โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

สวนพลังวิญญาณของนักเวท [ทยอยปิด E-BOOK ]

นิยาย Dek-D

อัพเดต 29 เม.ย. 2567 เวลา 02.36 น. • เผยแพร่ 29 เม.ย. 2567 เวลา 02.36 น. • เว่ยเจิง
ชายหนุ่มผู้มีพรสวรรค์จากโลกเวทมนตร์ เขาร่ายคาถาต้องห้ามจนจิตสะท้อนไปอยู่ในอีกโลกหนึ่ง เริ่มต้นชีวิตใหม่เป็นเพียงชาวสวนชาวไร่ผู้ยากจน พยายามเอาตัวรอดจากโลกที่ตนไม่คุ้นเคย

ข้อมูลเบื้องต้น

โลกเดิมที่เขาจากมาเต็มไปด้วยเวทมนตร์ อีวานส์ผู้ฝึกศาสตร์ทุกแขนงของโลกเวทมนตร์จนแตกฉาน ท้าทายกฎเหล็กด้วยการร่ายคาถาบทต้องห้ามของนักเวท

อีวานส์ผู้ลักลอบกล่าวทุกถ้อยคำของคาถานั้น ทำให้โลกเวทมนตร์เกิดความปั่นป่วน ผู้รักษากฎสั่งทำลายตัวตนของเขาในทันทีเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง คนหมู่มากเชื่อว่าการกำจัดเขาจะทำให้โลกนั้นกลับมาเป็นเช่นเดิม

แต่เมื่อถึงวันลงทัณฑ์เขากับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เริ่มต้นชีวิตใหม่เป็นเพียงซีเฟิง ชายหนุ่มชาวสวนชาวไร่ผู้ยากจนในโลกอีกใบ เขาจะเอาตัวรอดจากโลกที่ไม่คุ้นเคยนี้ได้หรือไม่ ฝากเอาใจช่วยเขาไปด้วยกัน

ดวงจิต

เสียงลมหายใจฟืดฟาดอย่างยากลำบากของคนผู้หนึ่ง อธิบายความทรมานที่เขากำลังได้รับอยู่อย่างชัดเจน สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ราวกับต้องการบอกว่า อีกไม่นานเรี่ยวแรงสุดท้ายที่มีอยู่นี้กำลังจะหมดลงไปแล้ว

เพลิงพวยพุ่งลุกโชติช่วงอยู่รอบตัว ส่องแสงสว่างสีแดงฉานตัดกับสีดำอันมืดมิดของท้องฟ้าในยามค่ำคืน ควันเขม่าลอยฟุ้งจากเปลวเพลิงเหล่านั้นปกคลุมเหนือบริเวณนี้ไปทั่วพื้นที่

เขาดิ้นรนทุกวิถีทางพาร่างกายอันบอบช้ำออกไปให้พ้นจากจุดนี้ สองมือยกขึ้นพยายามไขว่คว้าบางสิ่งอย่างต้องการแหล่งยึดเหนี่ยว แม้จะมีเพียงความว่างเปล่าในอากาศก็ยังหวังว่าจะมีใครสักคนพาเขาออกจากสถานการณ์เช่นนี้

ฝุ่นผงขี้เถ้าลอยโขมง ริมฝีปากรู้สึกแห้งผาก จนสัมผัสได้ถึงความแสบร้อนไปทั้งลำคอ ลมหายใจที่พยายามยื้อมาจนถึงตอนนี้ค่อย ๆ แผ่วเบาจนเหมือนว่ามันกำลังจะมอดดับ

แต่จู่ ๆ ในขณะที่เขาเองสิ้นหวังลงแล้ว กลับมีแสงสว่างสีเขียวปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ภายใต้อนุภาคของแสงเหล่านั้น พละกำลังอันน้อยนิดที่หดหายไปก่อนหน้านี้ถูกเติมเต็มให้คืนกลับมา เขาฝืนเปิดเปลือกตาฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง

แม้ตัวเขาเองจะไม่รู้ว่าแสงนั้นเกิดจากสิ่งใด แต่นี่เป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้าย ไม่แน่ว่ามันอาจช่วยยื้อชีวิตของตนเอาไว้ได้

สองขาพยายามตะเกียกตะกายไปข้างหน้ามุ่งเข้าหามันอย่างสุดความสามารถ ใช้แรงทั้งหมดที่มีตวัดแขนทั้งสองข้างเอื้อมคว้าแสงสีเขียวนั้นให้เข้ามาใกล้

ทันทีที่แสงนั้นเข้ามาอยู่ในฝ่ามือ ร่างกายนี้รู้สึกเย็นสบายมากขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับมันโอบล้อมขจัดความทุกข์ทรมานก่อนหน้านี้ให้หมดสิ้นไป

ไม่เพียงแค่นั้น ครู่เดียวแสงสีเขียวนั้นพลันกลืนหายเข้าไปในฝ่ามือนั้นอย่างน่าอัศจรรย์ เพื่อรักษาดวงจิตนี้พลังแห่งศาสตร์เก่าแก่ของโลกเวทมนตร์ออกแรงดันมหาศาล ส่งดวงจิตให้เขาได้ตื่นขึ้นอีกครั้งในโลกใบอื่น

