โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ย้อนฝัน วันวาน 1976

นิยาย Dek-D

อัพเดต 23 ก.พ. 2568 เวลา 06.16 น. • เผยแพร่ 07 ก.ค. 2567 เวลา 09.25 น. • Bowling jiejie
กลับมาครั้งนี้ ฉันต้องไม่ใช่เหยื่ออีกต่อไป!!

ข้อมูลเบื้องต้น

ย้อนฝัน วันวาน 1976

เรื่องนี้จะพูดถึงชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ ฉู่หราน ที่ย้อนเวลากลับมาเมื่อตอนที่ตัวเองอายุ 18 ปี ชื่อเรื่องอาจจะดูใสๆ แต่ต้องขอบอกเลยว่าไม่ใสตามชื่ออย่างแน่นอน เกียมตัวด่าเอาไว้ให้ดี อิอิ

นางเอกของเรื่องจะกลับมาแก้แค้น พ่อเลี้ยงที่เอาเปรียบเธอกับพี่ชายทุกอย่าง แม่ที่ไม่เห็นเธอกับพี่ชายเป็นลูก เห็นเป็นเพียงตัวผลิตเงินเท่านั้น

ไหนจะผู้หญิงที่ทำให้พี่ชายต้องฆ่าตัวตาย เพราะเลือกคู่ชีวิตผิด สุดท้ายชีวิตของผู้ชายซื่อๆคนหนึ่งต้องจบลงเพียงเพราะผู้หญิงหนีตามชู้ ในเมื่อสวรรค์ให้โอกาสคนโง่ได้กลับมาอีกครั้ง เธอจะไม่มีวันให้พวกเขาสมหวังอย่างแน่นอน

เกริ่นแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน เพราะยังมีเรื่องราวอีกมากมายให้ทุกคนติดตาม ฝากทุกคนเป็นกำลังใจให้ไรท์ แล้วก็อย่าลืมกดติดตามเรื่องใหม่ของไรท์เอาไว้ด้วยนะคะ

เรื่องนี้ไรท์ใส่ความร้ายของแม่ลงไปขั้นสุด อย่าถามถึงความเป็นแม่จากผู้หญิงคนนี้ เพราะทุกคนจะไม่ได้เห็นอย่างแน่นอน คำเตือน เนื้อหาและสถานการณ์ต่างๆ เป็นเพียงจินตนาการของผู้แต่ง ไม่สามารถเปรียบเทียบกับอื่นๆได้ โปรดใช้วิจารญาณในการอ่าน

ปล. เนื้อหาของแต่ละตอนจะมาความยาวอยู่ที่ 5.7 K ตัวอักษร หรือ 1500 คำโดยประมาณ ถ้าเกินมาคือแถมค่ะ อิอิ

รักนะจุ๊บๆ

กลับมา 18 อีกครั้ง

ในโลกนี้จะมีสักกี่คนที่จะเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ ใครจะไปคิดว่าคนที่เต็มไปด้วยแรงแค้น สวรรค์จะเมตตาให้กลับมาแก้ไขอดีตที่เคยถูกรังแก

“ตื่นได้แล้ว จะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงเมื่อไหร่ ทำไมถึงไม่ลุกมาช่วยทำงานบ้าน”

เสียงตะโกนด่า พร้อมทั้งไม้กวาดที่กำลังกระทุ้งพื้น เพื่อปลุกคนที่นอนอยู่บนชั้นสองของบ้านให้ลุกขึ้นตื่นในเช้าวันหยุดในเดือนกุมภาพันธ์ 1976

“พี่ แม่เรียกไม่ได้ยินหรือไง หนวกหูชะมัด คนจะนอน!”

“อือ” คิ้วเรียวเริ่มขยับ แม้ว่าสองหูจะได้ยินเสียงเรียก หรือแม้กระทั่งแรงสะกิดจากเท้าของคนที่นอนข้างๆ พ่วงด้วยเป็นน้องสาวต่างบิดา

ร่างบางอยากจะลุก ทว่ากลับไม่มีเรี่ยวแรงเพราะถูกพิษไข้ เนื่องจากอากาศหนาว ผ้าห่มไม่เพียงพอ ต้องเสียสละให้น้องสาวได้ห่มผืนที่หนากว่า ส่วนตนเองก็อาศัยใส่เสื้อผ้าตัวหนา ถึงอย่างนั้นก็ยังถูกไอเย็นเข้าจนได้

ปัง!! ไม่ต้องรอนาน เสียงถีบประตูดังลั่น จนคนที่นอนข้างๆ ต้องลุกพรวดขึ้นอย่างตกใจ

“แม่!! ตกใจหมดเลย เปิดอะไรแรงขนาดนั้น” น้ำเสียงปนหงุดหงิดที่ถูกให้ตื่นในเช้าของการปิดเทอมวันแรก อีกทั้งอากาศยังหนาวเหน็บไปถึงกระดูก

“ดังขนาดนี้มันยังไม่ตื่นเลย แกบอกมันสิว่าให้รีบลุก งานบ้านยังรอให้ไปจัดการอยู่” คนที่ถูกเรียกว่าแม่ยืนเท้าสะเอวชี้ไปยังที่นอนที่มีอีกคนนอนไม่ขยับตัว

“พี่ ตื่นได้แล้ว แม่จะกินหัวอยู่แล้ว พี่…” น้องสาวปลุกอย่างรำคาญใจ สุดท้ายก็ใช้เท้าถีบเพราะอีกฝ่ายหลับเหมือนคนตาย

