โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจประกัน รับความท้าทายใหม่ปี 68 คาดเบี้ยรับรวมแตะ 9.8 แสนล้านบาท

การเงินธนาคาร

อัพเดต 21 ม.ค. 2568 เวลา 12.04 น. • เผยแพร่ 21 ม.ค. 2568 เวลา 05.04 น.

คอลัมน์ Insurance : วารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนมกราคม (ฉบับที่ 513)

ปี 68 ธุรกิจประกัน พร้อมรับความท้าทายทุกสถานการณ์ ทั้งการบริหารต้นทุนค่ารักษาของประกันสุขภาพ สภาวะเศรษฐกิจผันผวน ประกันรถยนต์ไฟฟ้า ด้าน คปภ.คาดเบี้ยรับรวมแตะ 9.8 แสนล้านบาท

ปี 68 คาดเบี้ยประกันรวม 9.8 แสนล้านบาท

[caption id="attachment_151589" align="aligncenter" width="666"]

นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.)[/caption]

นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) เปิดเผยว่า สำนักงาน คปภ. ประมาณการภาพรวมของธุรกิจปี 2568 (มกราคม-ธันวาคม) ว่าจะมีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรง 980,000 ล้านบาท อัตราการเติบโต 3.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคาดว่าในปี 2569 เบี้ยประกันภัยรับโดยตรงทั้งระบบน่าจะแตะที่ 1,000,000 ล้านบาท ซึ่งแบบประกันที่มาแรงและได้รับความสนใจจากผู้บริโภคคือ ประกันสุขภาพ

สำหรับปี 2567 สำนักงาน คปภ. คาดว่า ประกันภัยสุขภาพจะมีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงที่ 100,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2568 โดยในส่วนของภาคธุรกิจประกันภัยยังคงต้องติดตามปัจจัยท้าทายและปัจจัยความเสี่ยงต่างๆ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจในประเทศและเศรษฐกิจโลก ซึ่งส่งผลต่อระดับอัตราดอกเบี้ย (Yield Curve) ที่ถึงแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะมีทิศทางที่ปรับสูงขึ้น แต่ยังต้องมีความระมัดระวังในการเลือกลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภท

รวมทั้งสงครามการค้าและความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อและอำนาจซื้อของประชาชน ส่งผลให้ค่าครองชีพสูงขึ้น ทำให้ประชาชนเริ่มชะลอการใช้จ่ายมากขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์การเมืองทั้งในและต่างประเทศ ที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน โดยภาคธุรกิจต้องติดตามอย่างใกล้ชิดและสามารถปรับเปลี่ยนทิศทางกลยุทธ์การดำเนินงานของบริษัทประกันภัยไปตามสถานการณ์อย่างทันท่วงที

อย่างไรก็ตาม สำนักงาน คปภ. และภาคธุรกิจประกันภัย ได้มีการดำเนินการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับกับปัจจัยต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในเรื่องของการบังคับใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 17 ที่จะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ซึ่งมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 17 นี้ สะท้อนให้เห็นงบการเงินที่แท้จริงว่า บริษัทประกันภัยมีกำไรในแต่ละปีมากน้อยเพียงใด มีการกระจายรายได้ และค่าใช้จ่ายออกไปอย่างไร มีการจัดกลุ่มประเภทผลิตภัณฑ์ เพื่อให้นักลงทุนได้เห็นภาพงบการเงินได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งสำนักงาน คปภ. มองว่า เรื่องความมั่นคงกับงบการเงินที่ได้มาตรฐานต้องดำเนินการควบคู่ไปพร้อมกัน

นายชูฉัตรกล่าวว่า ส่วนการทำประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้านั้น โดยส่วนใหญ่บริษัทประกันภัยจะยื่นขออนุมัติกรมธรรม์แต่ละฉบับ ซึ่งสำนักงาน คปภ. พร้อมที่จะอนุมัติให้โดยเร็ว แต่บริษัทประกันภัยที่ยื่นขออนุมัติต้องมีการดำเนินการควบคุมความเสี่ยงเพื่อให้สำนักงาน คปภ. มั่นใจว่ามีการบริหารจัดการ ตั้งแต่กระบวนการการเสนอขาย การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน การบริหารความเสี่ยง และการจัดการเรื่องร้องเรียน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ในการบริหารจัดการประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้าอย่างชัดเจน

