โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ก่อนจะเป็นลานคนเมือง : จากศูนย์กลางพระนครศักดิ์สิทธิ์ สู่พื้นที่ลานประชาชน (จบ)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 22 ธ.ค. 2566 เวลา 07.34 น. • เผยแพร่ 15 พ.ย. 2566 เวลา 02.20 น.

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

ก่อนจะเป็นลานคนเมือง

: จากศูนย์กลางพระนครศักดิ์สิทธิ์

สู่พื้นที่ลานประชาชน (จบ)

ด้วยลักษณะการเมืองและสังคมรูปแบบใหม่หลังการปฏิวัติ พ.ศ.2475 ที่ประกอบเข้ากับสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่สื่บเนื่องมาตั้งแต่ปลายสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทำให้รัฐบาลในระบอบใหม่ดำเนินการตัดลดงบประมาณในหลายส่วน โดยเฉพาะในส่วนที่ไม่สอดคล้องกับแนวคิดใหม่หลังการปฏิวัติ

พระราชพิธีโล้ชิงช้าคือหนึ่งในพระราชพิธีที่ได้รับผลกระทบ พราหมณ์ทุกคนที่เคยได้รับเบี้ยหวัดจากทางราชการถูกให้ออกจากราชการ โดยรัชกาลที่ 7 โปรดเกล้าฯ ให้มีพราหมณ์ขึ้นอยู่กับสำนักพระราชวังเหลือเพียง 5 คน โดยให้ขึ้นกับกองพระราชพิธี ซึ่งภายใต้การเปลี่ยนแปลงนี้ได้มีการตัดทอนรายละเอียดพระราชพิธีตรียัมปวาย-ตรีปวายลง และให้ยกเลิกพิธีโล้ชิงช้า รวมไปถึงขบวนแห่พระยายืนชิงช้าด้วย

พ.ศ.2477 คือปีสุดท้ายที่ประกอบพิธีโล้ชิงช้า โดยมี พระยาชลมารคพิจารณ์ (ม.ล.พงศ์ สนิทวงศ์) เป็นพระยายืนชิงช้าคนสุดท้าย ซึ่งหลังจากนั้น รัฐบาลได้จ่ายเงินปีละ 400 บาท ให้แก่คณะพราหมณ์ในการจัดพิธีนี้ป็นการภายใน (ในเทวสถานโบสถ์พราหมณ์) และเป็นพิธีโดยย่อเท่านั้น

อาจกล่าวได้ว่า สถานะความเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของย่านเสาชิงช้าในฐานะประตูสู่โลกมนุษย์ของเทพเจ้า (ตามความเชื่อในศาสนาพรามหณ์ฮินดู) ได้เริ่มถูกลดทอนลงตั้งสมัยรัชกาลที่ 5 ผ่านการย้ายตำแหน่งเสาชิงช้ามาอยู่กลางถนนบำรุงเมือง ในลักษณะที่เป็นเสมือนจุดหมายตา (landmark) ตามแนวคิดสมัยใหม่

และสิ้นสุดบทบาทโดยสมบูรณ์ในปี พ.ศ.2477

พื้นที่เสาชิงช้านับตั้งแต่นั้นมามิได้มีสถานะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในแบบเดิมอีกต่อไป และค่อยๆ เปลี่ยนสถานะมาเป็นโบราณสถานรวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวตามแนวคิดสมัยใหม่แทนในที่สุด

ในส่วนของพื้นที่ลานหน้าโบสถ์พรามณ์ (ลานคนเมือง ณ ปัจจุบัน) ที่ได้เปลี่ยนมาเป็นที่ทำการของเทศบาลนครกรุงเทพฯ หลังการปฏิวัติ 2475 ตามที่ได้อธิบายไปในสัปดาห์ก่อน ก็มีความเปลี่ยนแปลงอย่างมากทั้งในเชิงการใช้งานและความหมายเช่นเดียวกัน

การสร้างอาคารเทศบาลนครกรุงเทพฯ ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป เน้นรองรับความต้องการของกลุ่มข้าราชการและสถานศึกษาโดยรอบมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ร้านอาหาร โรงพิมพ์ ร้านถ่ายเอกสาร ร้านรับตัดชุดข้าราชการและเครื่องแบบทหาร ตำรวจ ร้านรองเท้า ร้านขนม โรงแรม

อย่างไรก็ตาม กิจกรรมการค้าแบบโบราณบางประเภทก็ยังคงอยู่ โดยเฉพาะการค้าขายที่เกี่ยวกับกิจกรรมทางพุทธศาสนาและสังฆภัณฑ์ เช่น พระพุทธรูปทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เครื่องอุปสมบทของพระภิกษุ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของพื้นที่มาอย่างยาวนาน

