โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผังเมืองกรุงเทพฯ (2) โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

MATICHON ONLINE

อัพเดต 23 ม.ค. 2567 เวลา 06.06 น. • เผยแพร่ 23 ม.ค. 2567 เวลา 06.02 น.

การขยายกำหนดเวลาแสดงความคิดเห็นในเรื่องของการจัดวางและจัดทำผังเมืองรวม (ปรับปรุงครั้งที่ 4)
ของกรุงเทพมหานคร ออกไปประมาณหนึ่งเดือนกว่าๆ (คือจนถึง 29 ก.พ.2567) เป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้คนสนใจมากขึ้น และทำให้เราเริ่มตั้งคำถามที่ใหญ่ขึ้นว่าจินตนาการของการจัดทำผังเมืองที่ผ่านมาของประเทศนี้ และของเมืองกรุงเทพฯ

ถ้าดูเอกสารของ กทม.เอง (เว็บไซต์สำนักการวางผังและพัฒนาเมืองของ กทม.) จะมีเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องที่จัดทำโดย กทม.เป็นหลักฐานที่น่าสนใจ และเป็นประโยชน์ต่อการนำมาเรียนรู้และสร้างบทสนทนาในการวางผังเมืองของ กทม.และของประเทศนี้

ในเอกสารชิ้นที่ 17 หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน จะพบว่ามีการวางเงื่อนไขหลักเกณฑ์ว่า

บุคคลผู้มีสิทธิแสดงข้อคิดเห็น ได้แก่ บุคคลดังต่อไปนี้

1.เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินหรืออาคารที่ตั้งอยู่ในท้องที่ที่จะวางและจัดทำผังเมืองรวม หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากบุคคลดังกล่าว

2.ผู้แทนหน่วยงานของรัฐ ผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาด้านการผังเมือง หรือสิ่งแวดล้อม

3.สมาชิกรัฐสภาและสมาชิกสภาท้องถิ่นแห่งท้องที่ที่จะวางและจัดทำผังเมืองรวม

4.ผู้แทนองค์กร/สมาคม ผู้แทนภาคเอกชน บุคคลหรือคณะบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง

โดยมีวิธีการได้สามทาง

1.ด้วยวาจา ให้กระทำได้เฉพาะในระหว่างการประชุมรับฟังความคิดเห็นและปรึกษาหารือกับประชาชนเท่านั้น

2.เป็นลายลักษณ์อักษร โดย

– ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ในที่ประชุมรับฟังความคิดเห็นและปรึกษาหารือกับประชาชนในที่ประชุม รับฟังความคิดเห็นและปรึกษาหารือกับประชาชน

– ยื่นต่อเจ้าหน้าที่สำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร หรือส่งทางไปรษณีย์ไปที่สำนักการวางผังและพัฒนาเมือง โดยให้ระบุ

2.1 ชื่อ-สกุล เลขที่บัตรประชาชน ที่อยู่ และลายมือชื่อของผู้ยื่นความคิดเห็น และในกรณีที่เป็นการแสดงความคิดเห็นแทนผู้อื่น ต้องแนบใบมอบอำนาจให้แสดงความคิดเห็นแทนด้วย

2.2 ระบุเรื่องอันเป็นผลกระทบต่อสิทธิของตนเองหรือประโยชน์ส่วนรวมที่เกิดหรืออาจจะเกิดจากผังเมืองรวมที่วางและจัดทำนั้นพร้อมเหตุผล

2.3 ทางเว็บไซต์ของสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร (webportal.bangkok.go.th/cpud)

และมีเงื่อนไขว่า (การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการวางและจัดทำผังเมืองรวมจะต้องเป็นความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ปัญหา หรือการพัฒนาท้องถิ่นที่วางและจัดทำผังเมืองรวม หรืออาจเป็นข้อคิดเห็นที่เกี่ยวกับสุขลักษณะ ความสะดวกสบาย ความเป็นระเบียบ ความสวยงาม การใช้ประโยชน์ในทรัพย์สิน ความปลอดภัยของประชาชนและสวัสดิภาพของสังคม การส่งเสริมเศรษฐกิจ สังคม และสภาพแวดล้อม การดำรงรักษา หรือบูรณะสถานที่และวัตถุที่มีประโยชน์ หรือคุณค่าในทางศิลปกรรม สถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ หรือโบราณคดี หรือการบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิประเทศที่งดงามหรือมีคุณค่าในทางธรรมชาติในบริเวณที่วางและจัดทำผังเมืองรวม การแสดงความคิดเห็นจะแสดงความคิดเห็นเฉพาะเรื่องอันเป็นผลกระทบต่อสิทธิหรือประโยชน์ของตนเอง หรือของส่วนรวมที่เกิดหรืออาจจะเกิดจากผังเมืองรวมที่วางและจัดทำนั้นก็ได้ ทั้งนี้ ให้ผู้แสดงความคิดเห็นแสดงข้อเท็จจริง เหตุผล และอาจระบุแนวทางในการแก้ไขปัญหานั้นด้วย)

