps

ความเหมือน และประโยชน์ของ Low-Code และ No-Code (Low-Code and No-Code Similarities and Benefits)

Low-Code และ No-Code มีเป้าหมายร่วมกัน คือการลดความซับซ้อนของการเขียนโค้ดด้วยการใช้เครื่องมือแบบภาพ (Visual Interfaces) และเทมเพลตที่ถูกตั้งค่าไว้ล่วงหน้า แพลตฟอร์มทั้งสองมักให้บริการบนคลาวด์ในรูปแบบของ Platform as a Service (PaaS) และใช้การออกแบบที่เน้นการทำงานแบบ Workflow เพื่อกำหนดลำดับการทำงานของข้อมูล

เราลองมาดูประโยชน์หลัก ๆ ของ Low-Code และ No-Code กัน

1. กระจายโอกาสทางเทคโนโลยี (Democratization of Technology)

Low-Code และ No-Code ถูกออกแบบมาเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ทุกระดับสามารถสร้างแอปพลิเคชันได้ด้วยตนเอง ลดการพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่หายาก มีค่าใช้จ่ายสูง

Low-Code และ No-Code คืออะไร ? ต่างกันอย่างไร ? มาดูความแตกต่างของวิธีการทั้งสองกัน

ภาพจาก : https://www.linkedin.com/pulse/Code-low-tools-changing-app-development-landscape-karl-graf-stdgc

2. เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity Enablers)

ด้วยการพัฒนาที่รวดเร็วขึ้น Low-Code และ No-Code สามารถลดระยะเวลาของโครงการจากเดือนเหลือเพียงไม่กี่วัน ช่วยลดปัญหาความล่าช้าของงาน IT และทำให้การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เกิดขึ้นเร็วขึ้น

3. รับฟังความคิดเห็นจากลูกค้าได้ไว และมีความเสี่ยงต่ำ (Quick Customer Feedback at Less Risk)

ก่อนที่จะลงทุนทรัพยากรมหาศาลในโครงการ Low-Code และ No-Code ช่วยให้ผู้พัฒนาสร้างต้นแบบ (Prototype) อย่างง่ายเพื่อแสดงให้ลูกค้าเห็น และรับฟังความคิดเห็นได้เร็วขึ้น ลดความเสี่ยงค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้น

4. ปรับแต่งแอปพลิเคชันได้ตามความต้องการ (More Build Than Buy)

แทนที่จะซื้อซอฟต์แวร์สำเร็จรูปที่มีราคาแพง และอาจไม่ตอบโจทย์ 100% Low-Code และ No-Code ส่งเสริมการพัฒนาแอปพลิเคชันภายในองค์กรที่ปรับแต่งได้เต็มที่ ตอบโจทย์ปัญหา "จะซื้อ หรือสร้างเองดี ?"

5. ความสม่ำเสมอในโครงสร้างสถาปัตยกรรม (Architectural Consistency)

การใช้แพลตฟอร์มรวมศูนย์สำหรับฟีเจอร์สำคัญ เช่น การบันทึกล็อก (Logging) และการตรวจสอบ (Audit) ทำให้การออกแบบ และตัวโค้ดมีความสม่ำเสมอ ลดเวลาที่ต้องเสียไปกับการเรียนรู้โครงสร้าง และช่วยให้การแก้ปัญหาทำได้ง่ายขึ้น

6. ประหยัดค่าใช้จ่าย (Cost-Effectiveness)

ด้วยทีมพัฒนาที่เล็กลง ใช้ทรัพยากรน้อยลง และต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ลดลง Low-Code และ No-Code เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ากว่าการพัฒนาโปรแกรมด้วยโค้ดทั้งหมดตั้งแต่ต้น

6. เชื่อมโยงธุรกิจกับ IT ได้ใกล้ชิดขึ้น (Collaboration Between Business and IT)

การพัฒนาซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิมมักจะเกิดความขัดแย้งระหว่างทีมธุรกิจกับ IT แต่ด้วย Low-Code และ No-Code ผู้ใช้งานที่ไม่ใช่สายเทคนิคสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาได้โดยตรง ช่วยสร้างความเข้าใจ และสมดุลระหว่างสองโลกที่ดูเหมือนจะแตกต่างกัน

บทสรุป : ควรเลือกใช้ Low-Code หรือ No-Code เมื่อใด ? (Conclusion : When to Use Low-Code ? and When to Use No-Code ?)

Low-Code และ No-Code ต่างเป็นตัวช่วยสำคัญในการพัฒนาแอปพลิเคชันยุคใหม่ ด้วยความสามารถในการลดต้นทุน และเวลาในการพัฒนา ทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตขยายตัวได้เร็วขึ้น ในการสำรวจตลาดจากเว็บไซต์ Zapier พบว่า 90% ของผู้ใช้งาน No-Code เชื่อว่าบริษัทของพวกเขาเติบโตเร็วขึ้น เนื่องจากการนำ No-Code มาใช้งาน ในสำหรับโครงการที่ต้องการความซับซ้อนสูง ผสานระบบเข้ากับแพลตฟอร์มอื่น ๆ จัดการข้อมูลสำคัญ หรือสร้างระบบที่รองรับการขยายตัวในอนาคต Low-Code ก็จะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม เพราะช่วยให้นักพัฒนาสามารถปรับแต่ง และพัฒนาวิธีการที่ตอบโจทย์ได้อย่างละเอียด

ในขณะที่ No-Code เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการความรวดเร็วในการพัฒนา เช่นสร้างแอปพลิเคชันเพื่อการใช้งานภายในองค์กรที่ไม่ซับซ้อน โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาทักษะการเขียนโค้ดใด ๆ ทั้งนี้ แม้ Low-Code และ No-Code จะไม่ได้เข้ามาแทนที่นักพัฒนา แบบมืออาชีพ หรือวิธีการเขียนโค้ดแบบดั้งเดิม แต่แพลตฟอร์มเหล่านี้ช่วยเปิดโอกาสให้ธุรกิจสามารถสร้างสรรค์ และปรับตัวได้ในทุกระดับระดับ ทำให้มันกลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับอนาคตของธุรกิจเลย

➤ Website : https://www.thaiware.com
➤ Facebook : https://www.facebook.com/thaiware
➤ Twitter : https://www.twitter.com/thaiware
➤ YouTube : https://www.youtube.com/thaiwaretv

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...