“ฮึกกกก”

อีวานส์รู้สึกตัวลุกพรวดพราดขึ้นมานั่งด้วยความรวดเร็ว ราวกับมีใครบางคนกระชากร่างทั้งร่างนี้ผุดขึ้นมาจากหลุมอย่างไรอย่างนั้น เขาหายใจเฮือกใหญ่เอาอากาศเข้าไปจนเต็มปอด ความว่างเปล่าภายในช่องอกก่อนหน้านี้ได้รับการเติมเต็มให้กลับคืนมา

ก่อนที่จะค่อย ๆ ก้มมองดูตนเองในสภาพเสื้อผ้าแปลกตา อาภรณ์ตัวเก่าที่ตนสวมใส่เต็มไปด้วยร่องรอยของการปะชุน กวาดตาดูสิ่งแวดล้อมโดยรอบที่ขัดกับภาพในห้วงฝันเมื่อสักครู่เป็นอย่างมาก

ในใจรู้สึกสับสนขึ้นมา นี่ตัวเขาเป็นชายในภาพฝันที่น่ากลัวเหล่านั้นหรือไม่ ทำไมหลังตื่นขึ้นมาถึงรู้สึกเจ็บและจุกไปทั้งลำตัวเช่นนี้ คล้ายเป็นภาพฝันไม่ฝันอย่างไรบอกไม่ถูก

ภาพความทรงจำบางอย่างของอีวานส์ ผสมผสานเข้าความทรงจำของซีเฟิงเด็กหนุ่มของโลกมนุษย์จนแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่อาจแยกออกจากกันได้ เริ่มไม่มั่นใจเลยว่าตัวเองในตอนนี้กำลังเป็นใครกันแน่

ไหนเลยจะรู้ว่าแท้จริงแล้ว จิตของเขาได้รับการช่วยเหลือจากศาสตร์เวทเก่าแก่ ร่างกายและดวงจิตของอีวานส์ในโลกเวทมนตร์แห่งนั้นอ่อนแอมากเกินไป จึงจำต้องเกิดใหม่ในร่างของเด็กหนุ่มในต่างโลกเช่นนี้ เพื่อได้รับการเติมเต็มพลังวิญญาณให้แข็งแกร่งเพียงพอ จนสามารถกลับมาอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์พร้อมเช่นเดิม

แต่ด้วยพลังวิญญาณของทั้งสองโลกแตกต่างกันอยู่มาก ความทรงจำเก่าของอีวานส์นักเวทผู้นั้นยังไม่อาจเรียกคืนกลับมาได้ทั้งหมด นอกเหนือจากภาพคล้ายฝันคล้ายไม่ฝันก่อนหน้านี้ สิ่งที่เขาจำได้น้อยเสียยิ่งกว่าน้อย

อีวานส์ในร่างชายหนุ่มนามซีเฟิง จำเป็นต้องใช้ชีวิตเรียบง่ายในโลกแห่งนี้ โดยที่ไม่รู้เลยว่านับจากนี้ชีวิตที่นี่จะเปลี่ยนผันแตกต่างออกไปจากชีวิตเดิมของเขาอย่างมาก

ความเปลี่ยนแปลงอย่างแรกที่ปรากฏขึ้นกับร่างนี้คือ กลางฝ่ามือทั้งสองมักจะมีแสงสีเขียวปรากฏขึ้นมา ติดตามมาด้วยเหตุการณ์แปลกประหลาดอันน่าอัศจรรย์ โชคดีในช่วงที่เขายังสับสนอยู่นั้นไม่มีใครพบเห็นความประหลาดเหล่านี้

จนวันหนึ่งในขณะที่ชายหนุ่มกำลังต้อนแพะและแกะของตนไปเลี้ยง เขาเริ่มมีอาการหูแว่วเหมือนจะได้ยินเสียงของสรรพสัตว์พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน

ยิ่งชัดเจนมากขึ้นเมื่อกระรอกน้อยสีน้ำตาลตัวหนึ่งไต่ขึ้นมาบนไหล่กว้าง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงน่ารักน่าเอ็นดูถามเขาออกมา

“เจ้าได้ยินข้าใช่ไหม?”

เสียงที่ฟังเข้าใจได้นี้ ทำให้เขาแทบจะล้มตึงหงายหลังไปในทันที นี่นับเป็นหลักฐานที่เขาหลบเลี่ยงไม่ได้อีกแล้ว ตอกย้ำความจริงอย่างหนึ่งที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่เขาได้ยินนั้นไม่ใช่สิ่งที่ซีเฟิงชายหนุ่มยากจนผู้หนึ่งจะทำได้อย่างแน่นอน

กระรอกตัวน้อยยังตอกย้ำด้วยการใช้มือน้อย ๆ ของมันดึงอาภรณ์ตัวเก่าของเขาเอาไว้อย่างจริงจัง

“ข้ารู้ว่าเจ้าได้ยินทุกอย่าง ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้!”