ในส่วนพื้นที่ลานขนาดใหญ่หน้าอาคารเทศบาลก็ได้กลายมาเป็นลานสำหรับทำกิจกรรมของทางราชการและกิจกรรมต่างๆ ของประชาชนมากขึ้นโดยลำดับ

จากภาพถ่ายทางอากาศลานหน้าศาลาว่าการ กทม. พ.ศ.2501 (ภาพที่ 1) แสดงให้เห็นลักษณะทางกายภาพของลานที่ได้ออกแบบขึ้นตั้งแต่เมื่อครั้งแรกสร้างอาคารเทศบาลในช่วงทศวรรษ 2480 ซึ่งเราจะเห็นชัดว่า แม้พื้นที่จะโล่งกว้าง แต่การออกแบบภูมิทัศน์โดยรอบ การสร้างกำแพงสูงล้อมพื้นที่ลาน และการทำถนนวิ่งผ่านเข้ามาในลาน ทั้งหมดไม่เอื้อต่อการทำกิจกรรมของประชาชนเท่าที่ควร

จากภาพถ่ายทางอากาศในพื้นที่เดียวกัน พ.ศ.2516 (ภาพที่ 2) แม้เราจะเห็นว่าพื้นที่ลานมีลักษณะเปิดกว้างและเชื่อมเข้าหาพื้นที่โดยรอบมากขึ้น อันเนื่องมาจากการรื้ออาคารที่เคยเป็นตึกแถวของตลาดเสาชิงช้าชุดสุดท้ายและการรื้อกำแพงที่เคยล้อมรอบลานออกทั้งหมด แต่การใช้งานก็ยังไม่เหมาะสมต่อการทำกิจกรรมของประชาชนเช่นเคย เพราะพื้นที่ภายในลานมีการสร้างอาคารหลายหลัง พร้อมกับกันพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่จอดรถของข้าราชการและผู้มาติดต่อราชการ

แม้ในต่อมาจะมีการปรับปรุงภูมิทัศน์ในบริเวณนี้ครั้งใหญ่ เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 200 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ โดยทำการรื้ออาคารต่างๆ ที่อยู่ในพื้นที่ลานด้านหน้าอาคารศาลาว่าการ กทม. ออกจนหมด และออกแบบพื้นที่ให้เป็นลานกิจกรรม มีประติมากรรมขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลาง พร้อมทั้งสวนหย่อม ซึ่งทำให้ตัวพื้นที่เอื้อต่อการจัดกิจกรรมและพักผ่อนหย่อนใจมากขึ้น

แต่สุดท้าย พื้นที่ทั้งหมดก็ยังคงถูกใช้สำหรับจอดรถยนต์เหมือนเช่นเดิม (ภาพที่ 3)

อาจกล่าวได้ว่า พื้นที่ลานขนาดใหญ่ตรงนี้ นับตั้งแต่ถูกปรับเปลี่ยนมาเป็นสถานที่ราชการในทศวรรษ 2480 จนถึงปลายทศวรรษ 2530 แทบไม่เคยได้ถูกใช้งานอย่างจริงจังในฐานะพื้นที่ลานกิจกรรมสำหรับประชาชนเลย

จุดเปลี่ยนสำคัญของพื้นที่ในฐานะลานประชาชน จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมอีกครั้งในทศวรรษ 2540 โดยเริ่มต้นจาก “คณะกรรมการโครงการกรุงรัตนโกสินทร์” ที่นำเสนอแนวคิดปรับปรุงลานหน้าศาลาว่าการ กทม. ให้เป็นลานที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ โดยที่จอดรถจะถูกย้ายลงไปอยู่ใต้ดินทั้งหมด

ขณะเดียวกันก็มีแนวคิดในการทำให้พื้นที่นี้เป็นต้นทางของรถรางไฟฟ้าที่จะวิ่งรอบกรุงรัตนโกสินทร์ชั้นในเพื่อลดปริมาณรถยนต์ที่เข้ามาในพื้นที่ และเป็นจุดขนถ่ายนักท่องเที่ยวไปยังพระบรมมหาราชวัง

แนวคิดนี้สัมพันธ์กับนโยบายในภาพใหญ่ที่กำหนดให้บริเวณกรุงรัตนโกสินทร์สมควรได้รับการอนุรักษ์ไว้ในสภาพของเมืองประวัติศาสตร์ มีสภาพแวดล้อมที่ดี มีพื้นที่สาธารณะ และสวนสาธารณะ พร้อมทั้งย้ายกิจกรรมที่ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างๆ ออกไปนอกพื้นที่

