ธุรกิจประกัน รับความท้าทายใหม่ปี 68 คาดเบี้ยรับรวมแตะ 9.8 แสนล้านบาท
คอลัมน์ Insurance : วารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนมกราคม (ฉบับที่ 513)
ปี 68 ธุรกิจประกัน พร้อมรับความท้าทายทุกสถานการณ์ ทั้งการบริหารต้นทุนค่ารักษาของประกันสุขภาพ สภาวะเศรษฐกิจผันผวน ประกันรถยนต์ไฟฟ้า ด้าน คปภ.คาดเบี้ยรับรวมแตะ 9.8 แสนล้านบาท
ปี 68 คาดเบี้ยประกันรวม 9.8 แสนล้านบาท
[caption id="attachment_151589" align="aligncenter" width="666"]
นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.)[/caption]
นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) เปิดเผยว่า สำนักงาน คปภ. ประมาณการภาพรวมของธุรกิจปี 2568 (มกราคม-ธันวาคม) ว่าจะมีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรง 980,000 ล้านบาท อัตราการเติบโต 3.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคาดว่าในปี 2569 เบี้ยประกันภัยรับโดยตรงทั้งระบบน่าจะแตะที่ 1,000,000 ล้านบาท ซึ่งแบบประกันที่มาแรงและได้รับความสนใจจากผู้บริโภคคือ ประกันสุขภาพ
สำหรับปี 2567 สำนักงาน คปภ. คาดว่า ประกันภัยสุขภาพจะมีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงที่ 100,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2568 โดยในส่วนของภาคธุรกิจประกันภัยยังคงต้องติดตามปัจจัยท้าทายและปัจจัยความเสี่ยงต่างๆ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจในประเทศและเศรษฐกิจโลก ซึ่งส่งผลต่อระดับอัตราดอกเบี้ย (Yield Curve) ที่ถึงแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะมีทิศทางที่ปรับสูงขึ้น แต่ยังต้องมีความระมัดระวังในการเลือกลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภท
รวมทั้งสงครามการค้าและความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อและอำนาจซื้อของประชาชน ส่งผลให้ค่าครองชีพสูงขึ้น ทำให้ประชาชนเริ่มชะลอการใช้จ่ายมากขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์การเมืองทั้งในและต่างประเทศ ที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน โดยภาคธุรกิจต้องติดตามอย่างใกล้ชิดและสามารถปรับเปลี่ยนทิศทางกลยุทธ์การดำเนินงานของบริษัทประกันภัยไปตามสถานการณ์อย่างทันท่วงที
อย่างไรก็ตาม สำนักงาน คปภ. และภาคธุรกิจประกันภัย ได้มีการดำเนินการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับกับปัจจัยต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในเรื่องของการบังคับใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 17 ที่จะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ซึ่งมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 17 นี้ สะท้อนให้เห็นงบการเงินที่แท้จริงว่า บริษัทประกันภัยมีกำไรในแต่ละปีมากน้อยเพียงใด มีการกระจายรายได้ และค่าใช้จ่ายออกไปอย่างไร มีการจัดกลุ่มประเภทผลิตภัณฑ์ เพื่อให้นักลงทุนได้เห็นภาพงบการเงินได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งสำนักงาน คปภ. มองว่า เรื่องความมั่นคงกับงบการเงินที่ได้มาตรฐานต้องดำเนินการควบคู่ไปพร้อมกัน
นายชูฉัตรกล่าวว่า ส่วนการทำประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้านั้น โดยส่วนใหญ่บริษัทประกันภัยจะยื่นขออนุมัติกรมธรรม์แต่ละฉบับ ซึ่งสำนักงาน คปภ. พร้อมที่จะอนุมัติให้โดยเร็ว แต่บริษัทประกันภัยที่ยื่นขออนุมัติต้องมีการดำเนินการควบคุมความเสี่ยงเพื่อให้สำนักงาน คปภ. มั่นใจว่ามีการบริหารจัดการ ตั้งแต่กระบวนการการเสนอขาย การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน การบริหารความเสี่ยง และการจัดการเรื่องร้องเรียน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ในการบริหารจัดการประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้าอย่างชัดเจน
