โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิด 10 ทำเลทอง ’ต่างชาติ’ แห่ช้อปคอนโดหรู ‘เศรษฐีพม่า’มาแรงซื้อยูนิตละ100 ล้าน

MATICHON ONLINE

อัพเดต 19 พ.ค. 2566 เวลา 05.23 น. • เผยแพร่ 19 พ.ค. 2566 เวลา 02.39 น.

เปิด 10 ทำเลทอง’ต่างชาติ’แห่ช้อปคอนโดหรู‘ชลบุรี-กทม.-เชียงใหม่’ฮอต ‘เศรษฐีพม่า’มาแรง ซื้อยูนิตละกว่า 100 ล้าน

จับสัญญาณกำลังซื้อ”ต่างชาติ” ยังคงเป็นดีมานด์ที่สำคัญยิ่งต่อตลาดคอนโดมิเนียมไทย แม้ว่าโดยภาพรวมตลาดจะเริ่มฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิดแล้ว แต่กำลังซื้อในประเทศยังคงเปราะบาง จึงทำให้ต้องพึ่งพาตลาดต่างชาติเพื่อพยุงยอดขายในปี 2566

ผ่านมา 1 ไตรมาสแล้ว สถานการณ์การซื้อคอนโดมิเนียมของต่างชาติเป็นอย่างไร นายวิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูล อสังหาริมทรัพย์ (REIC) อัพเดตยอดการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดต่างชาติช่วงไตรมาส 1 ปี 2566 มีจำนวน 3,775 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 17,128 ล้านบาท เพิ่มขึ้นทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า

โดยจำนวนหน่วยเพิ่มขึ้น 79.2% และมูลค่าเพิ่มขึ้น 67.6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีจำนวน 2,107 หน่วย และมูลค่า 10,217 ล้านบาท โดยประเทศจีนยังคงเป็นประเทศที่มีการโอนกรรมสิทธิ์สูงสุดอยู่ที่ 1,747 หน่วย คิดเป็น 46% มูลค่า 8,191 ล้านบาท คิดเป็น 48% ของมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์คนต่างชาติทั้งหมด

เมื่อลงรายละเอียดการโอนกรรมสิทธิ์สูงสุดใน 10 อันดับแรก พบว่า ประเทศจีนมากสุด 1,747 หน่วย มูลค่า 8,191 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 4.7 ล้านบาท,รัสเซีย 387 หน่วย มูลค่า 1,364 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 3.5 ล้านบาท ,สหรัฐอเมริกา 156 หน่วย มูลค่า 653 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 4.2 ล้านบาท ,สหราชอาณาจักร 146 หน่วย มูลค่า 703 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 4.8 ล้านบาท ,เยอรมัน 131 หน่วย มูลค่า 611 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 4.7 ล้านบาท

ฝรั่งเศส 130 หน่วย มูลค่า 606 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 4.7 ล้านบาท ,ไต้หวัน 94 หน่วย มูลค่า 468 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 5 ล้านบาท ,เมียนมา 76 หน่วย มูลค่า 497 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 6.5 ล้านบาท ,ออสเตรเลีย 71 หน่วย มูลค่า 310 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 4.4 ล้านบาท และญี่ปุ่น 63 หน่วย มูลค่า 278 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 4.4 ล้านบาท

โดยมี 10 จังหวัดที่ต่างชาติโอนกรรมสิทธิ์สูงสุด ได้แก่ ชลบุรี 1,601 หน่วย มูลค่า 4,557 ล้านบาท ,กรุงเทพฯ 1,423 หน่วย มูลค่า 9,976 ล้านบาท ,เชียงใหม่ 240 หน่วย มูลค่า 655 ล้านบาท, ภูเก็ต 208 หน่วย มูลค่า 996 ล้านบาท, ประจวบคีรีขันธ์ 95 หน่วย มูลค่า 464 ล้านบาท ,สมทุรปราการ 78 หน่วย มูลค่า 196 ล้านบาท ,ระยอง 42 หน่วย มูลค่า 63 ล้านบาท,นนทบุรี 11 หน่วย มูลค่า 24 ล้านบาท และสุราษฎร์ธานี 8 หน่วย มูลค่า 18 ล้านบาท

ด้านน.ส.อาทิตยา เกษมลาวัณย์ หัวหน้าแผนกซื้อขายโครงการที่พักอาศัย บริษัท ซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) จำกัดหรือCBRE เปิดผลการสำรวจว่าในด้านความต้องการของตลาดในปี 2565 ที่ผ่านมา เริ่มมีชาวต่างชาติเดินทางกลับเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งสิ้น 11.2 ล้านคน มาจากในเอเชีย 64% ยุโรป 23% อเมริกาเหนือ 5% ตามมาด้วยตะวันออกกลาง โอเชียเนียหรือกลุ่มประเทศและหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก และแอฟริกา ซึ่งสัญญาณการกลับมาของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมีนัยยะในเชิงบวกและสอดคล้องกับดีมานด์ของชาวต่างชาติในการซื้อที่พักอาศัยในไทย