“อือ..” ฉู่หราน เจ้าของใบหน้าเรียวสวย เนียนกระจ่างใส คิ้วเรียวขมวดเข้าหากับ เมื่อถูกเข้ากับความเย็นของผ้าซึ่งกระทบใบหน้า

เธอส่ายหน้าหลบไปมา เพราะรู้สึกนอนไม่สบาย สองหูก็ได้ยินเสียงของคนที่คุ้นหูบ่นอยู่ข้างๆ สุดท้ายก็ฝืนลืมตาขึ้นมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น

“ฟื้นแล้วเหรอ” ใบหน้าเหี่ยวย่น บนปากยังมีคราบน้ำหมากติดอยู่ให้เห็น รอยยิ้มที่ดูจริงใจนั้น

หญิงสาวรู้สึกตกใจไม่น้อยที่ได้เห็นเจ้าของใบหน้านี้อีกครั้ง แสดงว่าตนเองตายแล้วสินะ ถึงได้พบกับคนตาย ท่านก็คือ คุณย่าซุน แม่สามีของแม่เธอนั่นเอง หรือจะเรียกให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือแม่ของพ่อเลี้ยง หรือสามีใหม่ของแม่เธอนั่นเอง

“ฉันตายแล้วเหรอคะ” ฉู่หรานถามอย่างไม่แน่ใจ รู้สึกปวดร้าวไปทั้งตัว

“ตายอะไรกันละเด็กคนนี้ป่วยจนพูดเพ้อเจ้อไปเรื่อย ตื่นแล้วก็ลุกขึ้นมากินข้าว จะได้กินยา แม่เขาต้มโจ๊กเอาไว้ให้”

ฉู่หรานถูกประคองให้ลุกขึ้นช้าๆ มองไปรอบๆ ก็รู้ได้ทันทีว่าที่นี่คือห้องของเธอที่แชร์ร่วมกับน้องสาว ข้าวของทุกอย่างเหมือนเดิม แต่หางตาเหลือบไปเห็นปฏิทินที่บอกวันและเวลา กุมภาพันธ์ 1976 อย่างนั้นเหรอ?

จากนั้นสมองก็ค่อยๆ ประมวลภาพเหตุการณ์ก่อนหน้าขึ้น ไม่ใช่ว่าเธอถูกทรมานในคุกจนตายหรอกเหรอ? ส่วนสาเหตุที่ต้องติดคุกคืออะไรนั้นเธอไม่อยากจะเอ่ยถึงมันอีก เพราะนึกถึงทีไรน้ำตาเจ้ากรรมก็พานจะไหลอยู่ตลอดเวลา

หลังจากกินข้าวกินยา ร่างกายก็เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น โดยมีคุณย่าซุนดูแลอยู่ไม่ห่าง แล้วพี่ชายของเธอล่ะ เขายังอยู่ไหม

“พี่ชาย พี่ชายหนูล่ะคะ” หยางจูยังมีความเคารพคุณย่าซุนอยู่หลายส่วน

“เนี่ยนเจินเหรอ ไปทำงานตั้งแต่เช้าแล้วล่ะ”

“นี่พี่ คืนนี้ไปนอนข้างนอกเลยนะ ฉันไม่อยากติดหวัดด้วย” ซุนเยี่ยนฟาง เด็กสาวอายุ 13 ปี เป็นน้องสาวคนละพ่อของ ฉู่หราน ส่วนฉู่เนี่ยนเจิน คือพี่ชายแท้ๆ ของเธอ ปีนี้เขาก็อายุ 20 ปีพอดี

“ฟางฟางพูดอะไรของหลาน พี่เขาไม่สบายอยู่จะให้ไปนอนข้างนอกได้ยังไง” คุณย่าซุนเอ็ดหลานสาวที่พูดคำเห็นแก่ตัวออกมา

“ไม่รู้ล่ะ พ่อบอกเอาไว้แล้วว่าถ้าพี่ฟื้นก็ให้ไปนอนข้างล่าง จะได้ไม่แพร่เชื้อให้คนอื่น” เด็กสาวยังทำตามคำสั่งของผุ้เป็นพ่อ

“เหลวไหล รอให้พ่อของแกกลับมาก่อน ย่าจะเป็นคนบอกเขาเองว่าใครสมควรที่จะนอนข้างล่าง”

เนื่องจากว่าบ้านที่พวกเขาอาศัยอยู่ในตอนนี้เป็นบ้านพักไม้สองชั้นติดกัน และเป็นบ้านพักของพนักงาน ซึ่งเป็นสวัสดิการของทางโรงงานที่มอบให้กับพนักงานระดับหัวหน้าขึ้นไป

ฉู่หรานนึกถึงเหตุการณ์ในชาติก่อน วันนั้นทั้งวันคุณย่าซุนดูแลฉู่หรานไม่ห่าง จนกระทั่งอาการของเธอดีขึ้น แต่ถ้าหากเธอจำไม่ผิด ท่านกลับป่วยหลังจากนั้น พ่อเลี้ยงโทษที่เป็นเพราะเธอแพร่เชื้อ ทำให้คุณย่าดันป่วยตามไปด้วย ครั้งนี้ท่านก็ยังดูแลเธอเหมือนเดิม แต่เธอจะไม่ยอมให้เหตุการณ์ซ้ำแบบเดิม

“ระหว่างนี้หนูจะไปอยู่ห้องพี่ชายก่อน เขาแข็งแรงคงไม่เป็นไรหรอกค่ะ”