รวมถึงการประกันภัยสุขภาพ ซึ่งในขณะนี้เบี้ยประกันภัยสุขภาพมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ที่เพิ่มสูงขึ้น และค่ารักษาพยาบาลที่เกินความจำเป็นทางการแพทย์ ทำให้ประชาชนเข้าถึงการประกันภัยสุขภาพได้ยาก ดังนั้น สำนักงาน คปภ. จึงได้หารือเร่งด่วนกับภาคธุรกิจเพื่อหาแนวทางควบคุมค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลให้เหมาะสม และต้องไม่กระทบต่อสิทธิของผู้เอาประกันภัย
โดยอาจมีการกำหนดหลักเกณฑ์ให้มีค่าใช้จ่ายร่วม (Copayment) ในเงื่อนไขการต่ออายุสัญญาเพิ่มเติมกรณีครบรอบปีกรมธรรม์ประกันภัย (Renewal) หากผู้เอาประกันภัยมีการเคลมเกินความจำเป็นทางการแพทย์ หรือมีการเคลมด้วยกลุ่มโรคป่วยเล็กน้อยทั่วไป (Simple Diseases) ตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป และมีอัตราการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนของผู้เอาประกันภัย แต่ละรายในรอบปีกรมธรรม์ประกันภัยตั้งแต่ 200% ของเบี้ยประกันภัย
ซึ่งสำนักงาน คปภ. อยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทางการดำเนินงานที่เหมาะสม เนื่องจากเล็งเห็นถึงประโยชน์ที่ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกวัย สามารถเข้าถึงระบบประกันภัยสุขภาพได้อย่างแท้จริงภายใต้เบี้ยประกันภัยที่เป็นธรรมและเหมาะสม
ส่วนกรณีบริษัทหรือตัวแทนนายหน้าขายประกันภัยต่างชาติ ที่มีการเสนอขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยในรูปแบบต่างๆ ผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งบริษัทต่างชาติเหล่านี้ ไม่อยู่ในการกำกับดูแลของสำนักงาน คปภ. เนื่องจากไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย แต่หากประชาชนได้รับความเดือดร้อนด้านประกันภัยจากบริษัทเหล่านี้ ทาง สำนักงาน คปภ. ก็มีมาตรการดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษ โดยที่ผ่านมา สำนักงาน คปภ. ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อตำรวจกองปราบปรามไปหลายคดีแล้ว ดังนั้น จึงอยากเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ประกันภัยจากบริษัทหรือตัวแทนนายหน้าขายประกันภัยต่างชาติที่ไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย
พัฒนาผลิตภัณฑ์แบบเฉพาะตัว
[caption id="attachment_151592" align="aligncenter" width="666"]
นายสาระ ล่ำซำ ประธานสภาธุรกิจประกันภัยไทย[/caption]
นายสาระ ล่ำซำ ประธานสภาธุรกิจประกันภัยไทย มองความท้าทายของธุรกิจประกันใน ปี 2568 ว่า มีความท้าทาย 2 เรื่อง ความท้าทายอย่างแรกคือ บริษัทประกันชีวิตมีแนวโน้มในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความเฉพาะเจาะจงกับบุคคลมากขึ้น โดยเน้นไลฟ์สไตล์ส่วนบุคคลมากกว่าเรื่องของช่วงอายุ ไม่ว่าจะเป็นแบบประกันสะสมทรัพย์ ประกันชีวิตควบการลงทุนที่จะต้องมีการพัฒนารูปแบบของกรมธรรม์อย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของฟีเจอร์ ระยะเวลาความคุ้มครอง และระยะเวลาการชำระเบี้ยประกัน
“อาจจะมีการศึกษาและนำรูปแบบจากต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับลูกค้าคนไทย รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบของประเทศไทยด้วย”