รวมถึงการประกันภัยสุขภาพ ซึ่งในขณะนี้เบี้ยประกันภัยสุขภาพมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ที่เพิ่มสูงขึ้น และค่ารักษาพยาบาลที่เกินความจำเป็นทางการแพทย์ ทำให้ประชาชนเข้าถึงการประกันภัยสุขภาพได้ยาก ดังนั้น สำนักงาน คปภ. จึงได้หารือเร่งด่วนกับภาคธุรกิจเพื่อหาแนวทางควบคุมค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลให้เหมาะสม และต้องไม่กระทบต่อสิทธิของผู้เอาประกันภัย

โดยอาจมีการกำหนดหลักเกณฑ์ให้มีค่าใช้จ่ายร่วม (Copayment) ในเงื่อนไขการต่ออายุสัญญาเพิ่มเติมกรณีครบรอบปีกรมธรรม์ประกันภัย (Renewal) หากผู้เอาประกันภัยมีการเคลมเกินความจำเป็นทางการแพทย์ หรือมีการเคลมด้วยกลุ่มโรคป่วยเล็กน้อยทั่วไป (Simple Diseases) ตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป และมีอัตราการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนของผู้เอาประกันภัย แต่ละรายในรอบปีกรมธรรม์ประกันภัยตั้งแต่ 200% ของเบี้ยประกันภัย

ซึ่งสำนักงาน คปภ. อยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทางการดำเนินงานที่เหมาะสม เนื่องจากเล็งเห็นถึงประโยชน์ที่ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกวัย สามารถเข้าถึงระบบประกันภัยสุขภาพได้อย่างแท้จริงภายใต้เบี้ยประกันภัยที่เป็นธรรมและเหมาะสม

ส่วนกรณีบริษัทหรือตัวแทนนายหน้าขายประกันภัยต่างชาติ ที่มีการเสนอขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยในรูปแบบต่างๆ ผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งบริษัทต่างชาติเหล่านี้ ไม่อยู่ในการกำกับดูแลของสำนักงาน คปภ. เนื่องจากไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย แต่หากประชาชนได้รับความเดือดร้อนด้านประกันภัยจากบริษัทเหล่านี้ ทาง สำนักงาน คปภ. ก็มีมาตรการดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษ โดยที่ผ่านมา สำนักงาน คปภ. ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อตำรวจกองปราบปรามไปหลายคดีแล้ว ดังนั้น จึงอยากเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ประกันภัยจากบริษัทหรือตัวแทนนายหน้าขายประกันภัยต่างชาติที่ไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย

พัฒนาผลิตภัณฑ์แบบเฉพาะตัว

[caption id="attachment_151592" align="aligncenter" width="666"]

นายสาระ ล่ำซำ ประธานสภาธุรกิจประกันภัยไทย[/caption]

นายสาระ ล่ำซำ ประธานสภาธุรกิจประกันภัยไทย มองความท้าทายของธุรกิจประกันใน ปี 2568 ว่า มีความท้าทาย 2 เรื่อง ความท้าทายอย่างแรกคือ บริษัทประกันชีวิตมีแนวโน้มในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความเฉพาะเจาะจงกับบุคคลมากขึ้น โดยเน้นไลฟ์สไตล์ส่วนบุคคลมากกว่าเรื่องของช่วงอายุ ไม่ว่าจะเป็นแบบประกันสะสมทรัพย์ ประกันชีวิตควบการลงทุนที่จะต้องมีการพัฒนารูปแบบของกรมธรรม์อย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของฟีเจอร์ ระยะเวลาความคุ้มครอง และระยะเวลาการชำระเบี้ยประกัน

“อาจจะมีการศึกษาและนำรูปแบบจากต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับลูกค้าคนไทย รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบของประเทศไทยด้วย”

