โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เทพมังกรน้อยแสนซน

นิยาย Dek-D

อัพเดต 26 พ.ค. 2567 เวลา 09.05 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2567 เวลา 09.05 น. • OfficeOnlybook
คำโปรย ถึงถูก 'หลอก' ให้ลงมาเผชิญด่านเคราะห์ เทพมังกรตัวน้อยอย่างข้า จะทำให้ท่านพ่อท่านแม่และพี่ ๆ มีชีวิตที่ดีขึ้นเอง!

ข้อมูลเบื้องต้น

เทพมังกรน้อยแสนซน
龙神崽崽驾到,全家都旺了

*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัท โอลลี่บุ๊คส์ จำกัด ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
สงวนลิขสิทธิ์
ผู้แต่ง : 奶油豆沙卷 ผู้แปล : ทีมงาน onlybook
ยังแต่งไม่จบ

เรื่องย่อ
เทพมังกรตัวน้อย ถูก 'หลอก' ให้ลงมาเผชิญด่านเคราะห์ ให้เกิดมาเป็นบุตรสาวที่ครอบครัวหนึ่งทอดทิ้ง อีกครอบครัวหนึ่งอุ้มชู แต่ไม่ต้องห่วงนะ 'เซียวหน่วนหยาง' คนนี้จะทำให้ท่านพ่อท่านแม่และพี่ ๆ มีชีวิตที่ดีขึ้นเอง!

บทที่ 1 กำเนิดลูกมังกร (รีไรท์)

บทที่ 1 กำเนิดลูกมังกร (รีไรท์)

รัฐฉี เผชิญกับภัยแล้งมาเป็นเวลาห้าปี ผู้คนประสบกับความอดอยากครั้งใหญ่

เวลาย่ำค่ำ หมู่เมฆมืดครึ้มรวมตัวกันเหนือเมืองอิ้งซาน แม้กระทั่งแสงอาทิตย์อัสดงก็ถูกบดบังจนมิด

ภายในจวนเจ้าเมือง

“ฮูหยิน ออกแรงอีก! เห็นหัวแล้วเจ้าค่ะ เบ่งแรงอีก!” หมอตำแยตะโกนไปพลางเช็ดเหงื่อไปพลาง

“อ๊า!”

หลังจากเบ่งเสียงร้องจนแหบแห้ง เสียงร้องไห้ของเด็กทารกก็ดังขึ้น

“คลอดออกมาแล้วเจ้าค่ะ!”

ครืน!

ทันใดนั้น เสียงฟ้าร้องก็ดังเคล้าคลอไปกับเสียงทารกน้อย

เจ้าเมืองฟ่านหงเหวินกำลังเดินวนอยู่ด้านนอกประตู เสียงฟ้าร้องทำให้เขาสะดุ้งตกใจ “ฝนจะตกหรือ?”

ช่วงหลายปีมานี้เกิดภัยแล้งรุนแรง ฝนตกแทบจะนับครั้งได้ ถ้าเกิดฝนตกจริง ๆ ล่ะก็…

ภายในห้องคลอด แม่นมผู้หนึ่งอุ้มเด็กทารกพาไปหาผู้เป็นแม่

นางโน้มตัวลงไปกระซิบข้างหูฮูหยินสองสามคำ

ผู้เป็นแม่เหลือบมองเด็กน้อยในอ้อมแขนของแม่นม พลันสบตาคู่นั้นราวกับกำลังชั่งใจบางอย่าง

หลังจากลังเลอยู่นาน นางก็หันศีรษะและพยักหน้าอย่างเงียบงัน

ไม่มีใครทันสังเกตเห็นว่าหลังจากที่ผู้เป็นแม่พยักหน้า ความผิดหวังสายหนึ่งก็ฉายชัดอยู่ในดวงตากลมโตราวกับลูกองุ่นสีดำคู่นั้น

แม่นมส่งสายตาให้กับสาวใช้ที่อยู่ด้านข้าง แล้วทั้งสองคนก็เดินไปยังหลังฉากกั้น ทำการอุ้มทารกออกจากตะกร้าไม้ไผ่ แล้ววางทารกในอ้อมแขนของนางใส่ลงไปแทน

