โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จีนสมัยราชวงศ์ซ่ง (24) เส้นทางการล่มสลายของซ่งใต้/เงาตะวันออก วรศักดิ์ มหัทธโนบล

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 29 ต.ค. 2564 เวลา 03.19 น. • เผยแพร่ 29 ต.ค. 2564 เวลา 03.19 น.

เงาตะวันออก

วรศักดิ์ มหัทธโนบล

 

จีนสมัยราชวงศ์ซ่ง (24)

เส้นทางการล่มสลายของซ่งใต้

 

ดังได้กล่าวไปแล้วว่า ภายหลังยุคทองของซ่งในสมัยซ่งเซี่ยวจงไปแล้ว ราชวงศ์ซ่งก็มีแต่จักรพรรดิที่ไร้ความสามารถหรือมีความสามารถน้อย เวลานั้นแม้ราชวงศ์จินของหนี่ว์เจินยังคงเป็นภัยคุกคามของจีน

อีกด้านหนึ่งชนชาติมองโกลก็ได้สยายปีกแห่งอำนาจครอบคลุมแผ่นดินจีนมากขึ้น

ทัพมองโกลได้รุกตีชนชาติอื่นที่งานศึกษานี้ได้กล่าวถึงไปแล้ว และได้รับชัยชนะโดยตลอด จนเหลือเพียงชนชาติหนี่ว์เจินโดยราชวงศ์จินกับชนชาติจีนโดยราชวงศ์ซ่งเท่านั้น ที่เป็นเป้าหมายต่อไปของมองโกล

ซึ่งก็มิใช่เรื่องง่ายนัก เพราะชนชาติทั้งสองนี้ยังคงมีความเข้มแข็งที่จะต่อกรกับมองโกลได้ เหตุฉะนั้น สถานการณ์ในตอนนั้นจึงกลายเป็นปฏิสัมพันธ์สามเส้าที่ต่างก็ต้องการซึ่งอำนาจ

ภายใต้ปฏิสัมพันธ์สามเส้านี้ดำรงอยู่นานนับสิบปี โดยมีมองโกลเป็นตัวแสดงหลักด้วยมีอำนาจที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีผู้นำคนใหม่ที่เป็นหลานปู่ของเตมูจินหรือเจงกิสข่าน

ผู้นำคนนี้เป็นผู้ที่มีความสามารถในการศึกและการบริหาร เขาสามารถโค่นล้มราชวงศ์จินลงได้ หลังจากนั้นจึงพุ่งเป้ามายังราชวงศ์ซ่ง ถึงตอนนั้นวาระสุดท้ายของซ่งก็มาถึง

 

การล่มสลายของราชวงศ์จิน

ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับหนี่ว์เจินเป็นไปอย่างลุ่มๆ ดอนๆ อยู่นั้น ชนชาติมองโกลที่งานศึกษานี้ได้กล่าวถึงเมื่อก่อนหน้านี้ไปแล้วนั้น มาบัดนี้ได้เติบใหญ่จนเข้มแข็งขึ้นมาท้าทายทั้งซ่งและจิน

ภายใต้ดุลอำนาจสามเส้านี้หากไม่นับซ่งซึ่งอ่อนแอที่สุดแล้ว อำนาจระหว่างจินกับมองโกลนับว่ามีความใกล้เคียงกัน โดยใน ค.ศ.1123 ทัพจินของหนี่ว์เจินสามารถสยบให้เหลียวแห่งคีตันมาขึ้นต่อตนได้สำเร็จ

แต่หลังจากนั้นอีกร้อยกว่าปีมองโกลก็ผงาดขึ้นมาแล้วตีทังกุตแห่งราชวงศ์เซี่ยจนล่มสลายใน ค.ศ.1227 การล่มสลายของราชวงศ์เหลียวกับราชวงศ์เซี่ยทำให้เหลือชนชาติที่ทรงอิทธิพลอยู่สองชนชาติ นั่นคือ หนี่ว์เจินกับมองโกล แล้วการศึกระหว่างทั้งสองจึงเกิดขึ้น

ปี ค.ศ.1211 ทัพมองโกลเปิดฉากด้วยการบุกเข้าโจมตีดินแดนของจิน จน ค.ศ.1214 ก็สามารถปิดล้อมเมืองหลวงกลางจงตู (Central Capital Zhongdu) ที่ซึ่งปัจจุบันคือเป่ยจิงเอาไว้ได้ และเพื่อยุติการเป็นศัตรู จินมีราคาที่จะต้องจ่ายให้แก่มองโกลตามที่มองโกลเรียกร้องคือ ข้าทาสที่เป็นเด็กชายและเด็กหญิง 500 คน ม้า 3,000 ตัว และทองกับผ้าไหมอีกจำนวนหนึ่ง