มันถือโอกาสที่อีกฝ่ายยังคงตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เอ่ยเจรจาเจื้อยแจ้ว

“ข้าชื่อร๊อก แล้วนี่สหายของข้า” หลังจากเสียงของเจ้ากระรอก สัตว์อื่น ๆ ยังตามมารายล้อมรอบตัวเขาเอาไว้เต็มไปหมด พวกมันพากันพยักหน้าอย่างตื่นเต้น

เขากวาดตามองสัตว์ขนาดเล็กหลายชนิดตรงหน้าด้วยความตกตะลึง บนศีรษะมีนกตัวเล็กกำลังส่งเสียงน้อย ๆ ร้องเพลงฮึมฮัมไปในเนื้อร้องที่เขาเองก็เข้าใจได้ว่ามันกำลังหมายความว่าอย่างไร และแม้แต่เจ้างูเขียวน้อยยังส่ายหัวไปมาจากจังหวะเพลงเหล่านั้น

สัตว์ตัวเล็กตัวน้อยหลายตัวเคลื่อนไหววนไปรอบ ๆ เขามองติดตามการเคลื่อนไหวของมันด้วยดวงตาเหม่อลอย ก่อนที่เสียงหนึ่งจะเรียกสติคืนกลับมา

“เจ้าสารภาพบาปกับข้าได้ เหตุใดจิตหนึ่งของเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่เล่า มีใครในโลกเวทมนตร์ส่งเจ้ามาใช่หรือไม่”

กระรอกตัวน้อยเอ่ยด้วยความสงสัย คาดการณ์ไปตามความเข้าใจของตน เขาที่จำอะไรไม่ได้มากนักได้แต่อ้อมแอ้มตอบกระรอกน้อยกลับไป

“ข้าชื่ออีวานส์ อ้อ ไม่ใช่สิที่นี่เจ้าเรียกข้าว่าซีเฟิงก็ได้ แล้วเจ้าเล่ามาที่นี่ได้อย่างไร”

“ข้าหลบหนีมาน่ะสิ แต่พลังที่ส่งข้ามาน้อยนิดยิ่งนัก ข้าถึงต้องมาอยู่ในสภาพเช่นนี้” พูดแล้วกระรอกตัวน้อยก็กอดอก เบ้ปากมองกลับมาอย่างไม่ชอบใจนัก เหมือนเด็กที่กำลังอิจฉาที่อีวานส์ได้มาอยู่ในร่างมนุษย์ที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้

หากอีวานส์นักเวทผู้นั้นรู้ว่าตนเองต้องมาตกระกำลำบากที่นี่แล้วละก็คงได้โวยวายเพราะเรื่องบ้า ๆ เหล่านี้เป็นแน่ แต่นั่นก็เป็นเรื่องราวในภายหลังจากนี้เท่านั้น เพราะความทรงจำของซีเฟิงที่มากกว่า ทำให้เขาคิดว่าที่นี่คงไม่ได้ย่ำแย่อะไรขนาดนั้น

ตอนนี้ในร่างซีเฟิงต่อให้เขาอยากปฏิเสธก็ทำไม่ได้อีกแล้ว ต้องยอมรับความจริงแล้วว่าตนน่าจะมาจากโลกในภาพฝันนั้นจริง ๆ เพราะจะเป็นไปได้อย่างไรที่เขาสามารถติดต่อสื่อสารกับสรรพสัตว์ได้เช่นนี้

โดยที่ไม่รู้เลยว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ยังมีความสามารถต่าง ๆ ที่รอให้ตัวเขาเองค้นพบอีกมากมาย

สิ่งที่ติดมา

สำหรับโลกมนุษย์แห่งนี้ อีวานส์อยู่ในร่างชายหนุ่มนามว่า ซีเฟิง อาศัยอยู่ในหมู่บ้านตงฟาง หมู่บ้านขนาดเล็กของเมืองหวงหลิง มีพื้นที่ติดต่อกับหุบเขาทางทิศตะวันออกของเมือง นอกจากเป็นพื้นที่ห่างไกลความเจริญแล้ว ยังเรียกได้ว่าหมู่บ้านแห่งนี้เป็นดินแดนทุรกันดารแห่งหนึ่งเลยก็ว่าได้

ซีเฟิงเกิดในครอบครัวฉินท้ายหมู่บ้าน โชคดีตรงที่บ้านนี้ไม่ได้มีผู้คนมาสนใจพูดคุยด้วยมากนัก อาจเพราะความยากจนและตำแหน่งของบ้านฉินตั้งห่างไกลออกมาพอสมควร คนที่จะเข้ามาพูดคุยกับเขาจึงน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย

อาศัยความสันโดษของครอบครัวฉิน ความสามารถเรื่องที่เขาสื่อสารกับสรรพสัตว์ได้นั้นจึงเป็นเรื่องที่ยังไม่มีใครล่วงรู้ แม้แต่คนภายในครอบครัว ตัวเขาเองก็ไม่กล้าบอกออกไป

กลัวแต่ว่าคนที่นี่จะอาจมองเขาแตกต่างออกไป นั่นไม่ยิ่งทำให้ตนแตกแยกออกจากสังคมที่นี่หรอกหรือ อย่างไรก็ให้คนอื่นรู้เรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้

