ซี.พี.แลนด์ ลงทุนอสังหา 3 หมื่นล้านบาท จ่อปิดแบรนด์ซ้ำซ้อน ตั้งเป้า 2 ปีรายได้ 1 หมื่นล้านบาท
ซี.พี. แลนด์ เปิดแผนปี 67-68 ทุ่ม 3 หมื่นล้านบาท พัฒนา 8 โครงการบ้าน-คอนโด จ่อโละแบรนด์ซ้ำซ้อนออก โฟกัสแบรนด์หลัก ตั้งเป้า 2 ปี รายได้แตะ 1 หมื่นล้านบาท
นายกีรติ ศตะสุข ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP LAND ผู้ดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเครือซีพี เปิดเผยว่า ยุทธศาสตร์บริษัท 2 ปี นับจากนี้ (พ.ศ. 2567 - 2568) เตรียมลงทุนใหญ่ 30,000 ล้านบาท พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รวม 8 โครงการ แบ่งเป็น
1.บ้านจัดสรร จำนวน 5 โครงการ เฉลี่ย 1,500 ล้านบาท/โครงการ เกาะทำเลหัวเมือง อาทิ เชียงใหม่ นครราชสีมา ขอนแก่น ภูเก็ต กระบี่ พัทยา ชลบุรี เป็นต้น
2.คอนโดมิเนียม 3 โครงการ เฉลี่ย 700-800 ยูนิต/โครงการ เน้นราคา 2 ล้านบาทขึ้นไป จากเดิมบริษัทฯ เน้นระดับราคาเพียง 1-2 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ วางแผนปรับโครงสร้างแบรนด์ในซีพีแลนด์ ให้โฟกัสเฉพาะแบรนด์หลัก อาทิ ดรีม คอนโดมีเนียม จากเดิมซีพีแลนด์มีแบรนด์คอนโดมากถึง 10 แบรนด์
อย่างไรก็ดี การโฟกัสแบรนด์หลัก เป็นไปตาททิศทางอินไซด์ของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่แบ่งตามพฤติกรรมและกำลังซื้อตามแนวลึก (Vertical) ดังนี้
- กลุ่มคิดก่อนซื้อ (Thinker) ให้ความสำคัญและใส่ใจด้านราคาสินค้าสมเหตุสมผล
- กลุ่มให้ความสำคัญแบรนด์ดิ้ง (Striver) เพื่อแสดงสถานะทางสังคม
- กลุ่มชอบความแตกต่างไม่เหมือนใคร (Experience) เน้นการได้รับประสบการณ์แปลกใหม่ เป็นต้น
นอกจากนี้ บริษัทวางงบลงทุนอีก 5,000 ล้านบาท ยกระดับธุรกิจโรงแรมใหม่ ภายใต้แนวคิดการพัฒนาปรับโฉมโรงแรมเดิมที่มีศักยภาพ (Ground Field) ด้วยจุดเด่นด้านโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่ดีอยู่มากกว่าการพัฒนาโครงการบนที่ดินใหม่ (Green Field)
เบื้องต้น ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจาหาข้อตกลง ร่วมกัน ในการพัฒนาธุรกิจอสังหาฯโรงแรม คาดพร้อมเปิดตัวในไตรมาสแรก ปี 2567 เพื่อรองรับความต้องการของตลาด (Supply) ที่คาดว่าจะกลับมาอย่างแน่นอนในอีก 2 ปีหน้า หรือปี 2568 ที่ค่อย ๆ ฟื้นตัว
สำหรับการดำเนินธุรกิจบริษัทฯ นับจากนี้ไปจะเน้นการลงทุนแบบยืดหยุ่น (Flexible) และยังสอดคล้องตามนโยบายการผสานความแข็งแกร่ง (Synergy) ร่วมกันระหว่างธุรกิจต่าง ๆ เครือซีพี อาทิ ห้างค้าปลีกโลตัส, ร้านสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่น เป็นต้น จากการใช้ฐานข้อมูลเชิงลึกลูกค้าขนาดใหญ่ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งไปพร้อมกัน
ขณะที่บริษัทยังมีจุดแข็งด้านสถานะทางการเงินในปัจจุบัน ด้วยหนี้สินต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท และมีทุนอยู่ที่ 30,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นหนี้สินต่อทุน 0.16 เท่า
โดยมีรายได้ประจำธุรกิจโรงแรมอยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อปี สำนักงานให้เช่า เกือบ1000 ล้านบาท และ ศูนย์ประชุมอีก 200 ล้านบาทต่อปี ซึ่งบริษัทยังสามารถมีเงินสดเพียงพอตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ครอบคลุมรายจ่าย แม้ว่าจะไม่มีรายได้จากธุรกิจอสังหาฯ ก็ตาม
จากแผนดังกล่าว บริษัทวางเป้ารายได้ปี 2566 ไว้ที่ 3,000 ล้านบาท ก่อนปี 2567 ขยับไปที่ 5,500 ล้านบาท โต 83% ก่อนที่ในปี 2568 จะทำรายได้แตะ 10,000 ล้านบาท หรือโต 80% พร้อมวางเป้าหมายการนำบริษัทเข้าไประดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ ตามแผนที่วางไว้