โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

นักศึกษาไทยในสนามชิงชัยชื่อสิงคโปร์ ตอน 2

the Opener

เผยแพร่ 02 ก.ค. 2567 เวลา 07.52 น. • The Opener

กัปปิยนารถ วรรณสิริวิไล

"ริว" จบการศึกษาทางด้าน Computer Science จาก National University of Singapore (NUS) เขาเป็นอดีตประธานสมาคมนักเรียนไทยในสิงคโปร์ หรือ ATSIS (Association of Thai Student in Singapore) และจะพาทุกท่านไปสัมผัสชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัยในสิงคโปร์ทั้งในและนอกห้องเรียน รวมถึงเส้นทางที่นักศึกษาต่างชาติต้องเผชิญหลังจากที่ได้ใบปริญญา

อ่าน นักศึกษาไทยในสนามชิงชัยชื่อสิงคโปร์ ตอน 1

เครือข่ายนักเรียนไทยในสิงคโปร์

ริว เคยเป็นประธาน สมาคมนักเรียนไทยในสิงคโปร์ หรือATSIS (Association of Thai Student in Singapore) แหล่งรวมตัวนักเรียนไทยทุกระดับ ทุกสถาบัน ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนมัธยม มหาวิทยาลัย ป.ตรี โท เอก นักเรียนที่มาแลกเปลี่ยนหรือมาทำโปรเจ็คที่สิงคโปร์ก็สามารถเข้าร่วมได้ จากข้อมูลของ ATSIS พบว่า มีนักเรียนไทยในสิงคโปร์มากกว่า 200 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ในระดับปริญญาตรีนิยมมาเรียน การเงิน การตลาด เศรษฐศาสตร์ Business Analytics, Animation, Graphic Design, Integrated Sustainable Design, Public Policy, วิศวกรรมศาสตร์ และ วิทยาศาสตร์สาขาต่าง ๆ เช่น Data Science, Computer Science, Computer Engineering, Life Science (Biology), Chemistry, Physics เป็นต้น

ATSIS มีขึ้นเพื่อเป็นศูนย์รวมของนักเรียนไทยในสิงคโปร์ ในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การสังสรรค์ร่วมกันในบางโอกาส บ้างก็หาตั๋วคอนเสิร์ตศิลปินไทยที่มาแสดงที่สิงคโปร์มาแจก บ้างก็รวมตัวทำคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียอย่างสนุกสนาน บ้างก็จัดแนะแนวเรียนต่อให้นักเรียนไทยทั้งในประเทศไทยและสิงคโปร์ บ้างก็จัด Career Fair ร่วมกับบริษัทและหน่วยงานต่าง ๆ

ล่าสุดเพิ่งจัด Career Fair ร่วมกับ JobTopGun Thailand เพื่อบริษัทไทยที่สนใจจ้างนักเรียนนอกเข้าทำงาน อาจกล่าวได้ว่า ATSIS เป็นกลุ่มเพื่อนที่อยู่เคียงข้างเด็กนักเรียนไทยตั้งแต่วันแรกที่มาเหยียบเกาะสิงคโปร์เลยทีเดียว

“หากเด็กไทยต้องการความช่วยเหลืออะไร หรือมีเรื่องไม่สบายใจ เรื่องเครียด เรื่องการเรียน หรืออยาก join community ก็สามารถติดต่อ ATSIS ได้เลยนะครับ” ริวกล่าว

นอกจากนี้ ATSIS ยังมีความสัมพันธ์อันดีกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สมาคมไทย สิงคโปร์ และ สถานเอกอัคราชทูตไทย ณ สิงคโปร์ ที่ร่วมกันจัดงานสงกรานต์ งานวันลอยกระทง และงานเลี้ยงสังสรรค์กับนักเรียนไทยอยู่บ่อยครั้ง แต่ก่อนคนไทยก็จะพากันไป Golden Mile Complex ศูนย์การค้าที่มีร้านค้าไทยและร้านอาหารไทยมากมาย และเป็นแหล่งรวมตัวของคนไทยขนาดใหญ่ ซึ่งแต่ก่อนริวและเพื่อน ๆ มักมากินอาหารไทยที่นี่ แต่น่าเสียดายที่ศูนย์การค้าแห่งนี้ต้องปิดตัวลงเมื่อเดือนพฤษภาคม 2023 ทำให้ร้านค้าต่างกระจัดกระจายไปยังที่ต่าง ๆ ตอนนี้ริวชอบไปกินหมูกระทะและอาหารไทยอื่น ๆ ที่ Folks Collective และ Warm Up Cafe ร้านอาหารและบาร์ไทยย่าน CBD แทน