ที่สำคัญคือต่อให้ครอบครัวนี้รับได้ที่เขามีความสามารถประหลาด คนในหมู่บ้านจะรับได้ด้วยหรือไม่นั้น ยังเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

ส่วนในอนาคตจะบอกครอบครัวฉินหรือไม่ต้องรอให้ความทรงจำที่ขาดหายไปพวกนั้นคืนกลับมาทั้งหมดก่อนจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นถูกไล่ออกจากบ้าน ตัวเขาจะไปอาศัยอยู่ที่ไหนได้กันเล่า

ความทรงจำจากโลกเวทมนตร์ทยอยคืนกลับมาบางส่วนแล้ว ไม่ว่าจะการใช้ชีวิตหรือแม้แต่อาหารของที่นี่ก็ล้วนต่างกันเหลือเกิน จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่ควรให้เวลาตัวเองได้ปรับตัว หวังว่าคนใกล้ตัวจะมองไม่เห็นถึงความแปลกประหลาดของตน ไม่อย่างนั้นเขาเองก็ไม่รู้จะเอ่ยตอบอย่างไรเช่นกัน

ซีเฟิงเดินพาแพะและแกะออกไปชายทุ่งในเวลาในช่วงเย็นของแต่ละวัน

สัตว์เหล่านี้ซีเฟิงได้รับพวกมันมาจากผู้อื่น ในตอนแรกก็ไม่ได้เลี้ยงดูอย่างชำนาญมากนัก นับตั้งแต่ได้พวกมันมา แต่ละตัวกลับเลี้ยงง่ายอย่างยิ่ง ในช่วงหลังสามารถพูดคุยกับมันได้ก็ยิ่งทำให้พวกมันเลี้ยงง่ายกันเข้าไปใหญ่

“เดินต่อแถวกันดี ๆ หน่อยเถอะ จะรบกวนคนที่สัญจรผ่านไปมาเช่นนี้ไม่ได้”

แกะตัวน้อยบางตัวที่ไม่ค่อยเชื่อฟัง เดินไม่เป็นระเบียบเฉออกนอกแถวอยู่เป็นประจำ ค่อย ๆ เดินกลับเข้ามาในแถว ราวกับมันฟังสิ่งที่ซีเฟิงสั่งเข้าใจ ไม่เดินไปขวางเส้นทางของชาวบ้านที่เดินสวนทางมาอีกด้วย

พวกมันหลายตัวร้องรับบอกต่อกันไปด้วยว่าชายหนุ่มผู้นี้กำลังสั่งสิ่งใด ซีเฟิงที่เข้าใจคำเหล่านั้นยังอดที่จะยิ้มมองดูพวกมันด้วยความเอ็นดูไม่ได้

ชาวบ้านที่เดินสวนทางมานั้นมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความแปลกใจ ซีเฟิงพูดแค่ครั้งเดียวสัตว์พวกนี้กลับเดินเข้าแถวติดตามกันไปง่ายดายเพียงนั้นเลยหรือ

สัตว์เหล่านี้มากับชาวเรือที่เดินทางกลับมาจากแดนไกล ไม่ใช่สัตว์ในพื้นที่ ยิ่งเห็นซีเฟิงควบคุมมันได้เหมือนเคยเลี้ยงมาก่อนก็อดที่จะสงสัยขึ้นมาไม่ได้

ชายสูงวัยคนหนึ่ง เขาเป็นคนเก่าคนแก่ของหมู่บ้าน ผ่านทางมากำลังมุ่งหน้าผ่านเส้นทางนี้ เห็นซีเฟิงทำให้พวกสัตว์เดินต่อแถวกันกลับบ้านด้วยความเป็นระเบียบ เอ่ยสอบถามออกมา

“ซีเฟิง เจ้าฝึกมันจนทำได้เช่นนี้เลยอย่างนั้นหรือ”

“ข้าเพียงพูดบอกมันออกไปตามตรงเท่านั้นขอรับ มันก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ไม่ได้ทำอะไรยุ่งยากเลย”

แววตาของอีกฝ่ายยังเต็มไปด้วยความสงสัยอยู่ดี คำตอบพวกนี้ไม่ได้ช่วยไขความกระจ่างให้แก่คนอื่น ๆ เท่าใดนัก เพราะจะเป็นไปได้อย่างไร หากเป็นผู้อื่นพูดบอกพวกมันแบบนั้นบ้าง พวกมันจะทำตามได้เช่นนี้เลยอย่างนั้นหรือ

ชาวบ้านเดินทางห่างออกไปแล้ว มีสัตว์บางตัวเดินเข้ามาเบียดใกล้ ๆ เพื่อหวังให้ชายหนุ่มเอามือลูบที่หัวของมันบ้าง แปลกตรงที่ทุกครั้งที่มีตัวใดทำได้ มันก็มักจะมีท่าทีเคลิบเคลิ้มขึ้นมาเสียอย่างนั้น