น.ส.อาทิตยากล่าวว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลโครงการที่ซีบีอาร์อีเป็นตัวแทนบริหารการตลาดและการขาย ส่วนใหญ่เป็นตลาดระดับลักซ์ชัวรี่ พบว่าผู้สนใจซื้อโครงการตั้งแต่ปี 2565 ถึงต้นปี 2566 คิดเป็นคนไทย 89% และชาวต่างชาติ 11% โดยลูกค้าชาวต่างชาติที่มองหาคอนโดมิเนียมและบ้านส่วนใหญ่มาจากในเอเชีย ได้แก่ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน พม่า สิงคโปร์ และญี่ปุ่น สำหรับลูกค้าที่ต้องการซื้อบ้านพักตากอากาศส่วนใหญ่มาจากยุโรป ได้แก่ รัสเซีย อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมัน”

“เมื่อเปรียบเทียบยอดขายในปี 2565 กับปี 2564 พบว่า ลูกค้าชาวต่างชาติซื้อคอนโดมิเนียมเพิ่มขึ้นถึง 383% และซื้อบ้านเพิ่มขึ้น 233% โดยชาวต่างชาติที่ซื้อบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในไทยอยู่แล้ว รวมทั้งมีลูกค้าชาวต่างชาติกลับมาสนใจซื้อวิลล่าตากอากาศอีกครั้ง หลังจากที่หายไปก่อนหน้านี้” น.ส.อาทิตยากล่าว

น.ส.อาทิตยากล่าวว่า เมื่อเจาะลึกถึงพฤติกรรมของผู้ซื้อชาวต่างชาติพบว่าเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อค่อนข้างสูง ส่วนใหญ่มีวงเงินในการซื้อคอนโดมิเนียมที่ระดับราคา 15-30 ล้านบาท ต้องการคอนโดมิเนียมบนทำเลใจกลางเมือง โดยเฉพาะย่านธุรกิจอย่างสีลม สาทร ลุมพินี สุขุมวิท ปทุมวัน และทำเลริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองถึง 87%

ส่วนโครงการบ้านส่วนใหญ่มีงบซื้ออยู่ที่ 51-80 ล้านบาท โดยเฉพาะทำเล กรุงเทพตะวันออก ใจกลางเมือง และทำเลรอบนอกฝั่งตะวันออก โดยซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองถึง 85% และบ้านพักตากอากาศจะซื้อในราคา 15-30 ล้านบาท สนใจทำเลภูเก็ต และ หัวหิน ส่วนใหญ่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง 71%

“ชาวจีนยังคงเป็นชาวต่างชาติที่ต้องการซื้อที่พักอาศัยในไทยสูงสุด ส่วนใหญ่ต้องการซื้อคอนโดมิเนียมหรูขนาด 1-2 ห้องนอน ระดับราคา 15-30 ล้านบาท บนทำเลสีลม สาทร และซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง ส่วนบ้านชาวจีนต้องการซื้อขนาด 4 ห้องนอน บนทำเลกรุงเทพตะวันออก มีงบซื้อตั้งแต่ 30 ถึง 100 กว่าล้านบาท และซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองเช่นเดียวกัน”น.ส.อาทิตยากล่าวและว่า

อีกหนึ่งตลาดต่างชาติที่ซีบีอาร์อีมองว่ามีความน่าสนใจคือตลาดผู้ซื้อชาวพม่า โดยในปีที่ผ่านมา มีลูกค้าชาวพม่าจำนวนหลายราย เข้าทำสัญญาซื้อขายโครงการกับซีบีอาร์อี ในระดับราคาตั้งแต่ 5 ล้านบาท ถึงมากกว่า 100 ล้านบาท โดยเป็นชาวพม่าที่อาศัยอยู่ในประเทศพม่า สิงคโปร์ และไทย โดยซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองถึง 91% ส่วนใหญ่ต้องการซื้อคอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรี่ขนาด 2 ห้องนอน ระดับราคา 15-30 ล้านบาท และมองหาคอนโดมิเนียมบนทำเลลุมพินีและสุขุมวิท สำหรับโครงการบ้าน ผู้ซื้อชาวพม่าส่วนใหญ่ต้องการบ้านขนาด 4 ห้องนอน ในทำเลกรุงเทพตะวันออกและใจกลางเมือง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...