และในฤดูร้อนปีเดียวกันนั้น จักรพรรดิของจินก็ทรงย้ายราชสำนักไปยังเมืองหลวงใต้จงตู (Southern Capital Zhongdu) ที่ซึ่งปัจจุบันคือเมืองไคเฟิง จากนั้นก็มีราษฎรมากกว่า 400,000 ครัวเรือนได้หนีมุ่งลงไปทางใต้

พลันที่เจงกิสข่านทรงทราบก็บัญชาให้ทัพมองโกลรุกเข้าตีจงตูทันที

จนราวกลางปี ค.ศ.1215 จินก็ยอมแพ้หลังจากถูกปิดล้อมอยู่สิบเดือน จากนั้นก็เข่นฆ่าราษฎรตายไปหลายพันคน ไม่กี่เดือนหลังจากนั้นกระดูกของมนุษย์ที่ถูกฆ่าอย่างทารุณก็ถูกทับถมเป็นกองมหึมา พื้นทรายเจิ่งนองไปด้วยน้ำมันที่มาจากไขมันของมนุษย์ และส่งกลิ่นเหม็นเน่าตลบอบอวลไปทั่ว

กล่าวสำหรับเจงกิสข่านแล้วนี่คือการล้างแค้นที่มีต่อหนี่ว์เจิน ที่พระองค์ทรงมองว่าเจ้าเล่ห์เพทุบายไปตั้งหลักอยู่ทางใต้แล้วหาทางกลับมาตีคืน

 

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้มิได้ทำให้การขยายดินแดนของมองโกลหยุดชะงักไปด้วยไม่ ขุนศึกของมองโกลยังคงตียึดดินแดนทางเหนือของจีนต่อไป จนสามารถยึดมณฑลเหอเป่ย เหอหนัน ซันซี และสั่นซีเอาไว้ได้

ไกลออกไปจากนั้นคือ แมนจูเรีย บ้านเกิดของคีตันและหนี่ว์เจินก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของมองโกลไปแล้ว

มองโกลไม่เพียงคิดที่จะยึดดินแดนในอาณาบริเวณแผ่นดินจีนเท่านั้น หากยังได้กรีธาทัพไปยึดที่ราบทุ่งหญ้าเอเชียกลาง (Central Asian steppes) โดยเลือกเฉพาะรัฐที่มั่งคั่งร่ำรวยที่ตั้งอยู่บนเส้นทางสายไหม

ชนชั้นปกครองและราษฎรในดินแดนนี้นับถือศาสนาอิสลาม ส่วนทัพมองโกลนั้นขึ้นชื่อในเรื่องการดื่มเลือดของเหยื่อ และกินเนื้อสดๆ ของสุนัข หนู และมนุษย์เมื่อตีดินแดนนั้นมาได้ ขุนศึกมองโกลจะพูดกับเหยื่อของตนว่าการ “ยอมแพ้โดยไม่แข็งขืน” คือกุญแจที่จะทำให้บ้านเมืองอยู่รอดปลอดภัยตลอดเส้นทางเลือดของพวกเขา

แต่เมื่อชาวเมืองปฏิบัติตามคำพูดนั้นแล้ว ทัพมองโกลกลับบุกเข้าปล้นสะดมสมบัติสาธารณะและบ้านเรือนของชาวเมือง แต่เหลือบางส่วนเอาไว้สำหรับพักอาศัย เมื่อพักจนพอแล้วพวกเขาก็แจกจ่ายของที่ปล้นมา

จากนั้นก็บุกไปตีเมืองอื่นต่อไปโดยนำเอาช่างหัตถกรรมและหญิงสาวไปด้วยในฐานะทาส หรือแจกจ่ายแม่ทัพนายกองไว้ใช้สอยหรือบำเรอ

 

ใน ค.ศ.1219 ในขณะที่เจงกิสข่านกำลังเตรียมกรีธาทัพเข้าตีเอเชียกลางในส่วนที่เป็นเติร์กเมนิสถาน อิหร่านตะวันออก และอัฟกานิสถานในปัจจุบันอยู่นั้น พระองค์ทรงเรียกประชุมเหล่าเสนามาตย์ครั้งใหญ่เพื่อหาผู้สืบทอดตำแหน่งข่านองค์ต่อไป

ผู้ที่ได้รับเลือกเป็นโอรสองค์ที่สามของเจงกิสข่าน นั่นคือ โอโกได (?g?dei, ค.ศ.1186-1241) จากนั้นทัพมองโกลภายใต้การนำของเจงกิสข่านก็บุกเข้าตีดินแดนดังกล่าวในระหว่าง ค.ศ.1219 จนถึง 1225 ทัพมองโกลของพระองค์ได้เข่นฆ่าราษฎรไปนับล้านคนอย่างอำมหิตและได้รับชัยชนะอีกเช่นเคย