ความท้าทายเรื่องที่ 2 คือ ประกันสุขภาพที่ต้องมีการหารือและร่วมมือกันทั้งจากฝ่ายกำกับดูแล ธุรกิจประกันวินาศภัย เพื่อเชื่อมโยงระบบ Ecosystem ให้เกิดความยั่งยืนทางธุรกิจในระยะยาว รวมไปถึงการรับมือกับ Medical Inflation ด้านการรักษาพยาบาลที่มีปรับเพิ่มขึ้นทุกปีประมาณ 7-12% ซึ่งต้องมีการหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันหาแนวทางรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม ทั้งในเรื่องของความคุ้มครอง อัตราเบี้ยประกัน การเชื่อมต่อกับพาร์ตเนอร์ รวมถึงสถานพยาบาลต่างๆ โดยมองว่าในปี 2568 แบบประกันที่ยังคงมาแรง คือ ประกันสุขภาพ
นายสาระกล่าวว่า หลังจากเดือนมีนาคม 2568 บริษัทประกันชีวิตจะนำเงื่อนไขเรื่องการร่วมจ่าย (Copayment) กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันสุขภาพทุกฉบับ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงกับผู้ทำประกันสุขภาพรายใหม่ที่ต้องรับทราบเงื่อนไขว่า หากมีการเคลมจนเกินกว่าเงื่อนไขของบริษัทประกันจะต้องมีการร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลกับบริษัทประกันตามสัดส่วนที่กำหนดด้วย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของบริษัทประกันชีวิตในการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจกับผู้ทำประกัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลังหากมีการเคลมเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้บริษัทประกันชีวิตจะเริ่มใช้เงื่อนไขการจ่ายร่วมกับแบบประกันสุขภาพที่ขายหลังจากเดือนมีนาคม 2568 เป็นต้นไป โดยจะมีผลกับแบบประกันสุขภาพที่ซื้อใหม่เท่านั้น ส่วนลูกค้าเดิมจะไม่ส่งผลกระทบแต่อย่างใด โดยยังคงได้รับความคุ้มครองตามเงื่อนไขกรมธรรม์เดิมที่เคยทำไว้ ยกเว้นในกรณีที่มีการเคลมที่มากเกินความจำเป็นทางการแพทย์จนเข้าหลักเกณฑ์ที่ต้องจ่ายร่วมกับบริษัทประกัน กรณีนี้บริษัทอาจจะพิจารณาตามความเหมาะสมว่าจะดูแลลูกค้าประกันสุขภาพลักษณะนี้อย่างไรต่อไป
“อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการกำหนดเงื่อนไขร่วมจ่ายไว้ในกรมธรรม์ประกันสุขภาพ แต่หากผู้เอาประกันสามารถดูแลการเคลมในลักษณะของการป่วยเล็กน้อยทั่วไป ( Simple Diseases) ไม่ให้เกินกว่าเงื่อนไขที่กรมธรรม์กำหนด หากเกิดเคลมขึ้นบริษัทประกันชีวิตก็ยังคงให้ความคุ้มครองตามเงื่อนไขกรมธรรม์ทุกประการ โดยผู้ทำประกันไม่จำเป็นต้องจ่ายร่วมกับบริษัทหรือไม่ต้องจ่ายตั้งแต่บาทแรกที่เกิดการเคลมขึ้น”
เริ่มเงื่อนไข Copayment ค่ารักษาพยาบาล
[caption id="attachment_151591" align="aligncenter" width="666"]
นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย[/caption]
นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า ในปี 2568 ธุรกิจประกันชีวิตต้องเผชิญกับความท้าทายในหลากหลายรูปแบบ อาทิ ความท้าทายในเรื่องของประกันสุขภาพ การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลในการทำประกันชีวิตที่ต้องมีความสุจริตใจ ไม่ปิดบังข้อมูลหรือให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ ปัญหาภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวน รวมถึงการนำมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 17 เรื่อง สัญญาประกันภัย หรือ TFRS 17 เป็นต้น