สมาคมไทย สิงคโปร์ หรือThai Association Singapore

เป็นหน่วยงานไม่แสวงหาผลกำไร ที่ช่วยสนับสนุนและช่วยเหลือชุมชนชาวไทยพร้อมทั้งส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมของไทยให้กับประชาชนทั่วไป

CBD

ย่อมาจาก Central Business District ของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นแหล่งรวมศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน และสถานที่สำคัญทางเศรษฐกิจมากมาย

‘Kiasu Culture’ เมืองเจริญ คนกระด้าง

Kiasu เป็นคำศัพท์ภาษาจีนฮกเกี้ยน หมายถึง พฤติกรรมหรือความรู้สึกที่ไม่อยากแพ้คนอื่น พยายามเอาชนะ ไม่ใช่แค่ทำให้ดีกว่าคนอื่น แต่บางครั้งถึงขั้นกดคนอื่นให้ต่ำกว่าในบางครั้ง อันนำไปสู่นิสัยที่ชอบการแข่งขันและมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นลดน้อยลง

วัฒนธรรม Kiasu สอดแทรกอยู่ในทุกแง่มุมชีวิตของสังคมสิงคโปร์ เช่น การสอบ PSLE ของเด็ก ป.6 เพื่อเข้า ม.1, การสอบ O-level ตอน ม. 4 และ A-level ตอน ม.6 ซึ่งเป็นการแข่งขันระดับชาติที่เคร่งเครียดและกดดันทั้งเด็กและผู้ปกครอง หรือการแข่งกันสะสมแต้มเพื่อแย่งเข้าหอพักของมหาวิทยาลัยดังที่กล่าวไปข้างต้น

แต่ข้อดีของวัฒนธรรม Kiasu คือ ความเจริญก้าวหน้าของสังคมในมิติต่าง ๆ เพราะผู้คนต่างก็แข่งกันเป็นที่หนึ่ง แข่งกันสร้างและพัฒนา ผลลัพธ์จึงเป็นบ้านเมืองที่สวยงามและเจริญรุ่งเรืองอย่างสิงคโปร์ในปัจจุบัน แต่ก็แลกมากับความเครียดในการใช้ชีวิต ถึงชัยชนะจะหอมหวาน แต่ความพ่ายแพ้ก็บั่นทอนจิตใจขนาดหนัก

“ผมไม่ค่อยชอบ Kiasu Culture เพราะถ้าเราไม่ระวังมันจะ destructive มากกว่า constructive แต่ผมเองก็ชอบ Meritocratic Culture ของสิงคโปร์นะ เราควรพิจารณาเหรียญทั้ง 2 ด้านจะได้เห็นทั้งข้อดีและข้อเสียของมัน” ริวกล่าว

Destructive แปลว่า บ่อนทำลาย
Constructive แปลว่า สร้างสรรค์ ก่อให้เกิดประโยชน์
Meritocratic Culture คือ วัฒนธรรมการให้คุณค่าคนจากความสามารถ ไม่ใช่สถานะหรือทรัพย์สิน

ในรั้วมหาวิทยาลัยสิงคโปร์ก็มีวัฒนธรรม Kiasu แทรกอยู่อย่างเข้มข้น นักศึกษาต่างแข่งกันเรียน ซุ่มอ่านหนังสือ ต่างคนต่างอยู่

“คนไทยเราก็จะถามเพื่อนว่าไหวไหม เป็นอะไรหรือเปล่า แต่คนที่นี่ถ้าไม่สนิทกันจริง ๆ เขาก็อาจจะไม่ได้ยื่นมือมาช่วยกันขนาดนั้น” ริวเล่า

ริวเป็นห่วงนักเรียนไทยที่ไม่มีภูมิคุ้นกันจากสังคมที่มีการแข่งขันสูงมาก่อน ซึ่งจะต้องปรับตัวอย่างหนักหน่วง

“ระวังโดน Kiasu กลืน ถ้าติด Kiasu แล้วชีวิตจะเครียดมาก ความท็อกซิกอาจก่อตัวขึ้นในใจโดยที่เราไม่รู้ตัวแล้วเอาออกยาก ไม่ต้องไปแข่งกับเขา แต่แข่งกับตัวเองให้ทุก ๆ วันของเราดีขึ้น เดินไปข้างหน้าในจังหวะของตัวเองและอย่ายอมแพ้ แค่นี้ก็พอแล้ว” ข้อคิดที่ริวฝากถึงทุกคน