โดยที่ซีเฟิงไม่รู้เลยว่า พลังจากดวงไฟสีเขียวในฝ่ามือของเขากำลังส่งพลังบางอย่างออกมาด้วย ความเย็นสบายในระยะเวลาสั้น ๆ ทำให้สัตว์ตัวนั้นรู้สึกได้ในทันทีเลยว่าร่างกายของมันแข็งแรงมากยิ่งขึ้น

สัตว์แต่ละตัวต่างเร่งฝีเท้าติดตามมาอย่างรู้งาน แม้ว่าสัตว์ตัวเล็กพวกนี้จะมีไม่มาก แต่พวกมันรู้ดีว่าเจ้านายที่รับเลี้ยงพวกมันดีกว่าชายร่างยักษ์ที่ท่าเรือนั่นเป็นไหน ๆ

โชคดีแค่ไหนแล้วที่ชายหนุ่มคนนี้เข้าช่วยเหลือเจ้านายเก่าของพวกเขา ทุกตัวถึงได้มาอยู่อาศัยในหุบเขาที่อากาศดีเช่นนี้

ชายร่างยักษ์ตาสีฟ้ายกสัตว์เลี้ยงรูปร่างแปลกตามาให้ หลังซีเฟิงรู้ว่าสัตว์พวกนี้สามารถให้น้ำนมและขนที่หนานุ่มแก่ครอบครัวได้จึงยอมรับเอามาอย่างเต็มใจ

อย่างน้อยมันน่าจะทำให้น้องเขาที่กำลังจะเกิดมาและท่านแม่มีน้ำนมได้ดื่มกิน เจ้าสัตว์พวกนี้จึงกลายมาเป็นสัตว์เลี้ยงของซีเฟิง ที่จะต้องต้อนไปเลี้ยงช่วงเย็นของทุกวัน

ซีเฟิงสังเกตแสงสีส้มปลายขอบฟ้า นึกขึ้นมาได้ว่าตนกลับบ้านเย็นย่ำมากเกินไปแล้ว ยามนี้ท่านแม่กำลังตั้งท้องน้องของเขาอยู่จะให้แบกท้องโตทำอาหารให้กับทุกคนในครอบครัวได้อย่างไร

เขาเร่งฝีเท้าให้เร็วมากขึ้น หวังจะรีบกลับไปช่วยทำอาหารก่อนที่ท่านแม่จะลงครัว

“กลับมาแล้วขอรับ”

“มา ๆ กลับมาแล้วก็ดี มาช่วยทางนี้หน่อย”

อวี้โม่ มารดาของซีเฟิงเป็นสตรีของหมู่บ้านตงฟาง แม้จะมีบุตรมาแล้วถึงสองคน แต่ความงดงามของนางนั้นก็ยังถือว่างดงามอยู่มาก เมื่อเทียบกับหญิงสาวในวัยเดียวกันใบหน้านั้นยังนับว่าอ่อนเยาว์อยู่ไม่น้อย

อวี้โม่แต่งงานกับจ้าวเกอ อดีตนายทหารที่ต้องออกมารักษาตัวเพราะอาการบาดเจ็บหลังทำศึก นับตั้งแต่เขาไม่ค่อยแข็งแรง บ้านฉินในช่วงหลังจึงใช้ชีวิตกันยากลำบากมากขึ้น

ท่านพ่อของซีเฟิงเป็นคนต่างเมืองที่มาแต่งงานกับอวี้โม่คนในหมู่บ้านตงฟาง หลังจากประสบภัยจากการทำศึกก็หันมาประกอบอาชีพเป็นเพียงชาวสวนชาวไร่ผู้ยากไร้เพียงเท่านั้น

จ้าวเกอที่กำลังยกถังน้ำอยู่หน้าบ้านกวักมือเร่งบุตรชายของตนให้รีบเข้าไปช่วยอวี้โม่ในครัว

เขาเองก็อยากจะไปช่วยเองอยู่หรอก ติดตรงที่ภรรยาเขามักจะไล่เขาออกมาเสียทุกที อาจเพราะห้องครัวของบ้านมีขนาดเล็ก สร้างไว้เพียงพอให้ร่างเล็กเข้าไปได้เท่านั้น ประกอบกับพื้นที่ของตัวบ้านไม่ใหญ่มากนัก ทำให้ทุกอย่างถูกบีบอัดอยู่ในพื้นที่จำกัด

“ช่วยแม่ก่อไฟสักหน่อย”

จากท้องที่ใหญ่โตขึ้นทำให้ท่านแม่ไม่สามารถนั่งในท่าทางที่จะก่อไฟกับพื้นได้ด้วยตัวเองอีกแล้ว

“ท่านแม่ออกไปรอด้านนอกเถิดขอรับ เดี๋ยวทางนี้ข้าจะจัดการเอง”

ซีเฟิงดูข้าวของที่วางอยู่ในครัวก็รู้แล้วว่าวันนี้ต้องกินผักป่าต้มเกลือและข้าวต้มน้ำใสอีกเป็นแน่ บ้านฉินแทบจะไม่ได้กินเนื้อเหมือนบ้านอื่นเลย เขามองอาหารในความทรงจำของร่างนี้ด้วยความหดหู่