“ได้ยังไงกันล่ะ ถึงจะเป็นพี่น้องกัน แต่ก็เราก็เป็นผู้หญิง” คุณย่าซุนไม่เห็นด้วย

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ถ้าคุณย่าไม่พูด ฟางฟางไม่พูด คนนอกที่ไหนจะรู้ล่ะคะ” ฉู่หรานพูดดักเอาไว้ ถ้าคนในบ้านไม่เอาไปพูด คนนอกที่ไหนจะมองลอดผนังบ้านมาเห็นได้

“เอาเถอะ พักผ่อนให้มากๆ ก็แล้วกัน”

ฉู่หรานพยุงตัวเองให้ไปยังห้องนอนของพี่ชาย บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักขนาดใหญ่ มีด้วยกันทั้งหมด 4 ห้องนอน ชั้นบนมี 2 ห้องนอน ความจริงชั้นล่างมีแค่ 1 ห้องนอน แต่พวกเขาดัดแปลงทำห้องเพิ่มให้ฉู่เนี่ยนเจิน เพื่อที่จะเตรียมให้เขาแต่งภรรยาในช่วงกลางปีที่จะถึง

ซึ่งเจ้าสาวก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นหลานสาวของคุณย่าซุนนั่นเอง ฉู่หรานเหลือเวลาอีกไม่มากแล้วที่จะกระชากหน้ากากผู้หญิงเลวคนนั้นให้พี่ชายได้เห็น

ฉู่เนี่ยนเจินเป็นคนซื่อ รักน้องสาวมาก เขายอมเรียนจบแค่ชั้นมัธยมต้น เพื่อส่งให้น้องสาวได้เรียนต่อ แต่สุดท้ายน้องสาวก็ได้เรียนแค่ชั้นมัธยมต้นเท่านั้น ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังปลอบใจพี่ชายตัวเอง ว่าผู้หญิงไม่จำเป็นต้องเรียนจบสูง เพราะถึงเวลาก็ต้องแต่งงานไปเป็นแม่บ้าน

เขาทำงานที่โรงงานเหล็กกล้า เพราะความขยันและตัวใหญ่ แข็งแรง ถูกใจหัวหน้าเลยได้บรรจุให้เป็นพนักงานประจำ เงินเดือนสูงถึง 30 หยวน ในขณะที่พนักงานชั่วคราว ได้รับค่าจ้างเพียงเดือนละ 15 หยวนเท่านั้น

ส่วนฉู่หรานทำงานที่โรงงานทอผ้าเหมือนแม่ เนื่องจากมีแค่วุฒิมัธยมต้น เลยได้เป็นแค่พนักงานชั่วคราว เงินเดือนแค่เดือนละ 15 หยวน

ระหว่างนี้เธอก็ทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมตัวเองถึงได้ย้อนกลับมาที่นี่อีกครั้ง แต่เมื่อนึกถึงบุญคุณความแค้นที่คนบ้านซุนทำเอาไว้กับเธอและพี่ชาย มุมปากน้อยๆ ก็ยกขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ไหนๆ ก็กลับมาแล้ว เธอจะเอาคืนคนที่มันทำร้ายเธอและพี่ชายอย่างสาสม อะไรที่สมควรเป็นของตัวเอง เธอก็จะไม่ยอมให้ใครมาชุบมือเติบเอาไปได้ง่ายๆ

ช่วงเย็นของวันพี่ชายลงทุนไม่ทำงานล่วงเวลา เพื่อมาดูแลน้องสาวของเขาที่นอนซมเพราะพิษไข้

“ทำไมวันนี้แกถึงกลับเร็ว" จ้าวซูเม่ย ผู้เป็นแม่กอดอกถาม ขณะที่ลูกชายถือถุงยาเข้ามาในบ้าน

“น้องรองป่วย ผมเลยขอหัวหน้าไม่ทำงานล่วงเวลาครับ" เขาตอบพาซื่อ

“มันก็แค่เป็นหวัด ไม่เห็นจะต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่ คนอื่นแย่งกันทำงานล่วงเวลา มีแต่แกนั่นแหละที่โง่ไม่ยอมทำ แบบนี้เจ้านายจะเอ็นดูได้ยังไง"

“วันเดียว ไม่เป็นไรหรอกค่ะ พี่ใหญ่กลับมาเหนื่อยๆ มานั่งพักก่อนสิ” ฉู่หรานเปิดประตูออกมาจากห้องพี่ชาย แล้วตอบแม่ออกไปเสียงเรียบ

ความจริงเธอได้ยินเสียงคุยกันสักพักแล้ว แต่ไม่รู้ว่าเป็นใคร สักพักพอเสียงใกล้เข้ามา ถึงรู้ว่าเป็นพี่ชายที่เพิ่งกลับจากทำงาน

“ป่วยอยู่ออกมาข้างนอกทำไม กลับเข้าไปข้างในเถอะ” ฉู่เนี่ยนเจินเห็นน้องสาวออกมาจากห้องของตนเองก็ไม่ได้ว่าอะไร ยังบอกให้เธอกลับเข้าห้องไปด้วยซ้ำ

“นี่หล่อน สมองเสื่อมไปแล้วเหรอ เป็นผู้หญิงจะไปนอนห้องผู้ชายได้ยังไง”

“แต่ผู้ชายที่พูดเนี่ย เป็นพี่ชายแท้ๆ ของหนูนะคะ เผื่อว่าแม่จะลืม”

ได้ยินลูกสาวพูดออกมาแบบนี้เธอถึงกับพูดไม่ออก ความจริงก็ไม่ได้คิดมาเรื่องที่ลูกสาวย้ายมาอยู่ห้องนี้ชั่วคราว ดีเสียอีกลูกสาวคนเล็กจะได้ไม่ติดหวัดตามไปด้วย ไม่อย่างนั้นคงได้กลายเป็นเรื่องใหญ่