อ่านจบก็ท้อใจแล้วครับว่า โอโหจะเป็นประชาชนที่ได้รับผลกระทบตรงจากผังเมืองนี่แทบจะต้องจบปริญญาด้านการวางผังเมืองกันเลยทีเดียว คือถ้าไม่ตีความง่ายๆ ว่าต้องเดือดร้อนตรงในพื้นที่ ก็จะต้องเป็นผู้แทนหรือคณะที่เกี่ยวข้องพร้อมทั้งชี้แจงรายละเอียดอีกมากมายจึงจะดูมีความรู้และเป็นมืออาชีพเพียงพอ

คำถามก็คือ แล้วผังเมืองรวมที่เขียนออกมาเนี่ยได้อธิบายแนวคิดต่างๆ อย่างเพียงพอไหม?

ตอบเลยครับว่าไม่เลย

ลองดูเอกสารฉบับที่ 9 ที่เรียกว่า บันทึกหลักการและเหตุผลประกอบร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องการใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. …

หลักการเขียนไว้แค่ “ให้ใช้บังคับผังเมืองรวม ในท้องที่กรุงเทพมหานคร”

แต่เหตุผลน่าสนใจ คือเขียนว่า “โดยที่สมควรกําหนดให้ใช้บังคับผังเมืองรวม ในท้องที่กรุงเทพมหานคร เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและดํารงรักษากรุงเทพมหานคร โดยมีการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สิน การคมนาคมและการขนส่ง การสาธารณูปโภค สาธารณูปการ บริการสาธารณะ และสภาพแวดล้อมที่ดีมีมาตรฐาน และมีประสิทธิภาพ เพื่อให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองน่าอยู่ เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจวิทยาการของประเทศและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และศูนย์กลางการบริหารและการปกครองของประเทศ มีเอกลักษณ์ด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติตลอดจนเป็นเมืองต้นแบบในด้านการรักษาสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติรวมไปถึงลดการใช้พลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการผังเมือง และโดยที่มาตรา 33 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ.2562 บัญญัติว่า ผังเมืองรวมให้ออกเป็นประกาศกระทรวงมหาดไทยหรือข้อบัญญัติท้องถิ่น จึงจําเป็นต้องออกข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครนี้

จากนั้นอธิบายว่า วัตถุประสงค์ในการวางและจัดทำผังเมืองรวม คือ

การวางและจัดทําผังเมืองรวมตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนากรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองน่าอยู่ เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจวิทยาการของประเทศและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และศูนย์กลางการบริหารและการปกครองของประเทศมีเอกลักษณ์ด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติ ตลอดจนเป็นเมืองต้นแบบในด้านการรักษาสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ รวมไปถึงลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีแนวทางในการพัฒนาและดํารงรักษากรุงเทพมหานครภายในบริเวณแนวเขตดังต่อไปนี้

(1) ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน และมีความพร้อมในการเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงวัยโดยการพัฒนาบริการทางสังคม สาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ให้พอเพียงและได้มาตรฐาน

(2) ส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางด้านธุรกิจและพาณิชยกรรมของประเทศและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อรองรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอํานวยความสะดวกให้มีความพร้อมต่อการลงทุนในระดับที่สามารถแข่งขันได้

(3) ส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวและการเป็นทางผ่านเข้าออกของประเทศและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางศิลปวัฒนธรรม และพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการ ให้เป็นศูนย์กลางในการจัดประชุมและนิทรรศการนานาชาติ

(4) ส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางบริหารราชการของประเทศและเป็นที่ตั้งของสถาบันที่สําคัญของประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ โดยการพัฒนาย่านสถาบันราชการและองค์การระหว่างประเทศให้มีภาพลักษณ์ที่สง่างาม และสร้างเสริมประสิทธิภาพในการใช้ประโยชน์ที่ดินของภาครัฐ