อวี้โม่ที่ต้องออกมานั่งบนเก้าอี้ด้านนอกไม่ขัดขืนอันใด เพราะซีเฟิงเคยช่วยนางทำอาหารหลายครั้งแล้ว อาหารง่าย ๆ เพียงเท่านี้เขาคนเดียวก็น่าจะจัดการได้

ซีเฟิงกลับเข้ามาในครัว มองภาพข้าวก้นหม้ออันน้อยนิดนั้นแล้วแอบถอนหายใจออกมา ก้มมองไปที่ฝ่ามือทั้งสองข้างของตน

‘ลองดูหน่อยแล้วกันว่า จะช่วยอะไรได้มากน้อยแค่ไหน’

เขานำน้ำที่มีอยู่เทใส่ลงไปในหม้อ ใช้มือข้างหนึ่งสัมผัสผิวน้ำเล็กน้อย จู่ ๆ ก็เกิดแสงสว่างสีเขียวขนาดเล็กคล้ายลูกไฟวิ่งออกมา ก่อนค่อย ๆ เวียนวนตามการแกว่งมือและจางหายลงไปในหม้ออย่างน่าอัศจรรย์

เขาจัดการใส่ผักป่าให้ลงไปอยู่ในโจ๊กเลยเสียทีเดียว กลายเป็นโจ๊กที่ใส่ผักต้มและเกลือลงไป จากอาหารที่แสนจะธรรมดา ยามนี้กลับเต็มไปด้วยแร่ธาตุและพลังงานบางอย่างอยู่ภายในนั้น

ใครจะรู้เล่าว่าสิ่งที่เติมลงไปในนั้นจะทำให้ทุกอย่างกลมกล่อมขึ้นมาได้เสียอย่างนั้น กลายเป็นรสชาติที่ดีมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เมื่อถึงเวลาอาหาร ทุกคนในครอบครัวนั่งล้อมโต๊ะตัวเล็กใจกลางบ้านกินอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย

“ผักป่าที่เก็บมาครั้งนี้หวานเหลือเกิน”

อวี้โม่เข้าใจว่าความอร่อยเกิดจากผักที่ถูกเติมแต่งเข้ามาช่วยทำให้ข้าวต้มวันนี้มีรสชาติดียิ่งขึ้น

จ้าวเกอเองไม่ได้ซักถามให้มากความ เมื่อเห็นว่าอาหารอร่อยเขาก็จ้วงกินอย่างมีความสุข คิดแต่ว่าฝีมือบุตรชายของเขาไม่เลว วันหน้าน่าจะได้กินอาหารรสชาติที่ดีเช่นนี้อีก

โดยที่ทั้งสองคนไม่ได้สังเกตเลยว่าข้าวต้มของวันนี้นั้นมีจำนวนเม็ดข้าวหนาตาขึ้นกว่าเดิมมาก ทั้งที่ข้าวก้นถังภายในครัวของบ้านแทบจะไม่เพียงพอให้ทุกคนกินจนอิ่มท้องเสียด้วยซ้ำไป

ซีเฟิงยกยิ้มอย่างมีความสุข รู้สึกพอใจที่ไม่มีใครเริ่มตั้งคำถาม หรือสงสัยถึงความเปลี่ยนแปลงในบ้านหลังนี้

มีแค่น้องสาวนามว่า เยี่ยจิ่ง วัยสิบขวบที่นั่งอยู่ด้านข้างจับสังเกตถึงความผิดปกตินี้ได้แล้ว กระซิบถามพี่ชายออกมาเสียงเบา

“มันอร่อยจนผิดปกติมากเลยนะเจ้าคะ” นางหรี่ตาน้อย ๆ มองกลับมาอย่างจับผิด

ซีเฟิงได้ยินถึงกับชะงักไปในทันที มองน้องสาวที่เฉลียวฉลาดเกินวัยด้วยสายตาเฉียบคม เหมือนคนประเภทเดียวกัน กำลังจ้องมองกันไปมาอย่างไม่มีใครยอมใคร

เขาทำได้แค่เคาะไปที่หัวน้อย ๆ นั่นอย่างกลบเกลื่อน ตอบออกไปน้ำเสียงข่มขู่

“เจ้าไม่กินใช่ไหม เดี๋ยวข้าจะได้กินให้หมดเสียทีเดียว”

ได้ยินแบบนั้นเยี่ยจิ่งไม่รอช้า รีบเทข้าวต้มในถ้วยของตนลงคอไปในทันที ด้วยกลัวว่าพี่ชายจะแย่งส่วนของตนไปกินตามที่พูดจริง ๆ

ปรับปรุง

ซีเฟิงนอนไม่หลับเกือบทั้งคืน ครุ่นคิดอยู่ว่าจะแก้ปัญหาครอบครัวนี้อย่างไร บ้านฉินที่เขาอาศัยอยู่ในตอนนี้ขัดสนหลายสิ่งหลายอย่างเหลือเกิน ในโลกก่อนถึงตัวเขาเองจะไม่สะดวกสบายมากนัก แต่ก็ไม่เคยต้องลำบากขนาดนี้