เชื่อใจฉัน

ระหว่างมื้ออาหาร ไม่มีเสียงพูดคุย มีเพียงเสียงเคี้ยวข้าวกับตะเกียบเท่านั้น ที่กระทบกับชามข้าวไปมาตามความเร็วของการกินอาหารแต่ละคน

“หรานหรานไปไหน ทำไมถึงไม่มากินข้าว” ซุนซีฮัน พ่อเลี้ยงของฉู่หรานพูดขึ้น

“ไม่สบาย” จ้าวซูเม่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจ ปากก็ยังเคี้ยวข้าวอยู่

“ไม่สบายทำไมไม่มากินข้าว แบบนี้จะหายได้ยังไง วันนี้ก็ขาดงาน พรุ่งนี้จะไปทำงานไหวเหรอ”

“มันบอกว่าไม่หิว คุณกลัวมันหิวก็ไปเรียกเองสิ”

“ลูกของคุณก็ดูแลเองสิ เกี่ยวอะไรกับผมล่ะ" ในเมื่อแม่แท้ๆ ยังไม่สนใจ นับประสาอะไรกับเขาที่เป็นพ่อเลี้ยง

ฉู่เนี่ยนเจินได้ยินคำนี้ก็ชะงักไป แต่สุดท้ายก็กลับมาทำตัวปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แม่กับพ่อเลี้ยงทะเลาะกันเรื่องเขาและน้องสาว ไม่ว่าจะทำอะไรก็มักจะอยู่ในสายตาของพ่อเลี้ยงอยู่ตลอด

“เจ้าใหญ่ พูดให้มันดีๆ หน่อย ถึงยังไงก็เป็นลูก” คุณย่าซุนปรามลูกชาย

“เป็นอะไรมากหรือเปล่าพี่สะใภ้ พาไปหาหมอหรือยังครับ” ซุนซีซวน ลูกชายคนเล็กของบ้านซุน

“ก็แค่ไข้หวัดทั่วไปน่ะ พรุ่งนี้ก็ไปทำงานได้แล้วล่ะ” จ้าวซูเม่ยตอบคำถามน้องชายสามี

“ถ้าไม่ดีขึ้นก็รีบพาไปหาหมอนะ อย่าปล่อยให้เป็นเยอะ” ซุนซีซวนพูดด้วยน้ำเสียงปนเป็นห่วง

“โตจนป่านนี้แล้วยังต้องพาไปหาหมออีกเหรอ มีขาก็ให้มันเดินไปเองสิ ถ้าไม่ไปก็แสดงว่าไม่เป็นอะไรมากหรอก รีบกินข้าวกันเถอะก่อนที่อาหารจะเย็นแล้วไม่อร่อย”

พอได้ยินคำนี้ ความห่วงใยของทุกคนที่มีก็ได้แต่กลืนลงท้องไป บ่อยครั้งที่เกิดคำถามว่าทำไมถึงต้องทำกับลูกแบบนี้ คำตอบที่ได้มาคือความเงียบ

“พี่” ฉู่หรานเห็นพี่ชายเปิดประตูเข้ามาในห้องอย่างเบามือ

“กินอะไรก่อนสิ พี่แอบซื้อโจ๊กกับยามาให้”

“เอาเงินที่ไหนซื้อ อย่าบอกนะว่าเงินซื้อมื้อกลางวัน”

คนเป็นพี่หลบสายตา ที่ฉู่หรานถามแบบนี้ เพราะเงินเดือนแม่ของพวกเขาจะเป็นคนเก็บ โดยอ้างว่าเก็บไว้แต่งภรรยาให้พี่ชาย ซึ่งถ้าจะพูดกับตามความจริงแล้ว ปีนี้พี่ชายอายุ 20 ปี ถึงวัยที่สมควรจะแต่งงานนานแล้ว

“ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก พี่ยังมีเงินเหลืออยู่” เห็นน้องสาวมองแบบนั้นเขาก็พูดไม่ออก รู้สึกปวดใจ แม้กระทั่งเงินจะซื้อของบำรุงร่างกายน้องสาวก็ยังทำไม่ได้

หากจะพูดไปแล้ว สภาพความเป็นอยู่ของบ้านก็ไม่ได้แย่ถึงขั้นอดอยาก แต่เพราะแม่เป็นคนประหยัด ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับอาหารการกินเท่าไหร่ บอกแค่ว่ามีเงินเก็บอุ่นใจที่สุด พวกเขาเลยต้องกินอย่างประหยัด มีอาหารให้กินครอบสามมื้อก็ถือว่าดีมากแล้ว

“พี่ ฉันมาคิดดูแล้ว เราควรจะเก็บเงินเดือนของตัวเองเอาไว้บ้าง”

ฉู่เนี่ยนเจินตาโตเมื่อได้ยินในสิ่งที่น้องสาวบอก “พูดอะไรออกมารู้ตัวหรือเปล่า” เขารีบเดินไปลงกลอนประตูห้องนอนทันที

“ฉันหมายถึง เราควรจะเก็บเอาไว้บางส่วน แน่นอนว่าเงินเดือนยังต้องให้แม่ไปทั้งหมด แต่ว่าเงินที่ทำงานล่วงเวลา แม่ไม่มีทางคำนวณถูกแน่ว่าได้เท่าไหร่” ฉุ่หรานคิด เพราะถึงแม่จะเข้มงวดมาก แต่เธอรู้ว่าท่านคิดเลขไม่เป็น แค่อ่านหนังสือออกบ้างก็เท่านั้น