(5) ส่งเสริมความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการเดินทางและการขนส่ง โดยการพัฒนาและเชื่อมโยงระบบขนส่งมวลชนโดยเฉพาะการขนส่งทางราง การพัฒนาบริเวณจุดเปลี่ยนถ่ายการสัญจรและโครงข่ายการคมนาคมขนส่งให้สมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ

(6) ส่งเสริมความสมดุลของที่อยู่อาศัยและแหล่งงานเพื่อลดการเดินทาง โดยการใช้ประโยชน์ที่ดินแบบผสม การพัฒนาปรับปรุงและฟื้นฟูย่านที่อยู่อาศัยในเขตเมืองชั้นใน และพัฒนาศูนย์ชุมชนชานเมือง

(7) ส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมของเมือง และการผลิตที่ต้องใช้ทักษะ แรงงานฝีมือ นวัตกรรม และเทคโนโลยีชั้นสูงที่ไม่มีความเสี่ยงต่ออุบัติภัยและปราศจากมลพิษ (8) ดํารงรักษาพื้นที่เกษตรกรรมที่มีความอุดมสมบูรณ์ ความมั่นคงทางอาหาร เกษตรกรรมเมือง และเกษตรปลอดภัย โดยการบริหารจัดการการเติบโตของเมืองเพื่อให้เกิดการพัฒนาเมืองแบบกระชับ

(9) ส่งเสริมความเป็นอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ทางด้านศิลปวัฒนธรรมของชุมชนทั้งของกรุงเทพมหานครและของชาติโดยการอนุรักษ์และฟื้นฟูสถานที่และวัตถุที่มีคุณค่าทางศิลปกรรม สถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์และโบราณคดี

(10) ส่งเสริมและรักษาระบบนิเวศและภูมิทัศน์การตั้งถิ่นฐาน โดยการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่คงคุณค่าและการบํารุงรักษาและฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อม

(11) ส่งเสริมความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยการป้องกันและบรรเทาปัญหาภัยพิบัติจากธรรมชาติและจากการกระทําของมนุษย์รวมถึงการก่อวินาศกรรม

(12) ส่งเสริมการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน โดยการลดการใช้พลังงาน ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน และเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อช่วยลดก๊าซเรือนกระจก

ต้องขอโทษที่คัดลอกมาจากเอกสารของ กทม.อย่างครบถ้วน ก็เพื่อจะชี้ว่านี่คือสิ่งที่ทางสำนักผังเมืองเขียนว่าเป็นหลักการในการจัดวางผังเมืองรวม แต่คำถามก็คือหลักการเหล่านี้มันถูกแปร หรือถอดความออกมาเป็นตัวผังสีที่เป็นเอกสารที่กระทบถึงชีวิตของประชาชนในเมืองอย่างไรในแต่ละเรื่อง สิ่งนี้คือช่องว่างสำคัญในการสนทนาระหว่างนักผังเมืองมืออาชีพและสำคัญกว่านั้นคือมืออาชีพในระดับที่ได้รับสิทธิอำนาจ (authority) จากรัฐในฐานะมีองค์กรและผลิตเอกสารราชการที่จะมีลักษณะบังคับใช้ทางกฎหมายด้วย

ลองยกตัวอย่างให้เห็นก็คือ อย่างในกรณีของที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง

“(๒) ที่ดินประเภท ย.6 ถึง ย.10 ที่กำหนดไว้เป็นสีส้ม ให้เป็นที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง โดยมีวัตถุประสงค์และจำแนกเป็นบริเวณ ดังต่อไปนี้

(ก) ที่ดินประเภท ย.6 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการอยู่อาศัยที่มีสภาพแวดล้อมดีในบริเวณพื้นที่ต่อเนื่องกับเขตเมืองชั้นใน จำแนกเป็นบริเวณ ย.6-1 ถึง ย.6-32”

นี่แหละครับจบกันแค่นี้ คือ “สภาพแวดล้อมดี” มันคืออะไรบ้าง แนวคิดหลักอยู่ที่ไหน เอกสารแนวคิดสำคัญที่ประชาชนจะถกเถียงว่า สภาพแวดล้อมดีของที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลางมันถูกกำหนดด้วยอะไร

นี่คือภาษาและท่าทีในร่างผังเมืองรวมที่ประชาชนเขาเริ่มสงสัย เมื่อชีวิตเขาอยู่กับเมืองนี้มาเรื่อยๆ แล้วเขาไม่แน่ใจว่าที่ผ่านมาและกำลังจะเป็นไปนั้นชีวิตของเขาควบคุมและกำหนดทิศทางการพัฒนาได้มากแค่ไหน และเขาอยู่ตรงไหนในโครงสร้างอำนาจของการเปลี่ยนแปลงของเมืองแห่งนี้