ที่ดินหนึ่งผืนที่ใช้สำหรับอาศัยอยู่ในเวลานี้ก็มีแค่น้อยนิด เพียงพอต่อการสร้างบ้านหลังน้อย ๆ หลังนี้เท่านั้น สิ่งอำนวยความสะดวกใดล้วนไม่มีทั้งสิ้น เพียงอย่างเดียวที่ทำให้เขาเองรู้สึกโชคดีกว่าโลกก่อนอยู่บ้างนั่นก็คือ สมาชิกในครอบครัว

ทุกคนในบ้านฉินล้วนรักใคร่สามัคคีกันเป็นอย่างดี ความห่วงใยที่มีให้กันนั้นแม้แต่เขาเองที่ไม่เคยได้รับสิ่งเหล่านี้มาก่อนยังรู้สึกได้ ถือว่าเป็นครอบครัวที่อบอุ่นมากครอบครัวหนึ่งเลยทีเดียว

ชีวิตก่อนต่อให้เขาเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์มากแค่ไหน แต่ก็เป็นเพียงคนที่ขาดไร้ซึ่งบิดามารดาคนหนึ่ง ในเมื่อมาอยู่ที่นี่แล้วได้รับความอบอุ่นจากครอบครัว ความลำบากอื่นใดก็ยังพอมองข้ามไปได้

เขาเองจึงอยากลองใช้ชีวิตที่เหลืออยู่นี้กับคนที่นี่ มาลองดูสักหน่อยว่าครอบครัวฉินจะทำให้ชีวิตเขามีความสุขมากกว่าตอนที่เขาเป็นนักเวทผู้นั้นหรือไม่

ความลำบากที่บ้านฉินกำลังเผชิญอยู่นั้นไม่ใช่เรื่องแก้ไขไม่ได้ ตั้งใจเอาไว้ว่านับจากนี้ลงมือปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนสักหน่อย การที่จะทำให้ครอบครัวนี้กินอิ่มนอนหลับสบายก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องยากเย็น แต่ตอนนี้ตัวเขากลับยังคิดไม่ตกว่าเขาจะทำให้ชีวิตของทุกคนดีขึ้นได้อย่างไร

วิถีการดำรงชีวิตของที่นี่ล้าสมัยอย่างมาก เรียกได้ว่าขาดซึ่งสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างสิ้นเชิง การใช้ชีวิตของชาวบ้านยังคงพึ่งพาธรรมชาติเป็นหลัก ด้วยรูปลักษณ์ของซีเฟิง ชายหนุ่มรูปร่างผอมแห้งเช่นนี้ ตัวเขาเองคิดเท่าไหร่ก็ยังคิดไม่ออกว่าจะทำงานอันใดของโลกนี้ได้บ้าง

เขาสำหรับโลกใบนี้ยังไร้เดียงสายิ่งนัก อีกทั้งความทรงจำเกี่ยวข้องกับวิชาเวทก็มีอยู่อย่างจำกัด ไม่รู้เลยว่าต้องใช้เวลานานเท่าใดถึงจะสามารถเรียกใช้วิชาเวทได้อย่างคล่องแคล่วอีกครั้ง จนกว่าจะถึงตอนนั้นเขาทำได้เพียงใช้ความรู้ของร่างนี้ประคับประคองชีวิตและครอบครัวไปพลางก่อน

หลังจากคิดไม่ตกมาทั้งคืนว่าจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่นี้อย่างไร อย่างหนึ่งที่เขานึกออกคือทำให้ร่างกายนี้ดีขึ้น ถ้าสุขภาพของทุกคนดีขึ้นแล้วท่านพ่อท่านแม่เองก็น่าจะช่วยคิดได้ว่าจะทำอะไรกันต่อไป

ในความทรงจำของซีเฟิง จ้าวเกอท่านพ่อของเขามีอาการบาดเจ็บที่ขาเรื้อรังมานานและมักจะรู้สึกปวดมากขึ้นในช่วงฤดูหนาว อวี้โม่ท่านแม่กำลังตั้งท้องน้องของเขาอยู่ไม่มีเงินหาซื้อของกินมาบำรุงร่างกายเลยสักครั้ง แม้แต่น้องสาวเด็กวัยสิบขวบก็ตัวแคระแกร็นกว่าคนในวัยเดียวกันเสียอีก

ซีเฟิงก้มมองรูปร่างผายผอมของตนอีกครั้งก่อนถอนหายใจออกมา ร่างกายนี้ต้องบำรุงเป็นการด่วน ไร้เรี่ยวแรงอนาคตจะไปทำงานอันใดได้กันเล่า

เขาเดินเข้าไปเอาตะกร้าสะพายหลัง เอ่ยบอกท่านพ่อท่านแม่ที่นั่งห่างออกไปไม่ไกล

“ข้าจะไปหาผักป่านะขอรับ”

จ้าวเกอเองได้ยินรีบวางฟืนในมือ ตั้งใจจะตามเข้าป่าไปช่วยลูกชายตนเหมือนเช่นเคย แต่คราวนี้ซีเฟิงกลับเอ่ยปฏิเสธออกมาแทบจะในทันที หยิบยกท่านแม่มาเป็นข้ออ้างเพื่อไม่ให้ท่านพ่อติดตามไป