ความท้าทายเรื่องที่ 2 คือ ประกันสุขภาพที่ต้องมีการหารือและร่วมมือกันทั้งจากฝ่ายกำกับดูแล ธุรกิจประกันวินาศภัย เพื่อเชื่อมโยงระบบ Ecosystem ให้เกิดความยั่งยืนทางธุรกิจในระยะยาว รวมไปถึงการรับมือกับ Medical Inflation ด้านการรักษาพยาบาลที่มีปรับเพิ่มขึ้นทุกปีประมาณ 7-12% ซึ่งต้องมีการหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันหาแนวทางรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม ทั้งในเรื่องของความคุ้มครอง อัตราเบี้ยประกัน การเชื่อมต่อกับพาร์ตเนอร์ รวมถึงสถานพยาบาลต่างๆ โดยมองว่าในปี 2568 แบบประกันที่ยังคงมาแรง คือ ประกันสุขภาพ

นายสาระกล่าวว่า หลังจากเดือนมีนาคม 2568 บริษัทประกันชีวิตจะนำเงื่อนไขเรื่องการร่วมจ่าย (Copayment) กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันสุขภาพทุกฉบับ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงกับผู้ทำประกันสุขภาพรายใหม่ที่ต้องรับทราบเงื่อนไขว่า หากมีการเคลมจนเกินกว่าเงื่อนไขของบริษัทประกันจะต้องมีการร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลกับบริษัทประกันตามสัดส่วนที่กำหนดด้วย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของบริษัทประกันชีวิตในการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจกับผู้ทำประกัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลังหากมีการเคลมเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้บริษัทประกันชีวิตจะเริ่มใช้เงื่อนไขการจ่ายร่วมกับแบบประกันสุขภาพที่ขายหลังจากเดือนมีนาคม 2568 เป็นต้นไป โดยจะมีผลกับแบบประกันสุขภาพที่ซื้อใหม่เท่านั้น ส่วนลูกค้าเดิมจะไม่ส่งผลกระทบแต่อย่างใด โดยยังคงได้รับความคุ้มครองตามเงื่อนไขกรมธรรม์เดิมที่เคยทำไว้ ยกเว้นในกรณีที่มีการเคลมที่มากเกินความจำเป็นทางการแพทย์จนเข้าหลักเกณฑ์ที่ต้องจ่ายร่วมกับบริษัทประกัน กรณีนี้บริษัทอาจจะพิจารณาตามความเหมาะสมว่าจะดูแลลูกค้าประกันสุขภาพลักษณะนี้อย่างไรต่อไป

“อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการกำหนดเงื่อนไขร่วมจ่ายไว้ในกรมธรรม์ประกันสุขภาพ แต่หากผู้เอาประกันสามารถดูแลการเคลมในลักษณะของการป่วยเล็กน้อยทั่วไป ( Simple Diseases) ไม่ให้เกินกว่าเงื่อนไขที่กรมธรรม์กำหนด หากเกิดเคลมขึ้นบริษัทประกันชีวิตก็ยังคงให้ความคุ้มครองตามเงื่อนไขกรมธรรม์ทุกประการ โดยผู้ทำประกันไม่จำเป็นต้องจ่ายร่วมกับบริษัทหรือไม่ต้องจ่ายตั้งแต่บาทแรกที่เกิดการเคลมขึ้น”

เริ่มเงื่อนไข Copayment ค่ารักษาพยาบาล

[caption id="attachment_151591" align="aligncenter" width="666"]

นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย[/caption]

นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า ในปี 2568 ธุรกิจประกันชีวิตต้องเผชิญกับความท้าทายในหลากหลายรูปแบบ อาทิ ความท้าทายในเรื่องของประกันสุขภาพ การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลในการทำประกันชีวิตที่ต้องมีความสุจริตใจ ไม่ปิดบังข้อมูลหรือให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ ปัญหาภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวน รวมถึงการนำมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 17 เรื่อง สัญญาประกันภัย หรือ TFRS 17 เป็นต้น

