SCC จากต้นปีราคาดิ่ง 34% โบรกฯ แนะ "ไม่ใช่จังหวะเข้าซื้อ” ประเมินผลงานปี 2568 ยังไม่เด่น
ราคาหุ้น บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ยังปรับตัวลงต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ต้นปี 2567 จนถึงวันทำการล่าสุด โดยราคาหุ้นปรับลดลงไปแล้ว 34% นับตั้งแต่ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 303 บาท เมื่อวันที่ 2 ม.ค. 67 และล่าสุดวันที่ 7 พ.ย. 67 ราคาหุ้นปรับตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 197 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 1,113.05 ล้านบาท
โดยปัจจัยที่กดดันราคาหุ้นมาจากแนวโน้มผลประกอบการที่ยังไม่สดใส ตั้งแต่ไตรมาส 1/67 จนถึงไตรมาส 3/67 กำไรสุทธิของ SCC ยังคงปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ล่าสุดไตรมาส 3/67 มีกําไรสุทธิอยู่ที่ 721 ล้านบาท ลดลง 70% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/66 จากผลประกอบการที่ลดลงทุกกลุ่มธุรกิจ โดยธุรกิจปิโตรเคมียังมีผลขาดทุนหนักจาก Spread ที่อยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ธุรกิจ Packaging ได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นและเงินบาทแข็งค่า ส่วนธุรกิจซีเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมและกําลังซื้อที่ลดลง
ขณะเดียวกันมุมมองนักวิเคราะห์จากบริษัท หลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินแนวโน้มไตรมาส 4/67 ฟื้นตัวจากไตรมาส 3/67 จากฐานต่ำ หนุนจากเงินปันผลรับเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล, การซ่อมแซมหลังน้ำท่วม และ ขาดทุนสินค้าคงคลังลดลง
อย่างไรก็ตามภาพรวมกำไรยังอยู่ระดับต่ำ เพราะเป็นช่วง Destocking ปิโตรเคมี โดยจากไต้นไตรมาส 4/67 ถึงปัจจุบัน Spread PE PP ลดลงจากไตรมาส 3/67, ผลกระทบไฟไหม้หน่วยผลิต VCM 1 (ตั้งแต่วันที่ 22 ก.ย.), รับรู้ค่าใช้จ่ายคงที่เพิ่มขึ้นราว 900 ล้านบาท หลังโครงการ LSP COD เต็มรูปแบบตั้งแต่ 30 ก.ย. 67
ทั้งนี้ กำไร 9 เดือน ปี 2567 คิดเป็น 62% ของประมาณการปีนี้ที่ 1.1 หมื่นล้านบาท ทำให้คาดการณ์กำไรปีนี้มี Downside Risk ราว 20% ส่วนปี 2568 คาด SCC ฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยอุตสาหกรรมปิโตรเคมียังอยู่ภายใต้แรงกดดัน ท่ามกลางค่าใช้จ่ายคงที่เพิ่มขึ้น (ค่าเสื่อมราคา และต้นทุนการเงินของ LSP)
สำหรับปัจจัยภายนอกที่ท้าทายทั้งเศรษฐกิจโลก, Geopolitical Risk และ สงครามการค้า บริษัทมีมาตรการบริหารจัดการ 3 แนวทางในช่วงครึ่งหลังปี 2567 ถึง ปี 2568 คือ 1. เพิ่ม Portfolio สินค้า HVA และ Green Product, 2. ยกเลิกธุรกิจที่ไม่สร้างกำไร และ 3. ปรับลดเงินทุนหมุนเวียนและรายจ่ายลงทุน
ซึ่งบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มีมุมมองว่าประเด็นดังกล่าวจะทำให้ประสิทธิภาพการทำกำไรดีขึ้น ลดภาระขาดทุนจากบางธุรกิจ อย่างไรก็ตาม อาจทำให้ผลประกอบการช่วง 12 เดือนข้างหน้ามีความเสี่ยงบันทึกด้อยค่าสินทรัพย์ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ยังไม่รวมไว้ในสมมติฐาน รวมทั้งเห็นความเสี่ยงการลดจ่ายเงินปันผลเพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงิน
ดังนั้นยังคงคำแนะนำ เก็งกำไร ปรับราคาเหมาะสมลงเป็น 230 บาท อ้างอิง PBV -1.50 SD ที่ 0.70 เท่า สะท้อนความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น โดยมองว่ายังไม่ต้องรีบเข้าลงทุน เพราะผลประกอบการช่วงครึ่งหลังปี 2567 และปี 2568 ยังไม่เด่น, ประมาณการยังมี Downside และเงินปันผลอยู่ระดับต่ำ
ด้านนักวิเคราะห์จากบริษัท หลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า แม้ทิศทางผลประกอบการระยะสั้นยังไม่สดใส แต่ภาพระยะยาวเริ่มดูมีความหวังจากมาตรการรับมือการเปลี่ยนแปลงของ SCC ที่จะทยอยเกิดขึ้นนับจากนี้โดยราคาหุ้นปรับฐานลงมา 33% จากต้นปี สะท้อนปัจจัยลบไปพอสมควรแล้ว โดยเพิ่มน้ำหนักลงทุนจาก Underperform เป็น Neutral ประเมินราคาเหมาะสม 270 บาท
ทั้งนี้ ราคาหุ้น SCC ที่ปรับตัวลดลงมาแล้วกว่า 33% นับตั้งแต่ต้นปี 2567 พร้อมสัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติในปัจจุบันที่ลดลงเหลือเพียง 9.2% จากเพดานสูงสุด 25% น่าจะซึมซับสารพัดปัจจัยลบที่เข้ามากดดันไปพอสมควรแล้ว โดยเฉพาะการอยู่ในช่วงวัฏจักรขาลงของธุรกิจปิโตรเคมีที่ยาวนานกว่าที่คาด
หากพิจารณาในมุม Valuation ถือว่ามีความน่าสนใจมาก โดยปัจจุบัน SCC ซื้อขายบนอัตราส่วน PBV ต่ำเพียง 0.67 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย PBV ย้อนหลัง 15 ปีถึง 1.8 เท่าของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) นอกจากนี้เมื่อพิจารณาจากมูลค่าตลาดในปัจจุบันของ SCC อ้างอิงราคาปิด 30 ต.ค 2567 ที่ 205บาท/หุ้น อยู่ที่ 246,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเพียง 81% ของมูลค่าเงินลงทุนตามสัดส่วนการถือหุ้นของ SCC เฉพาะในบริษัทจดทะเบียนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศหักออกด้วยหนี้สินสุทธิ (Net Debt) ซึ่งไม่ได้รวมมูลค่าธุรกิจซีเมนต์และธุรกิจปิโตรเคมีในประเทศไทยและประเทศเวียดนามของ SCC