โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ที่สุด "สนามบินสุวรรณภูมิ"

ประชาชาติธุรกิจ

เผยแพร่ 10 ส.ค. 2561 เวลา 08.35 น.

คอลัมน์ ชั้น 5 ประชาชาติ

โดย ประเสริฐ จารึก

หลังรัฐบาลทุ่ม 123,942 ล้านบาท เนรมิตทุ่งหนองงูเห่า 20,000 ไร่ เป็นสนามบินนานาชาติ สุวรรณภูมิ เปิดบริการวันที่ 28 ก.ย. 2549

จากรูปแบบก่อสร้างที่สุดอลังการ ทำให้ “สนามบินสุวรรณภูมิ” สร้างสถิติของโลกในเวลานั้น ถูกบันทึกเป็นสนามบินมีหอบังคับการบินที่สูงที่สุดในโลก ด้วยความสูง 132.2 เมตร มีอาคารผู้โดยสารใหญ่ที่สุด ด้วยพื้นที่ใช้สอย 563,000 ตารางเมตร

ล่าสุด “สนามบินสุวรรณภูมิ” คว้าอันดับที่ 36 สนามบินที่ดีที่สุดในโลก จากผลการจัดอันดับสนามบินที่ดีที่สุดในโลก หรือ World Airport Awards ประจำปี 2018 โดยสกายแทรกซ์ (Skytrax) ที่ได้สำรวจความเห็นจากผู้ใช้บริการสนามบินกว่า 100 ชาติ ใน 550 สนามบินทั่วโลก

และจากการที่ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวมาเยือนมากขึ้นทุก ๆ ปี ทำให้ธุรกิจการบินโตกระฉูด คนล้นทะลักสุวรรณภูมิ สถิติล่าสุดมีคนใช้บริการถึง 61 ล้านคนต่อปี เกินขีดความสามารถ 45 ล้านคนต่อปี ทำให้รัฐบาลเร่งขยายสนามบินสุวรรณภูมิเป็นระยะที่ 2-5 วางกรอบพัฒนาไปถึงปี 2573 คาดว่าจะใช้เงินลงทุนกว่า 3 แสนล้านบาท

ปัจจุบัน “ทอท.-บมจ.ท่าอากาศยานไทย” กำลังโหมตอกเข็มสุวรรณภูมิระยะที่ 2 อย่างหนักหน่วง หลังอัดเงินอีก 51,862 ล้านบาท จะเปิดใช้กลางปี 2563 รองรับผู้โดยสาร 60 ล้านคนต่อปี

และเพื่อไม่ให้ขาดช่วงได้เร่งประมูลก่อสร้างระยะที่ 3 ต่อทันทีในปี 2562 แล้วเสร็จในปี 2564 สามารถรองรับผู้โดยสาร 90 ล้านคนต่อปี

จากนั้นเดินหน้าขยายระยะที่ 4 ในปี 2564-2569 และระยะที่ 5 ซึ่งเป็นระยะสุดท้ายของโครงการในปี 2568-2573 เมื่อครบทั้งโครงการจะมี 3 อาคารผู้โดยสาร 2 อาคารเทียบเครื่องบิน 4 รันเวย์ ทำให้สุวรรณภูมิใน 10 ปีข้างหน้ารองรับผู้โดยสาร 150 ล้านคนต่อปี

“เอนก ธีระวิวัฒน์ชัย” รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. สายงานวิศวกรรมและการก่อสร้าง ฉายภาพความเป็นที่สุดของสนามบินสุวรรณภูมิ ให้ฟังว่า สุวรรณภูมิเป็นสนามบินที่มีมาตรฐานสากล มีพื้นที่ทั้งหมด 20,000 ไร่ เทียบเท่าสนามฟุตบอล 2,962 สนาม

ขณะที่สุวรรณภูมิระยะที่ 2 ที่กำลังสร้าง จุดเด่นคือตัวอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 สูง 4 ชั้น ความยาว 1,000 เมตร เทียบเท่าตึก 8 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอย 216,000 ตารางเมตร เทียบเท่ากับสนามฟุตบอลมาตรฐาน 20 สนาม มีพื้นที่หลังคาปกคลุม 80,000 ตารางเมตร เท่ากับสนามฟุตบอล 7 สนาม เป็นอาคารประหยัดพลังงาน เพราะใช้แสงธรรมชาติผ่านกระจกลดการเปิดไฟสามารถรองรับผู้โดยสารได้มากถึง 60 ล้านคนต่อปี ใกล้เคียงกับสนามบินสิงคโปร์ และสามารถปล่อยเที่ยวบินได้ 68 เที่ยวบินต่อชั่วโมง เฉลี่ย 1 นาที : 1 ลำ

ยังมีพื้นที่ลานจอดถึง 250,000 ตารางเมตร 28 หลุมจอด รับเครื่องบินขนาดใหญ่ A380 พร้อมกันได้ 8 เครื่อง และขนาดอื่นอีก 20 เครื่องในเวลาเดียวกัน

ขณะที่งานภาคสนามเป็นศูนย์รวมของภาคก่อสร้าง ทั้งผู้รับเหมาระดับแถวหน้าของประเทศ แรงงานกว่า 5,000 คน ใช้เสาเข็ม 3,946 ต้น จาก 4 บริษัทชั้นนำ คอนกรีต 1.2 ล้านลูกบาศก์เมตร และเหล็ก 130,000 ตัน

อีกหนึ่งไฮไลต์มีขุดดิน 1.4 ล้านลูกบาศก์เมตร ลึกเท่ากับตึก 3 ชั้น เพื่อสร้างชั้นใต้ดินของอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 และอุโมงค์สำหรับระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (APM) หรือรถไฟฟ้าไร้คนขับที่จะเปิดบริการเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

โดยรถไฟฟ้าสายนี้มีความยาว 1 กิโลเมตร รับส่งผู้โดยสารอาคารเดิมบริเวณ concoruse D ไปอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 ในเวลา 2 นาที โดยใช้ระบบของซีเมนส์ เป็นระบบล้อยาง วิ่งด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มี 6 ขบวน ขบวนละ 2 ตู้ รวม 12 ตู้ รองรับได้ 6,000 คนต่อชั่วโมง

สุดท้ายระบบลำเลียงกระเป๋า จะเป็นระบบที่ทันสมัยแห่งหนึ่งในโลก สามารถลำเลียงสัมภาระได้สูงสุด 180 ใบต่อนาที ซึ่งมีความเร็วอยู่ที่ 60 เมตรต่อนาที หรือ 10,800 ใบต่อชั่วโมง

นับเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ที่จะผลักดันประเทศไทยไปสู่เป้าหมาย เป็นฮับการบินของอาเซียน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...