“แต่พ่อเลี้ยง” คนที่ฉู่เนี่ยนเจินกังวลกลับเป็นพ่อเลี้ยงมากกว่า

ทั้งสองคนย้ายเข้าบ้านซุนตั้งแต่อายุยังน้อย เขาจำได้ว่าตอนนั้นตนเองอายุได้แค่ 5 ขวบเท่านั้น จึงค่อนข้างเกรงใจคนบ้านซุนมาก และตอนนี้ก็คิดว่าตัวเองเป็นคนของบ้านซุนไปแล้ว ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นแค่ลูกเลี้ยงติดมา

“เขาไม่กล้าพูดอะไรหรอก ถึงพูดก็ไม่มีทางพูดให้เราได้ยิน ถึงจะสงสัยแต่ไม่มีทางตรวจสอบได้ อย่าลืมว่าเงินเดือนของแต่ละคนเป็นความลับ ทางโรงงานไม่มีทาลเปิดเผยเป็นอันขาด แต่ละเดือนพี่ได้เงินเดือนเท่ากันทุกเดือนไหม?”

เขาส่ายหน้า เพราะแต่ละเดือนทำงานล่วงเวลาไม่เท่ากัน บางวันก็จนถึงดึก บางวันก็ทำแค่ 2-3 ชั่วโมง ทำให้ในแต่ละเดือนรับเงินเดือนไม่เท่ากัน

“ประมาณเท่าไหร่?"

“หรานหราน” พี่ชายอึกอักที่จะตอบ

“เท่าไหร่?”

“40 หยวน มากหน่อยก็เกือบ 50 หยวนแต่น้อยมากที่จะได้” เขาถอนหายใจออกมาด้วยความลำบากใจ

“40 หยวน ต่อไปนี้ให้แค่นี้ก็พอ ที่เหลือพี่เอามาให้ฉันเก็บ” ฉู่หรานบอก

เธอไม่เคยรู้มาก่อนว่าพี่ชายทำงานได้เงินเดือนเท่าไหร่ คิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะได้มากขนาดนี้ ก็ไม่แปลกอะไรหากญาติฝั่งพ่อเลี้ยงจะจ้องพี่ชายตาเป็นมัน มองผู้ชายซื่อๆ อย่างเขาเป็นเนื้อชิ้นโต

"พี่ก็เห็นแล้วว่าสภาพเราสองคนพี่น้องเป็นยังไง บุญคุณก็ส่วนบุญคุณ หลายปีมานี้พี่คิดหรือเปล่าว่าหาเงินเข้าบ้านมากแค่ไหน แล้วดูสภาพความเป็นอยู่ของพวกเราสิ ต่างจากเมื่อตอนแรกที่ย้ายมาอยู่ที่นี่หรือเปล่า

ความจริงแค่เงินเดือนของพี่สามารถส่งฉันเรียนได้สบายโดยไม่ต้องเบียดเบียนใครเลยด้วยซ้ำ ฉันไม่อยากจะพูดแบบนี้ แต่พอตัวเองป่วยใกล้ตาย กระทั่งแม่ก็ไม่สนใจ มันทำให้ฉันอดคิดไม่ได้"

ถ้าเป็นเมื่อก่อน แน่นอนว่าเธอต้องไม่กล้าพูดคำนี้ออกมา คงทำได้เพียงพยักหน้าบอกพี่ชายว่าไม่เป็นอะไร พรุ่งนี้จะฝืนสังขารตัวเองไปทำงาน แต่ไม่ใช่สำหรับชาตินี้แน่นอน เธอจะเอาทุกอย่างที่ควรเป็นของตนเองและพี่ชายกลับคืนมา

“ดะ ได้ พี่จะให้เธอเก็บเงินไว้ พูดจบก็ควักเอาเงินเดือนของเดือนนี้ออกมาให้น้องสาวดู”

หยางจูนับแล้วมีมากถึง 49 หยวน คิดแล้วก็ปวดใจไม่รู้ว่าเงินของเธอและพี่ชายมีเท่าไหร่ที่เอาไปจุนเจือให้สองพ่อลูกนั่น ถึงจะเป็นน้องสาวก็เถอะ แต่การกระทำช่างต่างกับลิบลับเหลือเกิน

ไม่นานเสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้น สองพี่น้องสบตากัน ฉู่หรานรีบเก็บเงิน 10 หยวนไว้ใต้หมอน ยัดเงินที่เหลือใส่ไปในอกเสื้อของพี่ชายตามเดิม แล้วล้มตัวลงหนุนทับอีกที

ฉู่เนี่ยนเจินเป่าปาก จากนั้นก็ลุกขึ้นไปเปิดประตู เพราะเสียงเคาะหน้าห้องตอนนี้ราวกับกลองยาวช่วงแข่งเรือยาวหางโจว

“ทำอะไรกัน ทำไมต้องลงกลอนประตู” จ้างซูเม่ยเข้ามาในห้อง จ้องหน้าถามด้วยความไม่พอใจ

“กำลังหายาให้น้องกินครับ” พี่ชายเป็นคนตอบคำถาม

ฉู่หรานพยุงร่างของตนเองขึ้นมา ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ผมของเธอฟูฟ่อง ฉู่เนี่ยนเจินเห็นแล้วถึงกับต้องตาเบิกกว้างกับสภาพน้องสาว เมื่อครู่หล่อนยังพูดจาฉะฉานอยู่เลย ตอนนี้ทำไมถึงทำท่าเหมือนคนหมดแรง