ความอำมหิตนี้นักบันทึกชาวอาหรับจึงเปรียบเจงกิสข่านเป็นเสมือน “แส้แห่งพระอัลเลาะห์” (scourge of Allah)

อนึ่ง คำนี้มีความเกี่ยวเนื่องกับคำว่า “หายนะแห่งพระเจ้า” (scourge of God) เพื่อเรียกการรุกรานโรมันของพวกฮัน (Hun, บางที่เรียกว่า ฮุน หรือ หุน) และยังเป็นคำที่ปรากฏในคัมภีร์ของศาสนาคริสต์เมื่อกล่าวถึงภัยพิบัติของมนุษยชาติ ว่าเป็นการถูกลงโทษโบยตีจากพระเจ้า

 

เมื่อเสร็จศึกในเอเชียกลางแล้วก็เคลื่อนทัพตีต่อไปจนถึงทุ่งหญ้าคิปชัค (Kipchak Steppes) ทางด้านเหนือของทะเลแคสเปียน (Caspian Sea) และไกลไปด้านใต้ของทะเลดำ (Black Sea) ในแถบเทือกเขาคอเคซัส (Caucasus) ก่อนที่จะยกทัพกลับไปสู่ดินแดนมองโกลเลียของตนในระหว่างปี ค.ศ.1224 ถึง 1225

ทัพมองโกลที่บุกเข้าตีดินแดนต่างๆ นี้ ทัพม้านับว่ามีบทบาทที่สำคัญยิ่ง ทหารม้าของมองโกลจะสวมชุดหนังวัวที่คลุมด้วยแผ่นเหล็ก และจะพักการเดินทางในช่วงเวลาสั้นๆ ในแต่ละวัน โกลนเหล็กของพวกเขาใช้แบบที่ได้มาจากหนี่ว์เจิน

ทหารม้าเหล่านี้เป็นผู้ฉมังธนูจนสามารถยิงธนูบนหลังม้าได้ ส่วนอาวุธหนักที่ทัพมองโกลใช้คือระเบิดเพลิง (Fire-bombs) และพลุหรือตะไลในการยิงข้าศึก อาวุธนี้มีส่วนประกอบสำคัญของดินปืน (gunpowder) อันเป็นภูมิปัญญาที่ได้มาจากจีน

และเป็นสิ่งประดิษฐ์ของอาวุธที่สำคัญที่ขาดไม่ได้

ส่วนกำลังพลสำรองจะเป็นเชลยที่พ่ายศึกซึ่งส่วนใหญ่คือ ชนชาติคีตัน หนี่ว์เจิน เกาหลี จีน และชนชาติอื่นๆ จำนวนมาก ส่วนพลเรือนของชาติที่แพ้สงครามจะถูกกันไว้ให้เป็นฝ่ายสนับสนุนด้านเสบียง เสื้อผ้า โลหะ ม้า และแรงงานให้แก่มองโกลผู้รุกราน

ทัพมองโกลจึงเข้มแข็งอย่างยิ่ง

 

อย่างไรก็ตาม แนวรบด้านสุดท้ายของเจงกิสข่านคือการบุกเข้าตีดินแดนทังกุต ซึ่งก็คือมณฑลหนิงเซี่ยในปัจจุบัน และในปีที่พระองค์สิ้นพระชนม์เมื่อ ค.ศ.1227 นั้นเอง ทัพมองโกลก็บุกเข้าตีเมืองหลวงของทังกุตได้สำเร็จ

และทำการเข่นฆ่าราษฎรจนหมดเมืองด้วยความโหดเหี้ยมอำมหิต

การสิ้นพระชนม์ของเจงกิสข่านทำให้การบุกเข้าตีราชวงศ์จินต้องเลื่อนออกไป จนเมื่อโอโกไดก้าวขึ้นมาเป็นข่านแทนแล้วพระองค์ก็สืบสานภารกิจนี้ต่อไป โดยใน ค.ศ.1230 ทัพมองโกลในยุคของโอโกไดได้แบ่งทัพที่เข้าตีจินเป็นสามสาย

คือสายตะวันออกที่มณฑลซันตง สายภาคกลางที่ซันซีซึ่งโอโกไดทรงเป็นผู้บัญชาการ และสายเหนือที่สั่นซีกับตะวันตกที่ซื่อชวน ทัพมองโกลสามารถยกเข้าประชิดเมืองไคเฟิงใน ค.ศ.1232

ครั้นพอปีถัดมาก็ให้ปรากฏว่า ทัพมองโกลได้ร่วมมือกับราชวงศ์ซ่งเพื่อเข้าตีจิน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...