“เดี๋ยวเจ้าเอาออกไป โยนทิ้งให้ไกลหน่อยจะเป็นการดีที่สุด…” แม่นมกำชับพลางมองสาวใช้ที่ก้มศีรษะตอบก่อนจะหันหลังกลับออกไป

“ขอแสดงความยินดีกับใต้เท้า ฮูหยินคลอดแล้วเจ้าค่ะ เป็นคุณชายน้อยเจ้าค่ะ”

แม่นมเดินออกไปข้างนอกพร้อมกล่าวเสียงดัง หลังจากได้ยินคำพูดของนาง เหล่าสาวใช้ภายในห้องจึงคุกเข่าก้มศีรษะลง ไม่มีใครกล้าเอ่ยสิ่งใด

เจ้าเมืองฟ่านกำลังนึกถึงเรื่องฝนตกจนไม่ทันสังเกตเห็นบรรยากาศอึมครึมภายในห้อง

“ขอบคุณสวรรค์ ในที่สุดข้าก็ได้ลูกชาย!” เจ้าเมืองฟ่านหัวเราะเสียงดัง “ตบรางวัล!”

“ขอแสดงความยินดีกับใต้เท้า!”

ภายใต้ความปีติยินดี เจ้าเมืองฟ่านไม่ได้สังเกตเลยว่าเมฆครึ้มที่รวมตัวกันเมื่อครู่สลายไปจนหมดสิ้น ผืนนภาทอแสงสายัณห์อีกครั้ง

ทหารยามแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า พลางรำพึงรำพันอย่างหงุดหงิด “ให้ตายเถอะ เดี๋ยวมีลมเดี๋ยวก็ไม่มี นี่มันร้อนยิ่งกว่าเดิมเสียอีก!”

นอกเมือง บนภูเขา

สาวใช้หาสถานที่ที่มีลมพัดอ่อน ๆ แล้วจึงวางตะกร้าลง

นางเปิดผ้าที่คลุมอยู่ พลางหยิบเหรียญเงินที่เตรียมไว้ออกมาจากแขนเสื้อวางลงในตะกร้าแล้วคลุมผ้าดังเดิม

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง นางก็ปลดปิ่นปักผมชิ้นสวยบนศีรษะออก

“นี่คือ… รางวัลของฮูหยิน ฝากไว้ให้เจ้า”

หลังจากนั้นนางก็เดินถอยห่างออกไป

ทันทีที่สาวใช้เดินออกไป หมาป่ากลุ่มหนึ่งก็เดินล้อมตะกร้าไม้ไผ่ไว้

หลังจากเลิกผ้าคลุมขึ้น หมาป่าก็แยกเขี้ยวส่งเสียงขู่เบา ๆ ทันใดนั้น มือน้อย ๆ ก็ยื่นออกมาตีปากยื่นยาวของหมาป่าตัวที่ใกล้ที่สุด

หมาป่าที่เพิ่งแยกเขี้ยวตัวสั่นหมอบลงกับพื้น ขณะที่แม่หมาป่าก้าวไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเข้าไปให้นมเจ้าทารกน้อยอย่างอ่อนโยน

หลังเด็กน้อยดูดนมเข้าไปอึกใหญ่ ใบหน้าซีดเซียวค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติ

ผ่านไปครู่หนึ่ง ดวงแสงสีทองก็ลอยออกมาจากตะกร้าไม้ไผ่และกลายเป็นมังกรทองขนาดเท่าฝ่ามือ

มังกรทองตัวน้อยมีเขาเล็ก ๆ กลม ๆ สองอันอยู่บนหน้าผาก มองดูแล้วน่ารักน่าชังไม่น้อย

“พวกเจ้า ทำได้ดีมาก!” เสียงเจ้ามังกรทองตัวน้อยดังไปถึงหูของหมาป่าทุกตัวอย่างชัดเจน