“พ่อแกบอกว่าเงินเดือนออกแล้ว ทำไมถึงยังไม่เอามาให้แม่” จ้าวซูเม่ยเห็นสภาพของลูกสาวแล้วก็เบือนหน้าหนี ไม่อยากมองให้รกลูกตา เลยหันไปพูดกับลุกชายน้ำเสียงอ่อนลงแทน

“จริงสิผมเกือบลืมไปเลย นี่ครับ…เตรียมไว้ให้แม่แล้ว” เขารีบล้วงเอาเงินเดือนยื่นให้กับแม่ ติดที่มือออกจะสั่นไปสักหน่อย

ทว่าคนเห็นแก่เงินแบบจ้าวซูเม่ยกลับไม่เอามาใส่ใจ ด้วยตอนนี้ความสนใจของเธอทั้งหมดจดจ่ออยู่ที่เงินเดือนของลูกชาย ทำท่าจะนับแต่พอเห็นสายตาอยากลูกอยากเห็นของลูกสาวก็รีบยัดมันเข้าไปในอกเสื้อ

“สภาพดีขึ้นกว่าเมื่อเช้าแล้วนี่ พรุ่งนี้อย่าลืมไปทำงานล่ะ ฉันไปรับเงินเดือนให้แกแล้ว แต่การเงินบอกว่าแกต้องไปรับเอง ยุ่งยากจริงๆ” พูดทิ้งท้ายจบแล้วก็เดินจากไป

ฉู่หรานอยากจะหัวเราะให้ฟันร่วง ไม่รู้ว่าแม่เธอเอาตาข้างไหนมอง ถึงพูดว่าสภาพของเธอดูดีขึ้น เธอว่าตอนนี้สภาพของตนเองเหมือนผีเดินได้มากกว่า

“เชื่อใจฉัน” พอพี่ชายปิดประตูเธอก็พูดเพื่อเรียกความมั่นใจให้กับอีกฝ่าย

“ถ้าแม่ถาม…”

“ถ้าแม่ถามพี่ก็แค่ทำหน้าเหมือนเดิม แล้วยืนยันไปว่าไม่รู้ไม่ได้แกะดู แล้วก็บอกว่าช่วงนี้หัวหน้าจะลดชั่วโมงทำงานลง ให้เพื่อนร่วมงานคนอื่นด้วย จะได้ไม่เป็นที่เพ่งเล็งว่าเป็นคนโปรดของหัวหน้า”

ฉู่หรานรู้ใจแม่ของเธอที่สุดแล้ว เพื่อรักษาตำแหน่งลูกน้องคนโปรดยังไงก็ต้องยอมพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดนี้อย่างแน่นอน

รักษาตัว

ก่อนนอนฉู่หรานก็พาร่างกายตัวเองไปอาบน้ำก่อน ถึงจะป่วยจนแทบเดินไม่ไหว ถึงอย่างไรก็ต้องรักษาความสะอาด เพราะชาติก่อนเป็นคนขี้เกียจอาบน้ำ ทำให้เธอได้โรคแถมมา นั่นก็คือกลากเกลื้อนขึ้นเต็มแผ่นหลัง แต่ก่อนไม่คิดสนใจ ทำงานมาเหนื่อยสายตัวแทบขาด ใครจะไปมีใจอยากอาบน้ำ สิ่งเดียวที่เธอต้องการก็คือนอน

“นั่นจะไปไหน?” ฉู่เนี่ยนเจินเห็นน้องสาวลุกจากเตียง

“ไปอาบน้ำ ต่อไปนี้พี่เองก็ต้องอาบน้ำเหมือนกัน อย่างน้อยๆ 2-3 วันครั้งก็ยังดี”

“อาบน้ำ? เธอบ้าไปหรือเปล่า ตัวเองไม่สบายอยู่ จะไปอาบน้ำได้ยังไง?”

“อาบได้ กินยาลงไปก็ค่อยยังชั่วแล้ว จริงสิ พรุ่งนี้ฉันจะเข้าไปในเมือง ซื้อยามารักษากลากเกลื้อน พี่เองก็ด้วย จะแต่งงานอยู่แล้ว ไม่มีเจ้าสาวคนไหนอยากเห็นเจ้าบ่าวของตัวเองสกปรกหรอกนะ” ฉู่หรานปวดใจ ที่เห็นแผ่นหลังของพี่ชายเต็มไปด้วยสิว และรอยด่างขาวแข่งกับสีผิวของเขา

โชคดีที่ตนและพี่ชายเป็นคนผิวขาวมาก ถึงอย่างนั้นก็มองออกอยู่ดีว่ามีรอยด่าง ทำให้เธอรู้สึกไม่มั่นใจ อีกทั้งเวลานอนก็คันจนแทบนอนไม่ได้ ไม่รู้ว่าเมื่อก่อนตนทนความสกปรกได้ยังไง

ยิ่งเข้ามาในห้องของชายหนุ่ม ฉู่หรานก็แทบหายใจไม่ออก กลิ่นเหงื่อ กลิ่นอับ ผสมปนเปกันไปหมด ยิ่งผู้ชายใช้แรงงาน กลิ่นตัวก็ยิ่งแรง ถ้าไม่ติดว่าจะเอาหวัดไปติดน้องสาว เธอไม่มีทางมานอนห้องนี้เด็ดขาด