ส่วนบรรยากาศการเรียนในห้อง ริวเล่าว่าประชากรของ Computer Science ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กเนิร์ด ไม่ค่อยคุยกันมากเท่าคณะอื่น เพื่อนร่วมคลาสนอกจากจะเป็นอัจริยะ ซึ่งบางคนเลือกเรียนภาควิชานี้แทนที่จะเลือกเรียนแพทย์หรือกฎหมาย ยังมีนักเรียนทุนต่างประเทศที่ย้ายมาจากคณะอื่น ทำให้มีกลิ่นอายการแข่งขันเข้มข้นตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาเรียน จึงค่อนข้างกดดันพอสมควร

แต่เมื่อไปเรียนต่างคณะก็จะมีบรรยากาศที่ต่างออกไปแล้วแต่คาแรคเตอร์ของผู้เรียน เช่น Business ก็จะเข้าถึงง่าย คนไทยส่วนมากไม่มีปัญหากับการเข้าหาคนสิงคโปร์ เพราะคนสิงคโปร์ส่วนใหญ่มักจะชอบคนไทย (และอาหารไทย) แต่ก็ยังมีบางส่วนที่เป็น Xenophobia หรือโรคเกลียดกลัวคนต่างชาติโดยที่ไม่ได้เจาะจงที่ชาติใดเป็นหลัก ซึ่งริวบอกว่า เราและเขาก็พยายามไม่ข้องเกี่ยวกัน

เด็กจบใหม่ประสบการณ์ 4 ปี มีจริงที่สิงคโปร์

การฝึกงาน ก็เป็นสิ่งที่สะท้อนความเข้มข้นและแข่งขันสูงของนักเรียนและนักศึกษาในสิงคโปร์ได้ดี เพราะที่นี่สามารถฝึกงานและทำงานในบริษัทต่าง ๆ ได้ตั้งแต่ชั้นมัธยม หรือช่วงเวลาระหว่างปิดเทอม ม.6 รอขึ้นปี 1 ก็มีนักเรียนสิงคโปร์จำนวนมากเริ่มต้นชีวิตทำงานก่อนชีวิตมหาวิทยาลัยเสียอีก เมื่อเข้ามหาวิทยาลัยมาแล้วก็นิยมฝึกงานกัน 5-7 ที่ มากที่สุด 12 ที่ ในระยะเวลา 4 ปี โดยฝึกงานช่วงปิดเทอม หรือระหว่างเรียน หรือทั้งคู่ บริษัทหรือองค์กรที่ไปฝึกงานก็มีหลากหลายประเภท หลายขนาด หลากระดับ ทั้งนักศึกษาติดต่อฝึกงานด้วยตัวเอง และมหาวิทยาลัยช่วยหาให้

● ที่สิงคโปร์ นักเรียนและนักศึกษาจากบางสถาบันที่รัฐกำหนดสามารถถูกว่าจ้างให้ทำงานในบริษัทหรือองค์กรต่าง ๆ ได้อย่างถูกกฎหมาย

ที่ NUS มีโครงการฝึกงานมากมาย ตามสาขาและหลักสูตร บางโครงการก็ได้ร่วมงานกับบริษัทชั้นนำระดับโลกทั้งในและนอกประเทศ การบินไปต่างประเทศเพื่อฝึกงานหลาย ๆ เดือนเป็นเรื่องปกติของนักเรียนที่นี่ นอกจากนี้ NUS ยังสร้าง Job Portal ที่เรียกว่า NUS TalentConnect หรือช่องทางหางานหรือที่ฝึกงาน ให้บริษัทที่ต้องการว่างจ้างนักศึกษา NUS มาประกาศรับสมัครงานโดยเฉพาะ

