ชงนายกฯลดค่าไฟเหลือ 3.98 บาท กกพ.หั่น Adder ต้นทุนลดทันที 17 สตางค์
กกพ.ชงนายกฯอิ๊งค์ เสนอแนวทางลดค่าไฟ 17 สต. จาก 4.15 บาท เหลือ 3.98 บาทต่อหน่วยในงวดหน้าเมษายน ด้วยการลดอุดหนุนราคารับซื้อไฟ Adder-FiT ในกลุ่มผู้ผลิตไฟรายเล็กกับเล็กมาก ชี้เป็นต้นทุนสำคัญในค่าไฟ รับปากหาวิธีลดต้นทุนค่าพลังงาน ทั้งเร่งใช้ก๊าซในประเทศ เจรจาค่าพร้อมจ่าย ทีดีอาร์ไอชี้เป้าลดค่าใช้จ่ายจากต้นทุนก๊าซ เผยปี’67 เสียค่าพร้อมจ่ายถึง 2,500 ล้าน ทั้งที่ 7 โรงไฟฟ้าไม่ได้เดินเครื่องเลย
ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ในการประชุม กกพ. เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2568 กกพ.มีมติให้สำนักงาน กกพ. นำเสนอทางเลือกให้ภาคนโยบายทบทวนและปรับปรุง เงื่อนไขการสนับสนุนทั้งในรูปแบบส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) และ Feed-in Tariff (FiT) ผ่านการอุดหนุนราคารับซื้อไฟฟ้าในกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) และกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) เพื่อให้การอุดหนุน Adder และ Feed-in Tariff (FiT)
สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และทำให้ค่าไฟสามารถปรับลดลงได้ทันทีประมาณ 17 สตางค์ จากค่าไฟฟ้าในปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 4.15 บาทต่อหน่วย
ถอด Adder ค่าไฟลดทันที
หากมีการปรับปรุงราคารับซื้อไฟฟ้าในกลุ่ม Adder และ Feed-in Tariff ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เช่น ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ รับซื้อในอัตราค่าไฟฟ้าขายส่งหน่วยละ 3.1617 บาท บวกกับค่าส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) หน่วยละ 8 บาท เป็นระยะเวลา 10 ปี รวมแล้วเป็นค่าไฟฟ้าหน่วยละ 11.1617 บาท และไบโอแมสและก๊าซราว 7 ปี
ซึ่งแพงกว่าอัตรารับซื้อที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) คำนวณไว้ในโครงการการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 2565-2573 สำหรับกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง พ.ศ. 2565 และในส่วนเพิ่มเติม พ.ศ. 2567 หน่วยละ 2.1679 บาท หลายเท่าตัว หรือมีส่วนต่างหน่วยละ 8.9938 บาท หากนำส่วนต่างนี้ออกไปจากสูตรคำนวณค่าไฟฟ้า ก็จะทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงทันที
อย่างไรก็ตาม จากการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน กรณีค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) งวดเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ได้ระบุค่าใช้จ่ายภาครัฐ (Policy Expense) จากการรับซื้อไฟฟ้าในกลุ่ม Adder และ FiT รวมอยู่ในค่าไฟฟ้าหน่วยละ 17 สตางค์ หากคณะรัฐมนตรี หรือ กพช. กำหนดนโยบายปรับค่าไฟฟ้ารับซื้อในส่วนนี้ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ก็จะลดค่าไฟฟ้าได้ทันที 17 สตางค์ หากค่าไฟฟ้าหน่วยละ 4.15 บาท ก็จะลดลงเหลือหน่วยละ 3.98 บาท ทั้งนี้ กกพ.อยู่ระหว่างร่างหนังสือถึงนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับข้อเสนอและข้อหารือของ กกพ. ถึงแนวทางการลดค่าไฟลงให้ได้ 17 สตางค์ ในงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2568
รับปากหาวิธีลดต้นทุนพลังงาน
กกพ.ไม่ได้นิ่งนอนใจ พยายามหาวิธีลดต้นทุนค่าพลังงานลง และหาทางปรับเปลี่ยนสัญญา Spot ที่เป็นสัญญาระยะสั้นให้เป็นสัญญาระยะปานกลางหรือระยะยาว และเร่งผลิตภายในประเทศเพื่อให้ต้นทุนค่าก๊าซที่ถูกลง ขณะที่ค่าความพร้อมจ่าย เมื่อเปรียบเทียบคุณภาพกับความมั่นคง ควรมองอย่างเป็นธรรม ถ้าอยากได้ไฟที่มั่นคง เราจะมีความพร้อมในเรื่องนี้ได้แค่ไหน ถ้าหากปัจจุบันไม่ได้สร้างโรงไฟฟ้าใหม่ เพิ่มตัวเลข Reserve Margin จะลดลง ซึ่งพบว่าในปัจจุบัน Reserve Margin อยู่ประมาณ 30% ภายใน 5-10 ปี ตัวเลข Margin อาจจะลดลง และอาจจะมีการเจรจาในเรื่องตัวเลขพร้อมจ่ายในอนาคต