ต่อมา กรุงเทพมหานครได้ทำการปรับปรุงพื้นที่ลานหน้าศาลาว่าการ กทม. ตามแผนงานดังกล่าว โดยแล้วเสร็จในราวกลางทศวรรษ 2540 และตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ลานคนเมือง” ซึ่งก็คือรูปแบบที่ปรากฎอยู่ ณ ปัจจุบัน

แต่กระนั้น หากมองย้อนไปดูการจัดกิจกรรมในพื้นที่ลานคนเมืองนับตั้งแต่สร้างเสร็จจนเมื่อราว 2 ปีที่ผ่านมา แม้จะเหมาะสมต่อการจัดกิจกรรมมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่มักเป็นกิจกรรมที่จัดโดยหน่วยงานภาครัฐมากกว่าจะเป็นกิจกรรมที่ประชาชนเข้ามาจัดกิจกรรมตามความต้องการของตนเอง

กิจกรรมที่ดูจะยึดโยงกับประชาชนมากที่สุดน่าจะมีเพียงแค่การตั้งเวทีปราศัยของพรรคการเมืองในช่วงเลือกตั้งเท่านั้น

ส่วนบทบาทในฐานะพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ แม้จะประสบความสำเร็จพอสมควร แต่กิจกรรมการพักผ่อนก็เน้นไปที่คนชั้นกลางเป็นหลัก

ซึ่งโดยจิตวิญญาณแล้ว ผมเห็นว่ายังไกลห่างจากการเป็นพื้นที่ลานประชาชนที่แท้จริงอยู่มาก

อย่างไรก็ตาม ในช่วงราวปีกว่าๆ ที่ผ่านมา ผมเริ่มเห็นทิศทางที่ดีในการใช้สอยพื้นที่ลานคนเมืองในฐานะลานประชาชนมากขึ้น

ลานคนเมืองได้เริ่มกลายมาเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการจัดชุมนุมทางการเมือง ในชื่อ “ฉลองวันชาติ คณะราษฎรยังไม่ตาย (นะ)” เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2565, งาน “วันที่อยู่อาศัยโลก” เพื่อผู้มีรายได้น้อยและคนไร้บ้าน งาน “6 ตุลาฯ หวังว่าเสียงลมจะพาล่องไป” เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2565, งาน “ราษฎรหยุด APEC 2022” ในวันที่ 16-18 พฤศจิกายน พ.ศง 2565, งานสงกรานต์ และการจัดงานของหน่วยราชการต่างๆ

ลานคนเมืองในแบบที่กำลังเป็นอยู่ กำลังเข้ามารับไม้ต่อของการเป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับประชาชนในแบบที่สนามหลวงเคยเป็น (แม้ว่าจะยังห่างไกลกันอยู่มากก็ตาม) ซึ่งผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทิศทางดังกล่าวจะถูกยกระดับมากขึ้นในอนาคต ไม่ว่าผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ จะเป็นใครต่อไปก็ตาม

ดังนั้น ผมจึงอยากเสนอว่า ในโอกาสที่ กทม. กำลังมีโครงการย้ายศาลาว่าการ กทม.ไปอยู่ดินแดง โดยจะทำการปรับปรุงอาคารครั้งใหญ่เพื่อให้เป็นพื้นที่สำหรับประชาชนอย่างแท้จริง พื้นที่ลานคนเมืองคือพื้นที่สำคัญที่จะต้องคิดอย่างรอบคอบไม่แพ้กัน

แนวโน้มหลักที่ผมได้ยินบ่อยครั้งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา คือ การสร้างพื้นที่นี้ให้กลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ของกรุงเทพฯ ซึ่งส่วนตัวไม่เคยปฏิเสธแนวคิดนี้

แต่ในทัศนะผม พื้นฐานของการสร้างสรรค์คือเสรีภาพในการคิดและการแสดงออก ตลอดจนการให้ความสำคัญต่อความหลากหลายของผู้คนและกิจกรรม มิใช่แค่คนชั้นกลางในเมือง

ดังนั้น การพัฒนาลานคนเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้น แนวทางที่ดีที่สุดคือ การนำจิตวิญญาณของพื้นที่สนามหลวงแบบยุคก่อน พ.ศ.2553 (ก่อนที่จะมีการล้อมรั้วสนามหลวง) มาสวมทับลงไปที่ลานคนเมือง ซึ่งหากทำได้จริง ลานคนเมืองจะกลายเป็นลานประชาชนและเป็นพื้นที่แห่งการสร้างสรรค์ได้อย่างแท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...