สำหรับความท้าทายแรกคือ การบริหารต้นทุนของประกันสุขภาพเพื่อให้บริษัทประกันชีวิตสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างยั่งยืน เช่น การปรับหมวดหมู่ความคุ้มครองสุขภาพตามเงื่อนไขของมาตรฐานประกันสุขภาพใหม่ (New Health Standard) เพื่อช่วยบริหารจัดการต้นทุนด้านการรักษาพยาบาลให้เหมาะสม แต่เนื่องจากประกันชีวิตมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลไปถึงอัตราการเคลมประกันที่สูงขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการเคลมที่เกิดจากค่ารักษาพยาบาลที่อาจจะไม่มีความจำเป็นทางการด้านการแพทย์ หรือค่ารักษาพยาบาลที่เกินกว่าความจำเป็นในการรักษาพยาบาล

ดังนั้น เพื่อให้บริษัทประกันชีวิตสามารถบริหารจัดการต้นทุนค่ารักษาพยาบาลให้อยู่ในระดับที่สามารถทำกำไรให้กับธุรกิจ และผู้ทำประกันได้รับการดูแลรักษาพยาบาลอย่างเหมาะสม บริษัทจึงจะนำเงื่อนไขค่าใช้จ่ายร่วม (Copayment ) หรือ กำหนดเป็นเงื่อนไขที่บริษัทสามารถเลือกระบุในแบบประกันได้ โดยเป็นการให้ผู้ทำประกันร่วมจ่ายในค่าเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งกรมธรรม์จะต้องระบุว่าเป็นการ Copayment กี่เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น โดยผู้ที่ทำประกันสุขภาพเป็นฉบับแรกหลังจากเดือนมีนาคม 2568 เป็นต้นไป ทุกกรมธรรม์ ผู้เอาประกันจะต้องร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลร่วมกับบริษัทประกันชีวิตตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันสุขภาพด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้บริษัทประกันชีวิตจะมีการกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ทำประกันต้องร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลแต่ไม่ใช่ว่าผู้ทำประกันสุขภาพจะต้องร่วมจ่ายตั้งแต่บาทแรกที่มีการเคลมเกิดขึ้น แต่การที่ผู้ทำประกันต้องร่วมจ่ายต้องมีการเคลมที่เป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด เมื่อต้องจ่ายร่วมจะมีการกำหนดเปอร์เซ็นต์ที่แน่นอนตามเงื่อนไขกรมธรรม์ แต่ถ้าเป็นการเคลมที่ไม่เข้าเกณฑ์ Copayment ที่บริษัทประกันชีวิตกำหนดไว้ หากเกิดเคลมขึ้นผู้ทำประกันก็จะได้รับความคุ้มครองจากบริษัทประกันชีวิตตามเงื่อนไขประกันสุขภาพทุกประการ

นางนุสรากล่าวต่อว่า สำหรับความท้าทายที่ 2 คือ เรื่องของการทำประกันชีวิตด้วยความสุจริตใจ โดยผู้เอาประกันต้องมีการเปิดเผยข้อมูลที่แท้จริง เนื่องจากที่ผ่านมามีหลายกรณีที่ผู้ทำประกันมีการปิดบังข้อมูล ไม่เปิดเผยข้อมูลที่แท้จริง หากบริษัทประกันตรวจพบการปกปิดก็อาจจะทำให้ผู้ทำประกันเสียประโยชน์ ซึ่งจากข้อมูลปัจจุบันมีกรณีที่ปิดบังข้อมูลเพิ่มมากขึ้น หากไม่มีมาตรการป้องกันที่เหมาะสมอาจจะกระทบต่อธุรกิจประกันชีวิตโดยรวมได้

ส่วนความท้าทายที่ 3 ยังคงเป็นเรื่องของสภาวะเศรษฐกิจที่อาจจะยังมีความผันผวน ที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของกลุ่มคนที่มีรายได้ระดับกลางไปถึงระดับล่าง ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่ต้องการทำประกันแต่เมื่อมีปัญหาเรื่องของกำลังซื้อที่ไม่เพียงพอ ก็จะไม่เลือกที่จะวางแผนทางการเงินกับประกันชีวิตที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของธุรกิจประกันในอนาคตได้เช่นเดียวกัน

รวมถึงการนำมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 17 เรื่อง สัญญาประกันภัย หรือ TFRS 17 มาบังคับใช้กับธุรกิจประกันชีวิตอย่างเต็มรูปแบบในปี 2568 ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการนำเสนอการขายของตัวแทนประกันชีวิตได้เช่นเดียวกัน

ตอบโจทย์ทุกความคุ้มครอง

[caption id="attachment_151590" align="aligncenter" width="926"]

ดร.สมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย[/caption]

ดร.สมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยถึงผลประกอบการของธุรกิจประกันภัยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 (มกราคม-กันยายน) ว่า ธุรกิจประกันวินาศภัยมีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวม 209,060 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตติดลบ 0.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจประกันวินาศภัย ปี 2567 ทั้งปีนั้น คาดการณ์ว่าจะเติบโตราว 0.0-1.0% มีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวม 285,790-288,650 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการฟื้นตัวของยอดขายรถใหม่ในช่วงปลายปีที่ได้รับแรงกระตุ้นและมาตรการสินเชื่อที่เริ่มผ่อนคลาย รวมถึงการท่องเที่ยวทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศที่ฟื้นตัวเต็มที่ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจซบเซาอาจส่งผลให้คนผ่อนสินเชื่อที่อยู่อาศัยนานขึ้นทำให้มีความจำเป็นต้องต่ออายุกรมธรรม์

ขณะที่ผลประกอบการธุรกิจประกันวินาศภัยประเภทต่างๆ ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2567 มีเบี้ยประกันภัยรถยนต์ 116,909 ล้านบาท เติบโตลดลง -1.3% ซึ่งมีผลมาจากภาวะเศรษฐกิจทำให้ยอดขายรถใหม่หดตัวจากปีก่อน 26% และเบี้ยประกันภัยเฉลี่ยลดลงจากการซื้อกรมธรรม์ประเภท 1 น้อยลง ขณะที่เบี้ยประกันอัคคีภัย จำนวน 8,329 ล้านบาท มีอัตราการเติบโต 7.3%

ส่วนเบี้ยประกันภัยทางทะเลและขนส่ง จำนวน 5,216 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตลดลง -2.1% จากปัญหาสินค้าส่งออกล้นตลาดจากประเทศจีน ส่งผลกระทบการส่งออกสินค้าไทย ประกอบกับเบี้ยประกันภัยการขนส่งสินค้าทางทะเลและการขนส่งสินค้าทางรถบรรทุกหดตัว ด้านเบี้ยประกันภัยเบ็ดเตล็ด จำนวน 78,606 ล้านบาท ซึ่งมีอัตราการเติบโตลดลง จากประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล ประกันสุขภาพ และประกันความเสี่ยงภัย

ดร.สมพรกล่าวว่า ในส่วนของอัตราความเสียหาย (Loss Ratio) ของการประกันวินาศภัยประเภทต่างๆ นั้นมีอัตราความเสียหายโดยรวมของการประกันภัยทุกประเภทนั้นเท่ากับ 56.9% ซึ่งสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะในกลุ่มประกันภัยรถยนต์และประกันสุขภาพ สะท้อนถึงความจำเป็นในการบริหารความเสี่ยงและปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์

โดยมีอัตราความเสียหายของการประกันภัยรถยนต์ 61.7% อัตราความเสียหายของการประกันอัคคีภัย 23.7% อัตราความเสียหายของการประกันภัยทางทะเล 30.0% และอัตราความเสียหายของการประกันภัยเบ็ดเตล็ด 50.9% ประกอบด้วย ประกันความเสี่ยงภัยทุกชนิด มีอัตราส่วนความเสียหาย 44.0% ประกันภัยความรับผิดตามกฎหมาย 32.2% ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล 48.8% ประกันสุขภาพ 65.5% ประกันภัยการเดินทาง 32.8% และการประกันภัยอื่นๆ 40.9%