ทีดีอาร์ไอชี้เป้าลดต้นทุนก๊าซ
ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวในงาน “ไฟแพง” แก้อย่างไร ? เขย่าโครงสร้างราคา ขยับสู่ตลาดไฟฟ้าเสรี” ว่า ต้นทุนจากระบบการผลิตไฟฟ้าเป็นก้อนที่ต้องเขย่าปรับเปลี่ยนมากที่สุดเพื่อทำให้ค่าไฟถูกลง ซึ่งเราสามารถปฏิรูปโครงสร้างราคาค่าไฟจากการปรับโครงสร้างราคาก๊าซ โดยไทยใช้ก๊าซธรรมชาติราว 60% มาจากแหล่งอ่าวไทยและเมียนมา
“อยากเสนอให้รัฐคิดอัตราผลตอบแทนจากเงินลงทุนจากท่อก๊าซที่ใช้งานแล้วเท่านั้น ไม่ควรนำท่อก๊าซที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและโครงการที่อยู่ระหว่างการลงทุนมารวมด้วย เนื่องจากอายุของท่อก๊าซโดยเฉลี่ยอายุ 40 ปี ต้นทุนคงที่จะถูกลงเรื่อย ๆ เพราะมีการหักอายุค่าเสื่อมราคาทุกปี แต่ปัจจุบันมีการลงทุนอยู่ตลอดเวลาจึงกลายเป็นต้นทุนส่วนเกินและเป็นต้นทุนที่บวกเพิ่มในค่าไฟฟ้า ขณะเดียวกันปัจจุบันไทยมี LNG Terminal ทั้งหมด 2 เทอร์มินอล ซึ่งมีการใช้งานประมาณ 70% แต่มีการเปิด Terminal แห่งใหม่เพิ่มเติม รัฐจึงควรกำหนดแนวทางการใช้งานและแบ่งแยกการใช้ชัดเจนว่าเป็นสินทรัพย์ที่ควบคุมหรือทรัพย์สินเชิงพาณิชย์”
ปี’67 ค่าพร้อมจ่าย 2.5 พันล้าน
ตลอดระยะเวลา 16 ปีที่ผ่านมา คนไทยเสียค่าความพร้อมจ่าย (AP) ไปกับโรงไฟฟ้าที่ไม่ได้เดินเครื่องกว่า 5 แสนล้านบาท และยังพบว่าเฉพาะปี 2024 มีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ 13 โรง ไม่ได้เดินเครื่อง 7 โรง ทำให้ต้องเสียค่าความพร้อมจ่ายไปแล้ว 2,500 ล้านบาท จึงควรปรับหลักการคิดค่าความพร้อมจ่ายโดยทบทวนการคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงเกินจริง ซึ่งส่งผลให้มีการอนุมัติสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มแต่ไม่มีการใช้งาน ซึ่งแน่นอนว่าโรงไฟฟ้าไม่มีทางขาดทุนเพราะมีการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวในรูปแบบ Cost Plus ไว้แล้ว ดังนั้นหากไม่ได้เดินเครื่อง โรงไฟฟ้าก็จะได้รับเงินชดเชย
อย่างไรก็ตาม จากร่าง PDP2024 ยังมีแผนที่จะสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เพิ่มอีก 11 โรง เป็นโรงไฟฟ้าก๊าซรวม 6,300 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่ลาวอีก 3 โรง รวม 3,500 เมกะวัตต์ ซึ่งโรงไฟฟ้าเหล่านี้ไม่ได้เดินเครื่องเพราะในร่าง PDP ฉบับนี้ยังคงคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงเกินจริงอยู่ อยากจะเสนอให้ภาครัฐทบทวนการคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ ยกเลิกการสร้างโรงไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น
สำหรับโรงไฟฟ้าที่จำเป็นต้องมีการก่อสร้าง เช่น โรงไฟฟ้าที่ทดแทนโรงเดิมอาจจะยกเลิกการเซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว หรือปรับรูปแบบการทำสัญญาโดยให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเข้ามาร่วมรับผิดชอบต้นทุนในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าด้วย เพื่อปรับลดภาระหนี้ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งก็คือภาระค่าไฟของประชาชนในท้ายที่สุด
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ชงนายกฯลดค่าไฟเหลือ 3.98 บาท กกพ.หั่น Adder ต้นทุนลดทันที 17 สตางค์
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net