ริวยังเสริมอีกด้วยว่า NUS มีโครงการ Experiential Learning ที่ไปทำงานกับ Start Up ต่างประเทศที่มีชื่อเรียกว่า NOC ส่วนริวไม่ร่วมโครงการฝึกงานต่างประเทศนี้ของมหาวิทยาลัยเพราะริวมองว่ายังมี “การตีกรอบ” ที่มากเกินไปสำหรับการเป็นผู้ประกอบการที่ดี ผู้ประกอบการควรสร้างโอกาสให้ตัวเองได้ไม่ใช่ยื่นใบสมัครบนโต๊ะที่มีคนเอามาตั้งเอาไว้แล้วทำตามเกณฑ์ 1, 2, 3, 4… (เช่น บังคับว่าต้องเรียนวิชานี้ ลงคอร์สนี้แล้วจะต้องไปเรียนคอร์สสัมนาเกี่ยวกับการเป็นผู้ประกอบการ และมีสอบวัดผลอีกทีว่าควรทำอะไร อย่างไร) ริวจึงอยากออกนอกกรอบและพิสูจน์ว่าแม้ไม่ได้เดินตามเส้นทางที่สังคมกำหนดไว้ เขาก็สามารถไปถึงเป้าหมายได้เช่นกัน ริวหาบริษัทที่อยากร่วมงานด้วยตนเอง และปัจจุบันทำงานที่นั่นมาร่วม 2 ปีแล้ว

ด้วยประสบการณ์ฝึกงานที่โชกโชน ทำให้วลี “เด็กจบใหม่ประสบการณ์ x ปี” เป็นเรื่องปกติสามัญในสิงคโปร์ ความเหนือมนุษย์ ความทะเยอะทะยานที่ตั้งเป้าหมายชัดเจน วางแผนรอบคอบรัดกุมเป็นระบบระเบียบ เป็นจุดแข็งที่นำพาให้สิงคโปร์พัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่ริวก็ไม่ค่อยชอบความเป็นระบบ มีแบบแผนและเส้นทางที่เป็น “สูตรสำเร็จ” นี้มากนัก

เขามองว่านวัตกรรมต่าง ๆ ในประเทศนี้แม้จะล้ำสมัยแต่ก็ยังถูกสร้างอยู่ในกรอบ ยังไม่มี “Wow Factor” เหมือนในสหรัฐ หรือแม้กระทั่งในไทย

“สมมติว่าคุณอยากสร้างบริษัท Start-Up คนไทยก็จะมีวิธีสร้างที่แตกต่างหลากหลาย อาจเกิดจากการรวบรวมคอนเนคชัน ทำงานมาสักพัก มีประสบการณ์มากพอ รู้จักคนมากพอ ก็พอจะเริ่มทำได้ แต่ที่สิงคโปร์ เขาจะทำ To do list ขึ้นมา แล้วลงมือทำตามนั้น ถ้าไม่มี list ก็ไม่ทำ หรืออย่างสายครีเอทีฟ งานโฆษณาที่นี่ก็มีสูตรในการทำ มี KPI ทุกขั้นตอน แต่พอเขามาเห็นโฆษณาไทยที่มีจิ้งจกกอดกันก็จะว้าวกันมาก” ริวเล่า

เปิดประตูใจ ค้นพบสิ่งใหม่ที่สิงคโปร์

ด้วยตำแหน่งประธาน ATSIS และอัธยาศัยที่ดีของริว ทำให้เขามีเพื่อนมากมายหลายกลุ่ม ทั้งเพื่อนนักเรียนไทย นักเรียนแลกเปลี่ยน นักเรียนสิงคโปร์ เพื่อนกลุ่มเด็กเรียน กลุ่มทำกิจกรรม แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ทุกคนเรียนเก่ง ทุกคนอ่านหนังสือ พอทุกคนมีความคล้ายกัน ก็ทำให้เราค้นพบตัวเองได้ง่ายขึ้น

“เมื่อก่อนเราก็เป็นเด็กเรียน แต่พอเจอทุกคนเป็นเด็กเรียน อีโก้เราก็จะลดลงเพราะเราไม่ใช่คนพิเศษอีกต่อไป เรารู้จักตัวเองมากขึ้นหลังจากที่เห็นทุกคนอ่านหนังสือ ทำให้เราอยากออกไปค้นหาตัวเองมากขึ้น” ริวเล่าถึงสาเหตุที่ทำให้เขาได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ และพบว่าชีวิตยังมีสิ่งให้ค้นหาอีกมากนอกจากการเรียน หากลดอัตตาของตัวเองลง และเป็นตัวเองให้มากขึ้น

นอกจากเพื่อนนักเรียนไทย ริวก็มีเพื่อนหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มเพื่อนคนสิงคโปร์ที่พาไปเปิดโลกคริสตศาสนาในสิงคโปร์ที่โบสถ์ Heart of God Church ซึ่งมีแนวปฏิบัติที่ “มันส์” ในรูปแบบเวทีคอนเสิร์ต บทเพลงสรรเสริญพระเจ้าในทำนองร็อค ผู้คนกระโดดโลดเต้นตะโกนร้องเพลงสุดพลัง ทำให้เขาได้เห็นสิงคโปร์ด้านที่สนุกสนาน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และต้อนรับคนที่หลากหลาย