โดยเฉพาะในความเป็นจริงที่เขาอาจจะอยู่ในเมืองนี้มานาน แล้วเกิดว่าท้องที่ของเขาถูกเปลี่ยนสีผัง จากเดิมที่เป็นพื้นที่อาศัยหนาแน่นน้อย มากลายเป็นปานกลาง แล้วหนาแน่นมาก หรือเป็นพื้นที่พาณิชยกรรม

ไม่นับว่าบางทีเขาก็งงๆ ว่าทำไมพื้นที่เขาถูกห้ามพัฒนาแต่พื้นที่ข้างๆ นั้นทำไมผังสีมาสุดแค่ข้างๆ บ้านเขา

อะไรคือทางแก้?

ทางแก้ไม่ใช่การขยายเวลาในการจัดทำผัง แต่ต้องตั้งหลักใหม่ว่าหลักการและรูปธรรมของการวางผังเมืองกรุงเทพฯคืออะไร แล้วเครื่องมือที่จะใช้มันพอไหม

เปิดให้ประชาชนทั้งเมืองมาพูดก็ไม่ได้อะไรมากขึ้นจากนี้เท่าไหร่ เพราะมันอยู่ที่ว่าจะถอดเอาเสียงของประชาชนทั้งหมดออกมาเป็นรูปธรรมในการจัดวางการใช้ที่ดินอย่างไร

หลักการชีวิตดีๆ ที่ลงตัวของกรุงเทพฯคืออะไร แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าการกำหนดกิจกรรมในที่ดินแต่ละแบบที่ระบุเป็นสีออกมานั้นมันไปด้วยกัน? ใครจะตรวจสอบ และถ้ามันไม่ใช่จะแก้ไขอย่างไร

ที่ผ่านมาเราเห็นการฟ้องร้องแต่ละคดีนั้นกินเวลายาวนานมาก บางทีเป็นสิบๆ ปี เราก็ได้แต่รับสภาพกันไปอย่างนั้นหรือ?

ทางออกหนึ่งที่ดูไม่น่าเป็นไปได้ ทั้งที่ไม่ขัดกับกฎหมายผังเมือง คือเปลี่ยนการเขียนบันทึกหลักการและเหตุผลประกอบร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องการใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. … เสียใหม่ เขียนให้ชัดว่าสถานการณ์และยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองคืออะไร และเป็นยุทธศาสตร์ที่ประชาชนยอมรับร่วมกันอย่างไร

จากนั้นก็นำเสนอแนวคิดที่สำคัญตามหลักวิชาผังเมืองในการจัดการกับสถานการณ์นั้น และพูดถึงเครื่องไม้เครื่องมือที่จะใช้ให้ชัดเจน

ก่อนที่จะค่อยๆ อธิบายแนวคิดย่อยแต่ละส่วนสีว่าแต่ละสีนั้นถ้าใช่เงื่อนไขการใช้ประโยชน์ที่ดินดังกล่าวแล้วจะทำให้บรรลุเป้าประสงค์ได้จริง และตรวจสอบได้อย่างไร ร้องเรียนได้อย่างไร

ย้ำว่าในหลักวิชาผังเมืองที่เรียนกันในโรงเรียนการวางผังเมืองนั้น บรรยากาศสำคัญก็คือการถกเถียงและสำรวจตรวจสอบว่าแนวคิดที่ผ่านมามันใช้ได้แค่ไหน และการทำงานร่วมระหว่างโรงเรียนผังเมืองกับชุมชนจะเป็นเงื่อนไขสำคัญในการทำความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากทั้งการวางผัง การวางแผน และการพัฒนาของเมืองจริงๆ ซึ่งอีกส่วนหนึ่งนอกจากตัวนักศึกษาและคณาจารย์แล้ว นโยบายของมหาวิทยาลัยเองก็เป็นเรื่องสำคัญในการกำหนดทิศทางการศึกษาและวิจัยในเรื่องเหล่านี้ นอกเหนือจากการทำงานกับหน่วยงานรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งสมาคมการค้าในพื้นที่

ทีนี้มาสู่คำถามที่ทิ้งไว้ในตอนที่แล้วว่าผังเมืองเอื้อนายทุนไหม?