“เปิ่นเสิน*[1] แค่ก!” มังกรทองตัวน้อยกำลังจะพูด แต่กลับรู้สึกว่าร่างกายของตัวเองไม่มีพลังเพียงพอ

แสงสีทองส่องประกาย ร่างของมังกรทองตัวน้อยค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้น เพียงแต่มันดูเลือนราง แต่ก็เพียงพอที่จะหลอกตาหมาป่าพวกนี้ได้

มังกรทองตัวน้อยมองดูกลุ่มหมาป่าด้วยความพึงพอใจ และกล่าวต่อเสียงเบา “เปิ่นเสินขอสั่งให้พวกเจ้าปกป้องคุ้มครอง จนกว่าเปิ่นเสินจะพบครอบครัวที่เหมาะสม”

เมื่อเผชิญกับแรงกดดันที่แท้จริงของเทพมังกร หมาป่าที่อยู่ตรงหน้าก็แทบอาเจียนเป็นเลือด ไม่สามารถขยับตัวได้ พวกมันร้องครวญครางเพื่อแสดงท่าทียอมจำนน

มังกรทองตัวน้อยสะบัดหางแสงสีทองลอยไปตรงหน้าหมาป่าขาว เพื่อทำให้พวกหมาป่าขาวรู้แจ้ง

ส่งผลให้พลังที่มีอยู่น้อยนิดเหือดแห้ง ร่างกายที่อ่อนแอถูกเหวี่ยงกลับเข้าไปในตะกร้า

เด็กทารกน้อยกำหมัดอย่างไม่ยินยอม พลางโบกมือสะเปะสะปะ ขณะที่ราชาหมาป่าขาวราวหิมะเดินขึ้นมาข้างหน้าและโค้งคำนับ ราวกับขออนุญาต จากนั้นคาบตะกร้าไม้ไผ่ลงจากภูเขาไป

กึกกัก กึกกัก

เกวียนเคลื่อนตัวไปช้า ๆ ในคืนอันมืดมิด หญิงท้องแก่บนเกวียนกอดห่อผ้าในอ้อมแขนแน่น พลางมองดูผืนป่าอันมืดมืด

“ท่านพี่ ข้ากลัว…”

คนลากเกวียนคือเซียวหย่งฝู เขาหยุดเกวียนทันทีที่ได้ยินเสียงเรียก

เซียวหย่งฝูปาดเหงื่อแล้วเดินไปหาหลินซื่อ*[2]ภรรยาของตน แล้วส่งยิ้มให้ “เจ้าเป็นแม่ลูกสี่แล้ว เหตุใดเจ้ายังทำตัวเป็นเด็กสาวอยู่ได้เล่า ไม่ต้องกลัวนะ ข้าอยู่นี่แล้ว”

หลินซื่อเหลือบไปมองชายคนรักที่อยู่ข้างตัว “พูดอะไรน่ะ แก่ไม่ได้เรื่องได้ราวจริง ๆ”

เซียวหย่งฝูยิ้มพลางกล่าว “หึหึ หากข้าไม่ได้เรื่อง แล้วตอนนี้เจ้าตัวน้อยในท้องเจ้าจะมาได้อย่างไร”

เมื่อพูดถึงสิ่งที่อยู่ในท้อง หลินซื่อก็ถอนหายใจ การตั้งครรภ์ครั้งนี้ อาการเริ่มแย่ลงมากขึ้นทุกวัน ๆ

เคยเป็นลมไปแล้วครั้งหนึ่งด้วยซ้ำ สองวันก่อนไปหาหมอตำแยก็พบว่าตำแหน่งของทารกในครรภ์นั้นผิดปกติ

ในหมู่บ้านของพวกเขามีแค่หมอรักษาสัตว์เพียงคนเดียว การจะไปหาหมอรักษาคนก็ทำได้เพียงนั่งเกวียนเข้าไปในเมือง

ในหมู่บ้าน ครอบครัวของเซียวหย่งฝูมีชื่อเสียงเลื่องลือในเรื่องความโชคร้าย

พืชพันธุ์ที่ปลูกจะถูกแมลงกัดกิน หากล่ากระต่ายได้ก็จะถูกสุนัขจิ้งจอกมาฉกชิงไป คราวนี้เงินจะไปหาหมอก็ต้องยืมมาจากบ้านของหลี่เจิ้ง