สำหรับความท้าทายแรกคือ การบริหารต้นทุนของประกันสุขภาพเพื่อให้บริษัทประกันชีวิตสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างยั่งยืน เช่น การปรับหมวดหมู่ความคุ้มครองสุขภาพตามเงื่อนไขของมาตรฐานประกันสุขภาพใหม่ (New Health Standard) เพื่อช่วยบริหารจัดการต้นทุนด้านการรักษาพยาบาลให้เหมาะสม แต่เนื่องจากประกันชีวิตมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลไปถึงอัตราการเคลมประกันที่สูงขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการเคลมที่เกิดจากค่ารักษาพยาบาลที่อาจจะไม่มีความจำเป็นทางการด้านการแพทย์ หรือค่ารักษาพยาบาลที่เกินกว่าความจำเป็นในการรักษาพยาบาล
ดังนั้น เพื่อให้บริษัทประกันชีวิตสามารถบริหารจัดการต้นทุนค่ารักษาพยาบาลให้อยู่ในระดับที่สามารถทำกำไรให้กับธุรกิจ และผู้ทำประกันได้รับการดูแลรักษาพยาบาลอย่างเหมาะสม บริษัทจึงจะนำเงื่อนไขค่าใช้จ่ายร่วม (Copayment ) หรือ กำหนดเป็นเงื่อนไขที่บริษัทสามารถเลือกระบุในแบบประกันได้ โดยเป็นการให้ผู้ทำประกันร่วมจ่ายในค่าเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งกรมธรรม์จะต้องระบุว่าเป็นการ Copayment กี่เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น โดยผู้ที่ทำประกันสุขภาพเป็นฉบับแรกหลังจากเดือนมีนาคม 2568 เป็นต้นไป ทุกกรมธรรม์ ผู้เอาประกันจะต้องร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลร่วมกับบริษัทประกันชีวิตตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันสุขภาพด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้บริษัทประกันชีวิตจะมีการกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ทำประกันต้องร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลแต่ไม่ใช่ว่าผู้ทำประกันสุขภาพจะต้องร่วมจ่ายตั้งแต่บาทแรกที่มีการเคลมเกิดขึ้น แต่การที่ผู้ทำประกันต้องร่วมจ่ายต้องมีการเคลมที่เป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด เมื่อต้องจ่ายร่วมจะมีการกำหนดเปอร์เซ็นต์ที่แน่นอนตามเงื่อนไขกรมธรรม์ แต่ถ้าเป็นการเคลมที่ไม่เข้าเกณฑ์ Copayment ที่บริษัทประกันชีวิตกำหนดไว้ หากเกิดเคลมขึ้นผู้ทำประกันก็จะได้รับความคุ้มครองจากบริษัทประกันชีวิตตามเงื่อนไขประกันสุขภาพทุกประการ
นางนุสรากล่าวต่อว่า สำหรับความท้าทายที่ 2 คือ เรื่องของการทำประกันชีวิตด้วยความสุจริตใจ โดยผู้เอาประกันต้องมีการเปิดเผยข้อมูลที่แท้จริง เนื่องจากที่ผ่านมามีหลายกรณีที่ผู้ทำประกันมีการปิดบังข้อมูล ไม่เปิดเผยข้อมูลที่แท้จริง หากบริษัทประกันตรวจพบการปกปิดก็อาจจะทำให้ผู้ทำประกันเสียประโยชน์ ซึ่งจากข้อมูลปัจจุบันมีกรณีที่ปิดบังข้อมูลเพิ่มมากขึ้น หากไม่มีมาตรการป้องกันที่เหมาะสมอาจจะกระทบต่อธุรกิจประกันชีวิตโดยรวมได้
ส่วนความท้าทายที่ 3 ยังคงเป็นเรื่องของสภาวะเศรษฐกิจที่อาจจะยังมีความผันผวน ที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของกลุ่มคนที่มีรายได้ระดับกลางไปถึงระดับล่าง ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่ต้องการทำประกันแต่เมื่อมีปัญหาเรื่องของกำลังซื้อที่ไม่เพียงพอ ก็จะไม่เลือกที่จะวางแผนทางการเงินกับประกันชีวิตที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของธุรกิจประกันในอนาคตได้เช่นเดียวกัน
รวมถึงการนำมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 17 เรื่อง สัญญาประกันภัย หรือ TFRS 17 มาบังคับใช้กับธุรกิจประกันชีวิตอย่างเต็มรูปแบบในปี 2568 ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการนำเสนอการขายของตัวแทนประกันชีวิตได้เช่นเดียวกัน
ตอบโจทย์ทุกความคุ้มครอง