“ท่านแม่ท้องใหญ่มากแล้ว ต้องอยู่บ้านกับน้องสาวแค่สองคน ท่านพ่ออยู่ที่นี่ดูแลท่านแม่เถิดขอรับ ที่เหลือข้าจะจัดการเอง”

ซีเฟิงรับรู้ถึงอาการเรื้อรังที่ขาของท่านพ่อดี รีบหาข้ออ้างให้เขาอยู่บ้านเสียก่อน ที่สำคัญคือจะให้ใครเห็นไม่ได้ว่าเขาจัดการเรื่องภายในป่าอย่างไร ถ้าท่านพ่อได้เห็นท่าทีแปลกประหลาดของเขา อาจคิดว่าลูกของตนถูกปีศาจเข้าสิง ถึงตอนนั้นคงกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมามากกว่าเดิม

เขาเลือกที่จะเดินทางเข้าป่าใกล้ ๆ เพียงลำพังเพื่อรื้อฟื้นความสามารถดั้งเดิมของตน หากเรียกวิชาเวทมาใช้ได้เรื่องสุขภาพของคนในบ้านก็จะง่ายดายยิ่งขึ้น

พื้นฐานของพลังมาจากธรรมชาติ มีพลังธรรมชาติเท่าใดก็จะสามารถสะสมพลังเวทให้แข็งแกร่งได้มากขึ้นเท่านั้น หากไม่มีย่อมสร้างไม่ได้ ซีเฟิงจึงอยากออกไปสำรวจดูป่าไม้ของที่นี่สักหน่อยว่าช่วยเขาได้หรือไม่ หวังเหลือเกินว่าจะเป็นประโยชน์ต่อพลังเวทที่ต้องการเรียกคืนกลับมา

ซีเฟิงสำรวจภายในตะกร้าไม้ไผ่สานก่อนออกเดินทาง เมื่อเห็นว่าของสำหรับการเดินป่าครบถ้วนเขาจึงสะพายขึ้นหลังออกเดินทางในทันที กลัวว่าท่านพ่อจะเปลี่ยนใจติดตามมา เขาก้าวยาว ๆ เข้าสู่ป่าหลังบ้านของตนอย่างรวดเร็ว ฝีเท้าจึงดูเร่งรีบกว่าปกติมาก

พลังเวทเรียบง่ายอย่างการลดน้ำหนักสิ่งของเป็นเรื่องที่เขาเองยังพอจดจำได้ เมื่อเห็นว่าระหว่างทางไม่มีใครอยู่แล้วจึงลองใช้นิ้วมือขีดเขียนร่ายพลังบางอย่างลงไป ก่อนที่น้ำหนักตะกร้านั้นจะหายไปอย่างสิ้นเชิง

เมื่อพบว่าในตอนนี้ความรู้สึกที่ได้รับจากตะกร้าสะพายหลังนั้นแทบไม่มีอยู่จริง ซีเฟิงยกยิ้มน้อย ๆ ยืดหลังขึ้นเดินเท้าเข้าป่าต่อไป ระหว่างทางนั้นไม่พบเจอใครเลย ยิ่งเดินเข้าไปลึกมากเท่าใดเสียงก็ยิ่งเงียบลงมากขึ้นเท่านั้น

ชายป่าชั้นนอกส่วนที่ติดอยู่กับหมู่บ้านจะมีชาวบ้านเข้ามาหาของป่ากันอยู่เป็นประจำ แต่มีน้อยคนนักที่จะเข้าไปในป่าชั้นใน ด้วยเหตุที่ว่าป่าชั้นในที่เงียบสงบนั้นกลับเต็มไปด้วยสัตว์ดุร้ายมากมาย มันอันตรายเกินกว่าที่ผู้คนของที่นี่จะจัดการได้ ไม่ว่าจะเสือ หมี หรืออสรพิษอื่น ๆ ล้วนเป็นสิ่งที่น่าหวาดกลัวแทบทั้งสิ้น

คนในหมู่บ้านเข็ดขยาดที่จะเข้ามาในป่าลึก หลายคนที่ลองเข้าไปไม่มีโอกาสได้กลับออกมาอีกเลย แม้แต่การเข้าไปนำร่างไร้วิญญาณออกมาก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ มันอันตรายจนใคร ๆ ก็ไม่กล้าที่จะเข้าไปใกล้เสียด้วยซ้ำ

ไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ยังมีคนไปพบซากกระดูกแขนขาของมนุษย์ที่รอยต่อระหว่างป่าชั้นในและชั้นนอก ตอกย้ำได้เป็นอย่างดีเลยว่าป่าชั้นในเป็นสถานที่ที่ไม่ควรเข้าไปอย่างยิ่ง

หากเป็นซีเฟิงคนเดิมเขาอาจจะต้องใช้ความกล้าทั้งชีวิตเพื่อก้าวตรงไปที่นั่น แต่ชายหนุ่มที่กำลังมองไปข้างหน้า สองขาก้าวเดินไม่ใช่ซีเฟิงคนเดิมอีกต่อไปแล้ว เขาก้าวย่างไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่นไม่เกรงกลัวสิ่งใดเลยแม้แต่น้อย

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...