“เช็ดตัวก็พอ พี่จะไปต้มน้ำมาให้” ไม่รอให้น้องสาวตอบตกลง แต่เขาเดินออกจากห้องไป

ฉู่หรานเองก็ไม่ได้รั้งพี่ชายเอาไว้ ความจริงเธอก็จะออกไปต้มน้ำแล้วค่อยไปอาบ ใครจะโง่อาบน้ำเย็นทั้งที่อุณหภูมิติดลบแบบนี้เล่า ถึงเธอจะรักความสะอาด อยากหายจากโรคน่ารังเกียจนี้มากแค่ไหน ก็ไม่ใจกล้าบ้าบิ่นกระทั่งอาบน้ำเย็นยะเยือกหรอกนะ

ผ่านไปสักพัก พี่ชายก็ยกถังใบใหญ่เข้ามา ในนั้นยังมีน้ำร้อนควันพวยพุ่งออกมาอีกด้วย ฉู่หรานเห็นแบบนั้นก็นึกอยากจะขัดหลังให้พี่ชาย

“หันหลังมาสิ ฉันจะถูหลังให้”

“ไม่..แบบนี้ไม่ดีแน่ พี่เตรียมอาบน้ำให้ตัวเองแล้ว เธอเช็ดตัวไปเถอะ คืนนี้พี่จะไปนอนนอกห้อง อย่าลืมลงกลอนประตูด้วย พี่คงไม่กลับเข้ามาแล้ว” ฉู่เนี่ยนเจินพูดจบก็ปิดประตูใส่หน้าน้องสาวทันที

“เฮอะ ทำมาเป็นอายฉันเหรอ ตอนเด็กๆ ยังแก้ผ้าอาบน้ำด้วยกันไม่เห็นจะอาย”

ฉู่หรานบ่นตามหลังพี่ชาย ไม่ใช่ว่าไม่เคยถูหัลงให้เขาสักหน่อย แต่ก็เข้าใจได้ เพราะตอนนี้เธออายุ 18 ปีแล้ว ไม่ได้เป็นเด็กเหมือนเมื่อก่อน ที่วิ่งตามหลังพี่ชายขอเงินไปซื้อขนม

เช้าวันถัดมาฉู่หรานได้ยินเสียงเคาะห้องแต่เช้า ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นใคร อาการป่วยของเธอดีขึ้นจากเมื่อวานมากแล้ว แต่ยังรู้สึกปวดเมื่อยเนื้อตัวอยู่

“แกจะนอนไปถึงเมื่อไหร่ แล้วนี่ยังไม่แต่งตัวอีกเหรอ เดี๋ยวก็ไปทำงานสายหรอก”

ฉู่หรานมองหน้าแม่ที่อยู่ในชุดโรงงานสีเทา เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว เตรียมพร้อมจะออกไปทำงาน

ทีตอนจะไปทำงานมาเคาะห้องเรียก ตอนกินข้าวไม่เห็นจะเรียกแบบนี้บ้างเลย

เธอได้แต่คิดคนเดียวในใจ ทว่าไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา ทำเพียงหาวออกมาฟอดใหญ่ ปล่อยกลิ่นปากให้กระทบเข้าใบหน้าสวย ต้องยอมรับว่าวันเวลาทำอะไรความสวยของแม่เธอไปไม่ได้เลยจริงๆ ไม่อย่างนั้นแม่หม้ายลูกติดถึง 2 คน คงหาสามีใหม่ไม่ได้เร็วขนาดนี้แน่

“น่าเกลียดจริงๆ มารยาทแกเอาไปไว้ที่ไหนหมด รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วไปทำงานพร้อมฉันได้แล้ว”

เพราะโรงงานอยู่ไกลจากบ้านพัก ทำให้สองคนแม่ลูกต้องปั่นจักรยานไปทำงาน แต่ขากลับฉู่หรานมักจะถูกทิ้งให้กลับเอง เพราะส่วนมากแล้วแม่เธอไม่ทำงานล่วงเวลา ต้องรีบกลับบ้านมาเตรียมมื้อเย็นให้คนในครอบครัว

“วันนี้ฉันหยุดค่ะ ฝากแม่ลาหัวหน้าให้ด้วยนะคะ” พูดจบก็เตรียมจะปิดประตูห้องนอน แต่กลับมีมือมาดึงประตูเอาไว้ก่อน

“แกยังจะลาอีกเหรอ? คนอื่นจ้องตำแหน่งแกตาเป็นมัน งานสบายๆ แบบนั้นทำไมไม่รู้จักรักษาเอาไว้ให้ดี”

“แล้วมีคนเอาไปหรือยังล่ะคะ ถ้าการที่ฉันลาป่วยแล้วพวกเขาต้องรับคนงานใหม่ ก็ปล่อยไปเถอะค่ะ งานน่ะถึงไม่มีฉันพวกเขาก็หาคนมาทำแทนได้ แต่ถ้าฉันไปทำงานแล้วตัวเองต้องตาย ฉันขอเห็นแก่ตัวดีกว่า เพราะฉันยังรักตัวเองอยู่”

ถึงจะไม่มีใครรักฉันก็ตาม ประโยคหลังเธอต่อท้ายคนเดียวในใจ

“นับวันฝีปากแกจะยิ่งคมคายขึ้นทุกวันสินะ ฉันจะคอยดู ถ้าเกิดแกถูกไล่ออกขึ้นมาจะทำยังไง ถึงวันนั้นจริง อย่าหาว่าฉันไม่เตือนก็แล้วกัน” จ้าวซูเม่ยชี้หน้าลูกสาวด้วยความโกรธ

ต่างจากลูกสาวที่มีสีหน้าไม่ทุกข์ร้อนอะไรเลย ต่อให้ต้องถูกไล่ออก เธอก็คิดว่าตัวเองสามารถเอาตัวรอดได้ เพราะถึงอย่างไรตนก็ไม่คิดที่จะทำงานเป็นพนักงานรับจ้างไปจนตายอยู่แล้ว

“มีเรื่องอะไรกัน แม่ฟางเอ๋อร์ยังไม่ไปทำงานอีกเหรอ ประเดี๋ยวก็ไปสายหรอก” คุณย่าซุนเดินเข้ามาหาลูกสะใภ้ เพราะเสียงด่าสองแม่ลูกดังเข้าไปถึงในห้องนอนของตนเอง

“กำลังจะไปค่ะ แต่นางลูกตัวดีกลับมายั่วโมโหก่อน”

“อ้าว หรานหรานยังไม่แต่งตัวอีกเหรอ?”