เมื่อไปถึงที่นั่น เช้าตรู่เกวียนก็ดันมาเสียกลางทาง พอไปหาหมอ ท่านหมอก็ไปกินข้าวแล้ว

พอออกจากเมืองมาก็พบว่าเสบียงอาหารหายไป โชคดีที่เงินซึ่งยืมมาจ่ายค่าหมอไปหมดแล้ว ไม่เช่นนั้นคงจะต้องทุกข์ใจเข้าไปอีกแน่

เมื่อเห็นหลินซื่อถอนหายใจ เซียวหย่งฝูก็หยิบถุงน้ำส่งให้นางก่อนจะพูด “อย่ากังวลไป จะต้องมีหนทางเสมอ พวกเราเป็นคนซื่อสัตย์ ทั้งยังไม่เคยทำอะไรผิด สวรรค์คงจะไม่โหดร้ายขนาดนั้น”

หลินซื่อกำลังจะเอ่ยปากพูด ทันใดนั้นก็มีเสียงกรอบแกรบดังใกล้เข้ามา จนนางสะดุ้งตัวโยน

เซียวหย่งฝูยืนอยู่ข้างหน้าเพื่อปกป้องหญิงคนรัก พลันหันไปมองตามทิศทางของเสียงตาไม่กะพริบ

กรรซ์…

เขาหายใจเข้าลึก ๆ

“ท่านพี่ หมาป่า!”

หลินซื่อตกใจมาก นางกอดแขนสามีแน่นแล้วมองดวงตาสีเขียวเรืองรองในความมืดด้วยตัวสั่นเทา

เซียวหย่งฝูลอบคิดในใจ …อย่างน้อยต้องมีหมาป่ายี่สิบสามสิบตัวแน่

ภรรยาที่ท้องแก่ไม่ต้องพูดถึงเรื่องวิ่งเลย แค่เดินยังแทบไม่ได้ อย่าว่าแต่เดินเร็วเลย คาดว่าวันนี้พวกเขาทั้งสองคนคงต้องตายอยู่ที่นี่แล้ว

“ท่านพี่ ครอบครัวของพวกเราโชคร้ายอะไรขนาดนี้ วันนี้พวกเราจะถูกหมาป่ากินอย่างนั้นหรือ?”

ก่อนที่เขาจะทันคิดอะไรไปมากกว่านี้ ฝูงหมาป่าก็หยุดเดิน ภายใต้แสงจันทร์ เขาเห็นว่าหมาป่าตัวแรกกำลังคาบตะกร้าไม้ไผ่ไว้ในปาก

ราชาหมาป่าดูถูกเหยียดหยามอยู่ในใจ ใครจะสนมนุษย์ผอมกะหร่องสองคน กัดเข้าไปฟันได้หักกันพอดี

“อุแว้ อุแว้!”

ทันใดนั้นก็มีเสียงของเด็กทารกดังออกมาจากตะกร้า ทำให้หัวใจของพวกเขาเต้นระรัว

หมาป่าเยื้องย่างเข้ามาช้า ๆ จนอยู่ห่างจากเซียวหย่งฝูเพียงก้าวเดียว แล้ววางตะกร้าไม้ไผ่ลงบนพื้น จากนั้นมันก็ส่งเสียงครวญครางเบา ๆ

“ท่านพี่ เหมือนข้าจะได้ยินเสียงของเด็ก ท่านรีบไปเปิดตะกร้าดูเร็ว” เสียงที่หลินซื่อได้ยินเมื่อครู่ นางเก็บซ่อนความกลัวเอาไว้ สิ่งเดียวที่คิดได้คือมีเด็กที่ถูกหมาป่าคาบมา

“ได้ ๆ” เซียวหย่งฝูเห็นว่าหมาป่าไม่ได้มีทีท่าดุร้าย หรือหิวโหย จึงก้าวไปข้างหน้าอย่างระมัดระวังและเปิดผ้าออก