[caption id="attachment_151590" align="aligncenter" width="926"]
ดร.สมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย[/caption]
ดร.สมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยถึงผลประกอบการของธุรกิจประกันภัยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 (มกราคม-กันยายน) ว่า ธุรกิจประกันวินาศภัยมีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวม 209,060 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตติดลบ 0.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจประกันวินาศภัย ปี 2567 ทั้งปีนั้น คาดการณ์ว่าจะเติบโตราว 0.0-1.0% มีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวม 285,790-288,650 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการฟื้นตัวของยอดขายรถใหม่ในช่วงปลายปีที่ได้รับแรงกระตุ้นและมาตรการสินเชื่อที่เริ่มผ่อนคลาย รวมถึงการท่องเที่ยวทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศที่ฟื้นตัวเต็มที่ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจซบเซาอาจส่งผลให้คนผ่อนสินเชื่อที่อยู่อาศัยนานขึ้นทำให้มีความจำเป็นต้องต่ออายุกรมธรรม์
ขณะที่ผลประกอบการธุรกิจประกันวินาศภัยประเภทต่างๆ ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2567 มีเบี้ยประกันภัยรถยนต์ 116,909 ล้านบาท เติบโตลดลง -1.3% ซึ่งมีผลมาจากภาวะเศรษฐกิจทำให้ยอดขายรถใหม่หดตัวจากปีก่อน 26% และเบี้ยประกันภัยเฉลี่ยลดลงจากการซื้อกรมธรรม์ประเภท 1 น้อยลง ขณะที่เบี้ยประกันอัคคีภัย จำนวน 8,329 ล้านบาท มีอัตราการเติบโต 7.3%
ส่วนเบี้ยประกันภัยทางทะเลและขนส่ง จำนวน 5,216 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตลดลง -2.1% จากปัญหาสินค้าส่งออกล้นตลาดจากประเทศจีน ส่งผลกระทบการส่งออกสินค้าไทย ประกอบกับเบี้ยประกันภัยการขนส่งสินค้าทางทะเลและการขนส่งสินค้าทางรถบรรทุกหดตัว ด้านเบี้ยประกันภัยเบ็ดเตล็ด จำนวน 78,606 ล้านบาท ซึ่งมีอัตราการเติบโตลดลง จากประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล ประกันสุขภาพ และประกันความเสี่ยงภัย
ดร.สมพรกล่าวว่า ในส่วนของอัตราความเสียหาย (Loss Ratio) ของการประกันวินาศภัยประเภทต่างๆ นั้นมีอัตราความเสียหายโดยรวมของการประกันภัยทุกประเภทนั้นเท่ากับ 56.9% ซึ่งสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะในกลุ่มประกันภัยรถยนต์และประกันสุขภาพ สะท้อนถึงความจำเป็นในการบริหารความเสี่ยงและปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์
โดยมีอัตราความเสียหายของการประกันภัยรถยนต์ 61.7% อัตราความเสียหายของการประกันอัคคีภัย 23.7% อัตราความเสียหายของการประกันภัยทางทะเล 30.0% และอัตราความเสียหายของการประกันภัยเบ็ดเตล็ด 50.9% ประกอบด้วย ประกันความเสี่ยงภัยทุกชนิด มีอัตราส่วนความเสียหาย 44.0% ประกันภัยความรับผิดตามกฎหมาย 32.2% ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล 48.8% ประกันสุขภาพ 65.5% ประกันภัยการเดินทาง 32.8% และการประกันภัยอื่นๆ 40.9%
“จะเห็นได้ว่า ผลการดำเนินการของธุรกิจประกันวินาศภัยช่วงไตรมาส 3 ปี 2567 ธุรกิจประกันภัยมีกำไรจากการรับประกันภัยลดลงจากอัตราความเสียหาย (Loss Ratio) ที่เพิ่มขึ้นใน 3 ประเภทงานหลักคือ รถยนต์ ประกันความเสี่ยงภัยทุกชนิด และประกันสุขภาพ”
