นอกจาก “ตลาดอนุพันธ์” อย่างเป็นทางการ... ยังมีแบบไม่เป็นทางการ หรือ “OTC” ด้วย !!!
Wealthy Thai
อัพเดต 09 ม.ค. เวลา 17.11 น. • เผยแพร่ 07 ธ.ค. 2566 เวลา 03.04 น. • ดร.ธนัยวงศ์ กีรติวานิชย์Where2put Ur Money: หากย้อนเวลากลับไปในอดีตเพื่อดูพัฒนาการของ “ตลาดอนุพันธ์” ในประเทศไทย จะพบว่า ในยุคแรกๆ นั้น กลับไม่ค่อยสวยหรูราบเรียบซะเท่าไหร่นัก โดยเริ่มต้นในช่วงปีพ.ศ.2521 จากธุรกิจการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า หรือที่เรียกกันว่า “สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities)” ซึ่งเน้นการลงทุนผ่านบริษัทผู้ค้าเพื่อเก็งกำไรเป็นส่วนใหญ่
“ต่อมาเมื่อธุรกิจประเภทนี้เป็นที่นิยมมากขึ้น ก็ได้มีการพัฒนาขึ้นมาเป็น ‘ธุรกิจนายหน้า’ (Broker) ที่ไม่เพียงแต่เน้นการเก็งกำไรจากการซื้อขายล่วงหน้าสินค้าเกษตรเท่านั้น หากแต่ยังขยายขอบเขตไปถึงโลหะ และเงินตราต่างประเทศอีกด้วย โดยมีลักษณะเป็นการส่งคำสั่งซื้อขายต่อไปยังประเทศอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น และสิงค์โปร์ เป็นต้น”
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในยุคนั้นยังไม่มีหน่วยงานกำกับดูแล และไม่มีกฎหมายควบคุมธุรกิจการซื้อขายล่วงหน้าโดยตรง จึงทำให้เกิดปัญหาความเสี่ยงของคู่สัญญาในการไม่ปฏิบัติตามสัญญาที่ได้ตกลงกันขึ้นอย่างมากมาย นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจนายหน้าที่เข้าข่ายหลอกลวงนักลงทุนเป็นจำนวนมาก จนในที่สุดรัฐบาลจึงได้เข้ามาควบคุมดูแล และประกาศห้ามดำเนินงานธุรกิจการซื้อขายล่วงหน้าทั้งหมด ถือเป็นการ “ปิดฉากในยุคแรก” ของตลาดอนุพันธ์ในประเทศไทยลงนั่นเอง
หลังจากนั้น ก็ใช้เวลาในการพัฒนาอีกค่อนข้างนานพอสมควรในการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการซื้อขายล่วงหน้า ก่อนที่จะเกิดขึ้นเป็น “ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย” (The Agricultural Futures Exchange of Thailand หรือเรียกย่อๆ ว่า “AFET”) ที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลอิสระ ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า พ.ศ. 2542 ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าภายใต้กฎระเบียบที่โปร่งใส และเป็นธรรม
“โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อต้องการเพิ่มประสิทธิภาพของตลาดสินค้าเกษตรไทย และลดความเสี่ยงต่อความผันผวนของราคา ตลอดจนช่วยให้การวางแผนการผลิต และการตลาดเป็นไปอย่างถูกต้อง และเหมาะสม ทั้งนี้ AFET ได้เปิดให้ซื้อขายล่วงหน้าวันแรก เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2547 ถือว่าเป็นตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าที่เป็นทางการเพียงแห่งเดียวของประเทศไทย และยังเป็น ‘ตลาดอนุพันธ์ที่เป็นทางการแห่งแรกของประเทศไทย’ อีกด้วย โดยตราสารอนุพันธ์ที่เปิดให้ทำการซื้อขายประเภทแรก ก็คือ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าประเภท Futures ที่มียางแผ่นรมควันชั้น 3 เป็นสินทรัพย์อ้างอิง (Underlying Asset)”
ต่อมา ได้มีการออกพระราชบัญญัติฉบับที่ 2 คือ พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ.2546 และส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประกาศจัดตั้ง “บริษัท ตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)” หรือ “Thailand Futures Exchange” (TFEX) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของตลาดหลักทรัพย์ฯ จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2547 (ต่อมาในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556 TFEX ก็ได้ทำการเปลี่ยนชื่อภาษาไทยเป็น “บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)” แทน) เพื่อเป็นศูนย์กลางการซื้อขายอนุพันธ์ทางการเงินที่เป็นทางการแห่งแรกของประเทศไทย และเพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพของตลาดทุนไทยในระยะยาว
โดย TFEX เปิดดำเนินการซื้อขายครั้งแรกในวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2549 และตราสารอนุพันธ์ตัวแรกที่เปิดให้ทำการซื้อขายคือ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าประเภท Futures ที่มีตัวเลขดัชนี SET50 เป็นสินทรัพย์อ้างอิง ที่เรียกันว่า “SET50 Index Futures (SIF)”
สังเกตได้ว่า ทั้งตลาด “AFET” และ “TFEX” ต่างก็เป็น “ตลาดอนุพันธ์” ที่จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการด้วยกันทั้งคู่ จะแตกต่างกันก็เพียงแต่สินทรัพย์ที่นำมาใช้อ้างอิงซื้อขายกันเท่านั้น โดยตลาด AFET จะเน้นไปที่สินค้าเกษตร ในขณะที่ตลาด TFEX จะเน้นสินทรัพย์ทางการเงิน เช่น ตราสารทุน และตราสารหนี้ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปริมาณการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ใน AFET มีค่อนข้างน้อย และทั้งสองตลาดก็มีขั้นตอนการซื้อขายที่ใกล้เคียงกัน
“ดังนั้น เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2557 คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติให้ควบรวมตลาด AFET กับ TFEXเข้าด้วยกันเพื่อให้เหลือเพียงตลาดเดียว ซึ่งจะทำให้เกิดผลดีต่อประเทศในด้านการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) และยังเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ซื้อผู้ขายให้สามารถทำธุรกรรมได้ในตลาดเดียวอีกด้วย”
นอกเหนือจากการพัฒนา “ตลาดอนุพันธ์” ที่จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีการพัฒนาตราสารอนุพันธ์ที่ไม่เป็นทางการ หรือที่เรียกกันว่า “ตลาด Over the Counter (OTC)” ควบคู่กันอย่างต่อเนื่องอีกด้วย โดยตราสารอนุพันธ์ส่วนใหญ่ที่ซื้อขายในตลาด OTC จะอยู่ในรูปของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าประเภท Forward สัญญาประเภท Option และสัญญา Swap ที่อ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ซึ่งมีผู้เล่นหลัก คือ สถาบันการเงิน และบริษัทเอกชนต่างๆ นั่นเองครับ