“ผมเป็นคนที่นับถือศาสนาพุทธ แต่ไม่ได้ปิดกั้นคำสอนของศาสนาอื่น ๆ และแม้ผมจะใช้ชีวิตตามหลักวิทยาศาสตร์ ความเป็นเหตุและผลเนื่องจากเรียนสายวิทย์มาตลอด แต่ผมก็เชื่อและศึกษาคำสอนของศาสนาพุทธ คริสต์ ซิกข์ และ เซนญี่ปุ่น ผมว่ามันมีอะไรหลายอย่างให้เราเรียนรู้เกี่ยวกับความหลากหลายทางความคิดและความเชื่อ” ริวเล่า

ความหนักใจมากับใบปริญญา

ทุนที่รัฐบาลมอบให้นักเรียนต่างชาตินั้น พ่วงมาด้วยเงื่อนไขว่าจะต้องทำงานในสิงคโปร์ต่ออีก 3 ปี หลังเรียนจบ คล้ายกับการ “ใช้ทุน” ในวงการแพทย์ของไทย หากผู้รับทุนไม่ต้องการใช้ทุน (อาจจะเพราะต้องการไปทำงานต่างประเทศ หรือ หางานในสิงคโปร์ไม่ได้) จะต้องชดใช้ทุนเป็นค่าเทอมตลอดการศึกษาพร้อมดอกเบี้ย

ริวเองก็กำลังอยู่ระหว่างการต่อรองกับบริษัทเพื่อขอทำงานที่ไทย ซึ่งการทำงานกับบริษัทสิงคโปร์หรือบริษัทข้ามชาติที่จดทะเบียนในสิงคโปร์ เช่น Microsoft, Google สามารถทำงานนอกสิงคโปร์ได้โดยไม่ผิดสัญญาการใช้ทุน อีกทั้งมหาวิทยาลัยจะออก EP Eligibiltiy Letter คล้ายกับจดหมายแนะนำให้กับผู้รับทุนไปยื่นกับนายจ้างเพื่อสมัครงาน เพิ่มโอกาสภาครัฐในการออกใบอนุญาตทำงานเพื่อให้ได้งานแรกในสิงคโปร์หลังจบการศึกษา

EP Eligibility Letter

คือ จดหมายรับรองคุณสมบัติโดยมหาลัยเพื่อส่งให้รัฐบาล ละเว้นเงื่อนไขเงินเดือนขั้นต่ำสำหรับผู้ที่ต้องการสมัคร EP (Employment Pass) ซึ่งโดยปกติจะต้องมีเงินเดือน 5,500 ดอลลาร์สิงคโปร์ขึ้นไป (นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2024 เป็นต้นไป) เพื่อช่วยให้ผู้ถือจดหมายได้รับการจ้างงาน โดยที่นายจ้างสามารถออก EP ให้ได้ แม้เงินเดือนจะไม่ถึง 5,500 ดอลลาร์สิงคโปร์

● สิงคโปร์ไม่มีค่าแรงขั้นต่ำ ค่าตอบแทนทุกรูปแบบขึ้นอยู่กับกลไกตลาดเสรี หากเงินเดือนต่ำเกินไปคนก็จะไม่รับงานนั้น เป็นต้น

สถานะ PR หรือ Permanent Residency ของสิงคโปร์ ก็เป็นสิ่งที่นักเรียนต่างชาติและชาวต่างชาติในสิงคโปร์หลายคนต้องการ เนื่องจากผู้ถือ PR สามารถสมัครงานได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่อง โควตาการจ้างชาวต่างชาติ ของบริษัทต่าง ๆ หากชายต่างชาติสมัคร PR ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัยจะมีสิทธิ์ได้รับสูงมาก เพราะจะต้องไป รับใช้ชาติ เป็นทหาร, ตำรวจ หรือข้าราชการพลเรือนของสิงคโปร์ (National Service) ซึ่งชายสิงคโปร์ทุกคนต้องทำเป็นระยะเวลา 2 ปี นั่นเอง