คำตอบคือผังเมืองไม่ได้เอื้อนายทุนครับ

แต่เอื้อทุน เรียกให้เต็มๆ ก็คือ เอื้อระบบทุนนิยม ซึ่งเรื่องนี้ไม่แปลก เป็นสิ่งที่เขายอมรับกันมานานแล้วในสิ่งที่เรียกว่า เมืองทุนนิยม (capitalist city)

พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นสิ่งผิดบาป แต่ต้องแยกระหว่างเมืองที่เอื้อนายทุนกับเมืองทุนนิยมก่อน

การอธิบายว่าเมืองเอื้อนายทุนนี่ไม่ได้ช่วยให้เราเข้าใจอะไรมาก เพราะเป็นสิ่งที่เราอาจจะเห็นที่ปลายทาง ที่ผิวหน้า ที่ปรากฏการณ์ ที่ผลลัพธ์ชั่วขณะหนึ่งของกาลเวลา (moment)

แต่ต้องไม่ลืมว่า มีนายทุนและเจ้าที่ดินหลายเจ้าที่เจ๊งมาเยอะแล้วกับการพัฒนาที่ดิน ไม่ใช่นายทุนทุกคน หรือชนชั้นนายทุนและเจ้าที่ดินจะชนะหรือสำเร็จในเมืองแห่งทุน (นิยม) นี้

วิธีการมองที่สำคัญคือต้องมองสองด้านว่า เมืองกับเศรษฐกิจการเมืองแบบทุนนิยมมันเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันอย่างไร และสองคือ ความเป็นไปได้ในการต่อสู้ต่อรองในเมืองทุนนิยมนั้นเป็นอย่างไร โดยเฉพาะในกรณีของกรุงเทพฯ

ถ้าเราไม่เชื่อมโยงสัมพันธ์ความเข้าใจในการเติบโตของเมืองว่าเมืองนี้มันเติบโตและทำงานอย่างไร มั่งคั่งอย่างไร (ความสัมพันธ์ทางการผลิต) เราจะพูดถึงความยุติธรรมในเมืองได้อย่างล่องลอย เพราะมันไม่ได้เริ่มจากความเข้าใจเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ของการเติบโตของมันได้เลย เราจะแค่รู้ว่าคนที่พูดเรื่องความยุติธรรมในเมืองเป็นคนจิตใจดีมากกว่ารู้ว่าทำไมมันแก้ปัญหานี้ไม่ได้สักที

สถานการณ์ในกรุงเทพฯในปัจจุบันคือประชากรลดลง แต่ขยายตัวออกนอกกรุงเทพฯมากขึ้นในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมา

คำถามคือที่เถียงกันในกรุงเทพฯปัจจุบันนี้ไหงเพิ่มพื้นที่พักอาศัยหนาแน่นปานกลาง (พื้นที่สีส้มในผังใหม่) มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่ไม่มีคนจะอยู่ในกรุงเทพฯ

ใครล่ะที่จะอยู่ในกรุงเทพฯได้

ผังที่เห็นอยู่นี้ใครจะมีปัญญาและฐานะเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯได้บ้าง?

ความเชื่อว่ารถไฟฟ้าจะทำให้คนเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯเป็นไปได้แค่ไหน หรือทำให้คนมาอยู่ชั่วคราวแต่ยัง “อยู่อาศัย” ไม่ได้อยู่ดี แล้วใครล่ะจะได้ประโยชน์จากเมืองนี้ แล้วคนที่ยังอยู่ในเมืองนี้ที่เขาออกมาร้องเรียนตรงและผ่านตัวแทนของเขานี่ยิ่งต้องฟังเขามากๆ ใช่ไหม?

สัปดาห์หน้ามาว่ากันเต็มๆ ว่า ทุนนิยมกับเมืองกรุงเทพฯปัจจุบันนั้นสัมพันธ์กันแค่ไหน และผังเมืองรวมนี้จัดวางอำนาจของประชาชนไว้ตรงไหน ทั้ง entitlement (คือมองเห็นและยอมรับสิทธิของประชาชนในการกำหนดความเป็นไปของเมือง) และ empowerment (คือเพิ่มอำนาจให้คนในเมืองในการกำหนดชีวิตของเขาอย่างมีศักดิ์ศรี) ได้มากน้อยแค่ไหน

อย่าเพิ่งมาเหมารวมว่าทุกคนได้ประโยชน์จากร่างผังเมืองใหม่ฉบับนี้

ย้อนอ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ผังเมืองกรุงเทพฯ (2) โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...