“จะเห็นได้ว่า ผลการดำเนินการของธุรกิจประกันวินาศภัยช่วงไตรมาส 3 ปี 2567 ธุรกิจประกันภัยมีกำไรจากการรับประกันภัยลดลงจากอัตราความเสียหาย (Loss Ratio) ที่เพิ่มขึ้นใน 3 ประเภทงานหลักคือ รถยนต์ ประกันความเสี่ยงภัยทุกชนิด และประกันสุขภาพ”

แม้ว่ายอดจำหน่ายรถยนต์ใหม่ ในเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 จะมียอดจำหน่ายรถยนต์โดยรวม หดตัว 25% ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าผสม (HEV) เป็นกลุ่มเดียวที่มีการเติบโต 39% ซึ่งสวนทางกับรถยนต์กลุ่มอื่นๆ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation Rate ) หรือการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพ เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่ายา และบริการทางการแพทย์อื่นๆ ที่มีสาเหตุหลักจากการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย การเพิ่มขึ้นของค่าแรงบุคลากรทางการแพทย์ ต้นทุนการผลิตยาที่สูงขึ้น และความต้องการบริการทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ รวมถึงผลกระทบจากโรคระบาดหรือโรคเรื้อรัง

จะเห็นได้ว่าค่ารักษาพยาบาลจะเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 8-10% จากเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีสูงขึ้น การขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ส่งผลให้ค่าแรงสูงขึ้น รวมถึงค่ารักษาในต่างประเทศที่สูงขึ้นทำให้ชาวต่างชาติเดินทางมารักษาที่ประเทศไทยมากขึ้น

มองสิ้นปี 67 ประกันรถยนต์ติดลบ

ดร.สมพร คาดการณ์ว่า สำหรับปี 2567 อัตราการเติบโตของประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ จะติดลบ 2%-1% จากยอดขายรถยนต์ใหม่ที่หดตัว 26% จากปี 2566 อีกทั้งลูกค้าจะเปลี่ยนการซื้อประกันรถยนต์จากประเภท 1 ไปเป็นประกันรถยนต์ประเภท 2+ 3+ และ 3 เพิ่มมากขึ้น พร้อมคาดการณ์อัตราการเติบโต ของประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับอยู่ที่ 1-2% โดยมีจำนวนกรมธรรม์เพิ่มขึ้น 2% จากยอดขายรถใหม่ โดยอัตราส่วนรถจักรยานยนต์ที่เพิ่มมากขึ้นทำให้เบี้ยประกันภัยเฉลี่ยลดลงเล็กน้อย

ขณะที่อัตราการเติบโตของประกันอัคคีภัยอยู่ที่ 5-6% จากจำนวนกรมธรรม์ที่เพิ่มขึ้น จากความตระหนักถึงความเสี่ยง รวมถึงการขยายตลาดประกันอัคคีภัยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงภาวะเศรษฐกิจซบเซาอาจส่งผลให้มีการผ่อนสินเชื่อที่อยู่อาศัยนานขึ้นทำให้มีความจำเป็นต้องต่ออายุกรมธรรม์เพิ่มขึ้นด้วย ส่วนการเติบโตของประกันความเสี่ยงภัยทุกชนิด ยังคงติดลบที่ 1.5-0.5% โดยกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีทุนประกันภัย มากกว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 43% ของการรับประกันภัยทั้งหมด จะมีการปรับลดอัตราเบี้ยประกันภัย ซึ่งส่งผลให้เบี้ยประกันภัยของกลุ่มนี้ลดลงถึง 20% เมื่อเทียบกับในปีที่ผ่านมา แม้จะมีจำนวนกรมธรรม์เพิ่มขึ้น 7% รวมถึงเบี้ยประกันภัยในกลุ่มธุรกิจขนาดกลาง (ทุนประกันภัย5-1,000 ล้านบาท) จะยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องก็ตาม

อย่างไรก็ตามปัญหาการส่งออกล้นตลาด (China Overcapacity) ซึ่งมีผลกระทบกับการส่งออกของสินค้า ส่งผลให้เบี้ยประกันภัยของการขนส่งสินค้าทางทะเลและการขนส่งสินค้าทางรถบรรทุกหดตัว ทำให้การเติบโตติดลบ 1.5-0.5%