นี่จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ผู้ชายสิงคโปร์นิยมแต่งงานไวดังที่กล่าวไปข้างต้น เพราะพวกเขามองว่า การรับใช้ชาติเป็นเวลา 2 ปีแรกหลังเรียนจบนั้นเป็นการเสียโอกาสและเวลาไปมากแล้ว แต่หากผู้ชายต่างชาติสมัคร PR หลังเรียนจบ ถ้าได้ก็ไม่ต้องไปเกณฑ์ทหาร แต่โอกาสในการได้ก็ต่ำมาก การไม่สมัคร PR ตั้งแต่ยังเรียนอยู่จึงเป็นการปล่อยโอกาสที่ใหญ่ที่สุดให้หลุดมือไป แต่การไปเป็นทหารถึง 2 ปี ก็เป็นเรื่องหนักใจสำหรับชายชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานพอสมควร

โควตาการจ้างชาวต่างชาติ

สิงคโปร์มีกฎหมายให้แต่ละบริษัทจ้างพนักงานสิงคโปร์และพนักงานต่างชาติ ในอัตราส่วน 3:1 (ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ) ทำให้บริษัทดังมักสงวนโควตาไว้สำหรับผู้ที่มีความสามารถสูง การแข่งขันจึงสูงมาก

การรับใช้ชาติ หรือ National Service (NS) ของสิงคโปร์ ต่างจากการเป็นทหารเกณฑ์ที่ไทย โดย NS เป็นการตื่นเช้าไปทำงานและกลับบ้านตอนเย็นตามปกติเหมือนทำงานประจำ แต่บางหน่วยงานและตำแหน่งอาจต้องไปประจำการที่ต่างประเทศ

หญิงต่างชาติที่สมัคร PR ไม่จำเป็นต้องไปทำ National Service แต่ผู้หญิงที่ได้ PR ส่วนมากมาเรียนที่สิงคโปร์ตั้งแต่มัธยมปลาย

สำหรับริวแล้ว เขาเลือกที่จะทำงานใช้ทุนจนครบ 3 ปีก่อน หลังจากนั้นเขาวางแผนจะไปประเทศสหรัฐอเมริกา ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ตามคำแนะนำของผู้บริหาร Google ท่านหนึ่งที่มีประสบการณ์การทำงานมากกว่า 20 ปีที่สนิทสนมด้วย ริวอยากลองไปใช้ชีวิตที่นั่นดูสักครั้ง ไปค้นหาสิ่งใหม่ ๆ สำรวจโลกที่กว้างกว่าเดิม

อยู่ต่อหรือไปต่อ

นักเรียนต่างชาติที่มาเรียนที่สิงคโปร์ต่างก็มีเป้าหมายในการศึกษาในสถาบันชั้นนำระดับโลก เพื่อโอกาสในการทำงานที่ดี ทั้งในสิงคโปร์และทั่วโลก แม้จะต้องเผชิญความกดดันและความเครียดจากสังคมที่มีการแข่งขันสูง ยิ่งมีทุนมอบให้ก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธหากต้องการทำงานในสิงคโปร์ต่อหลังเรียนจบ แต่เส้นทางหลังจากนั้นไม่อาจคาดเดาได้ หลายคนเลือกที่จะปักหลัก สร้างเนื้อสร้างตัวที่นี่ แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ก้าวสู่บันไดขั้นต่อไปในต่างประเทศ

รัฐบาลสิงคโปร์ฉลาดในการ “ปั้น” คน ทั้งดูแลและสนับสนุนพลเมืองอย่างดี ดึงดูดคนมีความสามารถจากทั่วโลกมาช่วยกันพัฒนาประเทศด้วยความเจริญและคุณภาพชีวิตที่ดี แต่บางครั้งผู้คนก็พบจุดหมายปลายทางที่ดีกว่าและพร้อมจะโบยบินไปจากสิงคโปร์

สุดท้ายแล้วทุกคนล้วนมีเส้นทางของตัวเอง จึงเป็นโจทย์อันท้าทายของทุกรัฐ ทุกสังคม ที่จะต้องมอบพื้นที่และโอกาสให้คนอยากมาสร้างเส้นทางเพื่อเดินไปข้างหน้าพร้อม ๆ กัน

อ่าน นักศึกษาไทยในสนามชิงชัยชื่อสิงคโปร์ ตอน 1

เอกสารอ้างอิง
4 Key Differences: Singapore PR vs. LTVP. Accessed 15 May 2024.
ASEAN Scholarships for Thailand. Accessed 16 May 2024
ATSIS Association of Thai Students in Singapore . Accessed 16 May 2024.
Cambridge International as & a Levels.Cambridgeinternational.org, 2019,
HDB Introduces the Build-To-Order System.
Postgraduate Student Career Services. Accessed 16 May 2024.
Thai Association Singapore - สมาคมไทย สิงคโปร์

อ่านบทความอื่นของผู้เขียน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...