แม้ว่ายอดจำหน่ายรถยนต์ใหม่ ในเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 จะมียอดจำหน่ายรถยนต์โดยรวม หดตัว 25% ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าผสม (HEV) เป็นกลุ่มเดียวที่มีการเติบโต 39% ซึ่งสวนทางกับรถยนต์กลุ่มอื่นๆ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation Rate ) หรือการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพ เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่ายา และบริการทางการแพทย์อื่นๆ ที่มีสาเหตุหลักจากการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย การเพิ่มขึ้นของค่าแรงบุคลากรทางการแพทย์ ต้นทุนการผลิตยาที่สูงขึ้น และความต้องการบริการทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ รวมถึงผลกระทบจากโรคระบาดหรือโรคเรื้อรัง
จะเห็นได้ว่าค่ารักษาพยาบาลจะเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 8-10% จากเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีสูงขึ้น การขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ส่งผลให้ค่าแรงสูงขึ้น รวมถึงค่ารักษาในต่างประเทศที่สูงขึ้นทำให้ชาวต่างชาติเดินทางมารักษาที่ประเทศไทยมากขึ้น
มองสิ้นปี 67 ประกันรถยนต์ติดลบ
ดร.สมพร คาดการณ์ว่า สำหรับปี 2567 อัตราการเติบโตของประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ จะติดลบ 2%-1% จากยอดขายรถยนต์ใหม่ที่หดตัว 26% จากปี 2566 อีกทั้งลูกค้าจะเปลี่ยนการซื้อประกันรถยนต์จากประเภท 1 ไปเป็นประกันรถยนต์ประเภท 2+ 3+ และ 3 เพิ่มมากขึ้น พร้อมคาดการณ์อัตราการเติบโต ของประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับอยู่ที่ 1-2% โดยมีจำนวนกรมธรรม์เพิ่มขึ้น 2% จากยอดขายรถใหม่ โดยอัตราส่วนรถจักรยานยนต์ที่เพิ่มมากขึ้นทำให้เบี้ยประกันภัยเฉลี่ยลดลงเล็กน้อย
ขณะที่อัตราการเติบโตของประกันอัคคีภัยอยู่ที่ 5-6% จากจำนวนกรมธรรม์ที่เพิ่มขึ้น จากความตระหนักถึงความเสี่ยง รวมถึงการขยายตลาดประกันอัคคีภัยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงภาวะเศรษฐกิจซบเซาอาจส่งผลให้มีการผ่อนสินเชื่อที่อยู่อาศัยนานขึ้นทำให้มีความจำเป็นต้องต่ออายุกรมธรรม์เพิ่มขึ้นด้วย ส่วนการเติบโตของประกันความเสี่ยงภัยทุกชนิด ยังคงติดลบที่ 1.5-0.5% โดยกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีทุนประกันภัย มากกว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 43% ของการรับประกันภัยทั้งหมด จะมีการปรับลดอัตราเบี้ยประกันภัย ซึ่งส่งผลให้เบี้ยประกันภัยของกลุ่มนี้ลดลงถึง 20% เมื่อเทียบกับในปีที่ผ่านมา แม้จะมีจำนวนกรมธรรม์เพิ่มขึ้น 7% รวมถึงเบี้ยประกันภัยในกลุ่มธุรกิจขนาดกลาง (ทุนประกันภัย5-1,000 ล้านบาท) จะยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องก็ตาม
อย่างไรก็ตามปัญหาการส่งออกล้นตลาด (China Overcapacity) ซึ่งมีผลกระทบกับการส่งออกของสินค้า ส่งผลให้เบี้ยประกันภัยของการขนส่งสินค้าทางทะเลและการขนส่งสินค้าทางรถบรรทุกหดตัว ทำให้การเติบโตติดลบ 1.5-0.5%
ขณะเดียวกัน จากการที่ประชาชนตระหนักและให้ความสนใจซื้อประกันสุขภาพ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงต่างจังหวัดในหัวเมืองขนาดใหญ่ ส่งผลให้เบี้ยประกันสุขภาพปรับตัวสูงขึ้น 2-3% อีกทั้งประกันอุบัตเหตุส่วนบุคคล (PA) มีการเติบโต 0-1% จากความต้องการซื้อที่เพิ่มขึ้นจากความตระหนักถึงความสำคัญของประกันอุบัติเหตุ และค่าใช้จ่ายในการรักษาที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงช่องทางการซื้อกรมธรรม์ที่สะดวกรวดเร็วผ่านออนไลน์ทำให้สามารถเข้าถึงแบบประกันได้ง่ายขึ้น
