"นพดล" จ่อฟ้องคนกล่าวหาว่าทำให้เสียเขาพระวิหาร
"นพดล" จ่อฟ้องคนกล่าวหาว่าทำให้เสียเขาพระวิหาร ขอ อย่าด้อยค่ากระทรวงการต่างประเทศ เชื่อคัดค้าน MOU44 ไม่บานปลาย ไม่หวั่น ฝ่ายค้านซักฟอก มั่นใจการทำงานนายกฯ
นายนพดล ปัทมะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองในปี 2568 ว่า สำหรับการเมืองในสภาครึ่งปีแรก ก็คงเห็นการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน รัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งบริหารประเทศมาระยะหนึ่ง แต่ก็ได้ผลักดันงานสำเร็จหลายเรื่อง ตนมั่นใจว่าจะสามารถชี้แจงข้อซักถามของฝ่ายค้านได้
ส่วนการเมืองนอกสภาโดยเฉพาะในประเด็น MOU 44 ซึ่งรัฐบาลและส.สต้องติดตาม และหากเคลื่อนไหวในกรอบรัฐธรรมนูญก็ไม่น่ากังวลเพราะเป็นสิทธิ์ สำหรับการคัดค้าน MOU 44 ของแกนนำกลุ่มพันธมิตรเดิมนั้น ตนคิดว่ารัฐบาลต้องรับฟังความเห็นต่าง คุยกันด้วยเหตุผล ไม่น่ามีปัญหา โดยให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจากกองทัพและกระทรวงการต่างประเทศให้ข้อมูล
นายนพดล เผยว่า ตนไม่ค่อยสบายใจกับท่าทีของแกนนำผู้คัดค้าน จึงขอถามว่านายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิตใช่หรือไม่ที่โพสต์เฟซบุ๊ก ตั้งคำถามในเชิงด้อยค่ากระทรวงการต่างประเทศว่าเพลี้ยงพล้ำและเสียท่าให้เขมรมาโดยตลอด และกล่าวว่ากัมพูชาชนะสติปัญญาข้าราชการและนักการเมืองไทย มาอย่างต่อเนื่อง ตนจึงขอถามว่าเป็นทัศนคติดูแคลนต่อคนที่ถูกพาดพิงหรือไม่ ซึ่งข้าราชการคงไม่เสียเวลามาตอบโต้ทางการเมือง และโดยมารยาททางการทูต คงไม่ป่าวประกาศว่าตนชนะการเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างไร เพราะการทูตและการต่างประเทศนั้นใช้ความรู้ สติปัญญาและมารยาท แต่ที่พวกเขาขาดคือการยกตนข่มท่าน
ทั้งนี้นายนพดล กล่าวต่อว่า ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ มีตัวอย่างการพยายามบิดเบือน คือ ในปี 2549 กัมพูชาได้ยื่นตัวปราสาทพระวิหาร และ พื้นที่รอบตัวปราสาทหรือพื้นที่ทับซ้อน ไปขึ้นทะเบียนมรดกโลก แต่กระทรวงการต่างประเทศสมัยตนเป็นรัฐมนตรีเจรจาสำเร็จ จนกัมพูชายอมตัดพื้นที่ทับซ้อนออก เพราะไทยอ้างสิทธิ์ และยอมขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารอย่างเดียว
แต่นักการเมืองกลุ่มหนึ่งอย่าง นายสนธิ ลิ้มทองกุล และแกนนำกลุ่มพันธมิตรในขณะนั้น โจมตีกล่าวหาใส่ร้ายตนด้วยความเท็จว่า การที่ตนได้ลงนามในคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชานั้น 1) ตนได้ทำให้ไทยเสียดินแดน 2)ทำให้ไทยเสียสิทธิในการทวงคืนปราสาทพระวิหาร 3) พวกตนขายชาติ 4) การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาได้รวมพื้นที่ทับซ้อนรอบปราสาทไปด้วย ซึ่งกลุ่มพันธมิตรนำเรื่องไปยื่นเอาผิดตนต่อ ปปช. และต่อมา คณะกรรมการ ปปช.ไปยื่นฟ้องตนต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และในวันที่ 4 กันยายน 2558 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 63/ 2558 ศาลฎีกาฯได้พิพากษายกฟ้องตน และในคำพิพากษายังได้ระบุว่า การลงนามในคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ของจำเลย (นายนพดล) ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จึงสมเหตุผลและถูกต้องตรงตามสถานการณ์ ทั้งมิได้กระทบกระเทือนถึงสิทธิในดินแดนของประเทศไทย การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาไม่ส่งผลให้ไทยเสียดินแดนหรือเสียสิทธิในการทวงคืนปราสาท ไทยจะได้ประโยชน์จากข้อตกลงในคำแถลงการณ์ร่วม
“กระบวนการยุติธรรมพิสูจน์แล้วว่าข้อกล่าวหา 4 ข้อข้างต้นที่เคยใส่ร้ายผมนั้นเท็จและผิดทุกประเด็น ขอให้ไปอ่านคำพิพากษาในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 132 ตอนที่ 111ก วันที่ 23 พฤศจิกายน 2558 ตนจึงอยากให้ถอดบทเรียนว่าควรดำเนินการคัดค้าน mou 44 อย่างไร ควรสำนึกถึงการใส่ร้ายเท็จคนอื่นและความเห็นที่ผิดในเรื่องเขาพระวิหารบ้าง แต่ก็ยังมาแสดงความคิดเห็นอีกว่า mou 44 ไปยอมรับเส้นไหล่ทวีปของ กพช และจะทำให้เสียดินแดน ทั้งๆที่กรมสนธิสัญญาฯบอกไม่ใช่ ก็ยังด้อยค่าเขาอีก ทำเช่นนี้ใครได้ประโยชน์” นายนพดลกล่าว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการดำเนินการทางกฎหมายกับบุคคลที่โจมตีตนหรือไม่นั้น นายนพดลเผยว่า ตอนนี้กำลังดำเนินคดีกับคนที่กล่าวหาตนและกระทรวงการต่างประเทศทำให้เสียเขาพระวิหาร บนสื่อโซเชียลทุกแพลตฟอร์ม แต่ก็มีบางคนพยายามพูดโดยไม่ได้กล่าวหาตนโดยตรง ก็จะพิจารณาอีกทีนึงซึ่งตนยืนยันจะปกป้องสิทธิเพราะข้อเท็จจริงได้ตัดสินออกมาแล้วว่าตนเป็นผู้ปกป้องดินแดน ซึ่งอยู่ในช่วงดำเนินคดีแจ้งความกับคนที่ใส่ร้าย
“แต่ก็จะมีคนบางประเภทไม่ศึกษาหาความรู้และจะด่าโจมตีอย่างเดียวก็มีน่าเสียดายเพราะประเทศไทยควรจะไปไกลกว่านี้” นายนพดลกล่าว