“ลาป่วยน่ะค่ะ บอกแม่แล้วว่าให้ลากับหัวหน้าให้” ฉู่หรานบอก

“อย่างนั้นเหรอ ยังไม่หายดีสินะ ถ้าอย่างนั้นก็พักผ่อนให้มากๆ จริงสิ…ย่าไม่รู้ว่าหลานจะลาหยุดอีกวัน เลยไม่ได้เก็บอาหารเอาไว้ให้”

“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวหนูจัดการเอง คงไม่บังเอิญถึงขั้นว่าข้าวหมดถังพอดีหรอกนะคะ” ขณะที่พูด เธอก็แอบยกยิ้มมุมปากไปด้วย

ใครจะไปคาดคิดว่า เด็กสาวที่ท่าทางซื่อๆ ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ บอกให้ไปทางซ้ายก็ไม่มีวันหันไปทางขวาอย่างเธอ จะกล้ามาต่อปากต่อคำกับผู้ใหญ่ในบ้านถึงสองคนในเวลานี้

“รีบไปทำงานเถอะคุณ เดี๋ยวก็สายหรอก” เสียงของพ่อเลี้ยงดังมาจากทางหน้าบ้าน

ฟังดูก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังไม่พอใจในการกระทำของเธอ เพราะเมื่อวานเป็นวันที่เงินเดือนออก ทว่ากลับมีเพียงพี่ชายของเธอที่เอาเงินเดือนให้แม่ ส่วนของเธอนั้นยังอยู่ที่โรงงาน

“จะไปเดี๋ยวนี้แหละค่ะ” จ้าซูเม่ยพูดจบก็เดินสะบัดหน้าทิ้งท้ายด้วยมองลูกสาวตาค้อนแล้วเดินเร็วๆ จากไป

เวลานี้เลยเหลือเพียงคุณย่าซุนกับฉู่หราน ความจริงวันนี้ที่เธอหยุดงาน เพราะตั้งใจจะเข้าไปในเมือง ถึงอย่างไรเวลานี้การรักษากลากเกลื้อนบนร่างกายของเธอก็สำคัญที่สุด

“จะกินอะไรหรือเปล่าล่ะ ย่าจะไปทำมาให้” คุณย่าซุนถามด้วยน้ำเสียงอบอุ่น

“ไม่รบกวนคูรย่าหรอกค่ะ ช่วงนี้คุณย่าอยู่ห่างจากหนูหน่อยก็ดีนะคะ เดี๋ยวจะติดไข้ไปแล้วจะแย่เอาได้” ความจริงก็อยากจะบอกว่าเธอรับผิดชอบไม่ไหว แต่ก็กลัวว่าจะแรงเกินไป

“ไอหยา…เด็กคนนี้คิดมาจริงเชียว ย่าแข็งแรงจะตายไป ไม่ป่วยง่ายๆ หรอก”

ฉู่หรานมองยายเฒ่าตรงหน้า ถึงแม้ว่าท่านจะอายุห้าสิบกว่าแล้ว แต่ใบหน้าก็ยังสดใส แม้ว่าจะเหี่ยวย่นไปตามกาลเวลา ทว่าก็ยังดูสาวอยู่มาก หากขยันออกนอกบ้านสักหน่อย คงหาคู่ชีวิตที่จะอยู่เคียงข้างจนแก่ตายได้ไม่ยาก

คุณย่าซุนถือว่าเก่งไม่เบา เพราะท่านเป็นหม้ายสามีเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ ทำให้ต้องเลี้ยงลูกสาวคนมาตั้งแต่ยังเด็ก ท่านมีลูกทั้งหมด 3 คน

คนโตก็คือ ซุนซีฉัน อายุ 35 ปี จะว่าไปแล้ว แม่ของเธอแกกว่าพ่อเลี้ยงอยู่ 1 ปี ทำให้ปีนี้แม่อายุ 36 ปี

คนรองคือ ซุนซิ่งอิง อายุ 33 ปี แต่งงานย้ายไปอยู่บ้านของสามีแก่ที่อายุมากกว่าหล่อนถึง12 ปี แต่ก็มักจะมาเยี่ยมคุณย่าซุนอยู่บ่อยครั้ง ความจริงแค่จะมาอวด เพราะแต่งกับสามีรวย มีรถบรรทุกเป็นของตัวเอง รายได้ในแต่ละเดือนจึงสูงมาก หล่อนจึงไม่ได้ทำงาน อยู่บ้านเลี้ยงลูกอีก 2 คนเอง

คนสุดท้ายก็คืออาสาม ซุนซีซวน อายุ 27 ปี เป็นหม้าย ภรรยาหนีตามชู้ไปได้หลายปีแล้ว ครองตัวเป็นโสดมาจนถึงทุกวันนี้

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...