ด้านประกันภัยการเดินทางหลังจากการท่องเที่ยวฟื้นตัวจากโควิด-19 ทำให้คนไทยมีการท่องเที่ยวในต่างประเทศเพิ่มขึ้น 5-7% ส่งผลให้เบี้ยประกันภัยเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงช่องทางการขายผ่านออนไลน์ทำให้สามารถเข้าถึงได้ง่าย ทำให้มีการเติบโตอยู่ที่ 9.5-10.5% ส่วน ประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายคาดว่าจะเติบโต 5.5-6.5% จากจำนวนกรมธรรม์ ที่เพิ่มขึ้นถึง 25% รวมถึงธุรกิจต่างๆ มีนโยบายความรับผิดต่อบุคคลภายนอก และเลือกที่จะลดความเสี่ยงด้วยการทำประกันภัย
ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง
ดร.สมพรกล่าวว่า สำหรับปี 2568 ถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตในอัตราที่ดีกว่าปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอนสำหรับธุรกิจประกันวินาศภัย แม้จะยังต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ทั้งภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี การจัดการความเสี่ยงด้านไซเบอร์ ซึ่งส่งผลกระทบกับองค์กรทุกระดับ การแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรม ทำให้ต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอยู่เสมอ
“ดังนั้น ธุรกิจประกันวินาศภัย จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้บุคคลและธุรกิจสามารถก้าวผ่านความเสี่ยงต่างๆ ไปได้ ไม่เพียงแต่ให้ความคุ้มครองทางการเงินเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความมั่นคงในระยะยาว ธุรกิจประกันวินาศภัย จึงถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การเข้าใจความเสี่ยงและบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ คือหัวใจสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมนี้ดำรงอยู่ และเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป”
โดยคาดการณ์ว่าในปี 2568 ธุรกิจประกันวินาศภัยจะมีอัตราการเติบโตประมาณ 1.5-2.5% โดยมีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวม 291,240-294,100 ล้านบาท จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งช่วยสนับสนุนการขยายตัวของธุรกิจประกันภัย ขณะที่การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล (InsurTech) เป็นปัจจัยหลักในการผลักดันธุรกิจประกันภัยไปข้างหน้า ทั้งการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และทำให้ลูกค้าเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้ง่ายขึ้น
รวมถึงปัจจุบันประชาชนต่างตระหนักถึงความสำคัญของการประกันภัยและการเสี่ยงภัยธรรมชาติมากขึ้น ส่งผลให้ประกันอัคคีภัยได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น ส่วนประกันภัยการเดินทางยังคงเติบโต ด้วยปัจจัยบวกจากการแข็งค่าของเงินบาทและการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวของรัฐบาล
“ทั้งนี้ ในระยะยาวการประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายมีแนวโน้มความต้องการมากขึ้นเช่นกัน เนื่องจากประชาชนรับรู้ถึงสิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหายเมื่อถูกละเมิด ทำให้ภาพรวมในปี 2568 ธุรกิจประกันภัยยังคงมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง”
ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนมกราคม 2568 ฉบับที่ 513 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi
รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี่ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/