ขณะเดียวกัน จากการที่ประชาชนตระหนักและให้ความสนใจซื้อประกันสุขภาพ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงต่างจังหวัดในหัวเมืองขนาดใหญ่ ส่งผลให้เบี้ยประกันสุขภาพปรับตัวสูงขึ้น 2-3% อีกทั้งประกันอุบัตเหตุส่วนบุคคล (PA) มีการเติบโต 0-1% จากความต้องการซื้อที่เพิ่มขึ้นจากความตระหนักถึงความสำคัญของประกันอุบัติเหตุ และค่าใช้จ่ายในการรักษาที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงช่องทางการซื้อกรมธรรม์ที่สะดวกรวดเร็วผ่านออนไลน์ทำให้สามารถเข้าถึงแบบประกันได้ง่ายขึ้น

ด้านประกันภัยการเดินทางหลังจากการท่องเที่ยวฟื้นตัวจากโควิด-19 ทำให้คนไทยมีการท่องเที่ยวในต่างประเทศเพิ่มขึ้น 5-7% ส่งผลให้เบี้ยประกันภัยเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงช่องทางการขายผ่านออนไลน์ทำให้สามารถเข้าถึงได้ง่าย ทำให้มีการเติบโตอยู่ที่ 9.5-10.5% ส่วน ประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายคาดว่าจะเติบโต 5.5-6.5% จากจำนวนกรมธรรม์ ที่เพิ่มขึ้นถึง 25% รวมถึงธุรกิจต่างๆ มีนโยบายความรับผิดต่อบุคคลภายนอก และเลือกที่จะลดความเสี่ยงด้วยการทำประกันภัย

ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง

ดร.สมพรกล่าวว่า สำหรับปี 2568 ถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตในอัตราที่ดีกว่าปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอนสำหรับธุรกิจประกันวินาศภัย แม้จะยังต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ทั้งภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี การจัดการความเสี่ยงด้านไซเบอร์ ซึ่งส่งผลกระทบกับองค์กรทุกระดับ การแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรม ทำให้ต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอยู่เสมอ

“ดังนั้น ธุรกิจประกันวินาศภัย จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้บุคคลและธุรกิจสามารถก้าวผ่านความเสี่ยงต่างๆ ไปได้ ไม่เพียงแต่ให้ความคุ้มครองทางการเงินเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความมั่นคงในระยะยาว ธุรกิจประกันวินาศภัย จึงถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การเข้าใจความเสี่ยงและบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ คือหัวใจสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมนี้ดำรงอยู่ และเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป”

โดยคาดการณ์ว่าในปี 2568 ธุรกิจประกันวินาศภัยจะมีอัตราการเติบโตประมาณ 1.5-2.5% โดยมีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวม 291,240-294,100 ล้านบาท จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งช่วยสนับสนุนการขยายตัวของธุรกิจประกันภัย ขณะที่การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล (InsurTech) เป็นปัจจัยหลักในการผลักดันธุรกิจประกันภัยไปข้างหน้า ทั้งการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และทำให้ลูกค้าเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้ง่ายขึ้น

รวมถึงปัจจุบันประชาชนต่างตระหนักถึงความสำคัญของการประกันภัยและการเสี่ยงภัยธรรมชาติมากขึ้น ส่งผลให้ประกันอัคคีภัยได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น ส่วนประกันภัยการเดินทางยังคงเติบโต ด้วยปัจจัยบวกจากการแข็งค่าของเงินบาทและการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวของรัฐบาล

“ทั้งนี้ ในระยะยาวการประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายมีแนวโน้มความต้องการมากขึ้นเช่นกัน เนื่องจากประชาชนรับรู้ถึงสิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหายเมื่อถูกละเมิด ทำให้ภาพรวมในปี 2568 ธุรกิจประกันภัยยังคงมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง”

ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนมกราคม 2568 ฉบับที่ 513 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี่ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...