“เด็ก! มีเด็กอยู่จริง ๆ!” เขาพูดพร้อมอุ้มทารกออกจากตะกร้าแล้วส่งให้หลินซื่อที่นั่งอยู่บนเกวียน

หลินซื่อกอดปลอบเด็กน้อย มองดูใบหน้าเล็ก ๆ น่ารักด้วยความเอ็นดู ดวงตากลมโตคล้ายลูกองุ่นสีดำคู่นั้นจ้องมองกลับมาอย่างอยากรู้อยากเห็น “น่ารักจริง ๆ!”

เจ้าก้อนแป้งกะพริบตา นางบอกว่าข้าน่ารัก ข้าชอบครอบครัวนี้!

หมาป่าขาวดูเหมือนจะเข้าใจความคิดของนาง ในเมื่อนางสบายใจที่จะรับไว้ก็ช่วยไม่ได้ หางพลันลู่ต่ำ ไม่กล้าส่งเสียงใด ๆ อีก

ผ่านไปสักพัก หลินซื่อก็ยกผ้าห่มขึ้นดู พลางตะโกนด้วยความแปลกใจ “เป็นเด็กผู้หญิง ท่านพี่ เป็นเด็กผู้หญิง”

[1] เปิ่นเสิน (本神) เป็นคำสรรพนามเรียกตัวเองเชิงยกตนของเทพสวรรค์ชั้นกลาง-สูง
[2] ซื่อ (氏) เป็นคำที่ใช้เรียกผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว

บทที่ 2 มีน้องสาวแล้ว

บทที่ 2 มีน้องสาวแล้ว

ครอบครัวของเซียวหย่งฝูมีแต่ลูกชาย แม้กระทั่งเด็กในท้อง ท่านหมอก็ยังบอกว่าเป็นเด็กผู้ชาย แต่คนในครอบครัวทุกคนปรารถนาอยากได้ลูกสาว

เซียวหย่งฝูพอได้ยินว่าเป็นเด็กผู้หญิงก็ดีอกดีใจ แต่เขาก็ยังไม่ลืมว่าตอนนี้พวกตนกำลังเผชิญหน้ากับหมาป่ากว่ายี่สิบตัว

โดยเฉพาะหมาป่าที่ยืนอยู่ข้างหน้าสุด ตัวที่มีสีขาวราวกับหิมะ ดูเปล่งประกายภายใต้แสงจันทร์

แต่สิ่งที่ทำให้เขางุนงงคือ ดวงตาของหมาป่าที่มองดูเด็กน้อยด้วยความรักใคร่

ต้องเป็นเพราะเขาตกใจกลัวจนตาฝาดไปแล้วแน่ ๆ

“เด็กน้อยน่ารักขนาดนี้เหตุใดถึงถูกทิ้งในป่าในเขาแบบนี้ได้ล่ะ บาปกรรมแท้ ๆ” หลินซื่อมองดูเด็กน้อยด้วยความสงสารจับใจ

เด็กน้อยถูกห่อด้วยผ้าเนื้อดี เห็นได้ชัดว่ามาจากตระกูลร่ำรวย แต่ทำไมหนอทำไม ถึงได้ทอดทิ้งเด็กทารกลงคอ!

เซียวหย่งฝูเห็นว่าหมาป่ากำลังมองเด็กที่อยู่ในอ้อมแขนของภรรยา เขาค่อย ๆ ผ่อนคลายลงและหันไปพิจารณาเด็กน้อยบ้าง

ใครจะคิดว่ายิ่งมองจะยิ่งชอบ เด็กแรกเกิดหน้าตาน่ารักน่าชัง ดวงตาคู่นั้นราวกับว่าพูดได้ มันทอประกายระยิบระยับอย่างมีความสุข

“ถ้าเด็กคนนี้ถูกหมาป่าส่งมาให้พวกเราจริง ๆ เช่นนั้นก็ถือว่าเป็นโชคชะตาแล้ว”

แน่นอน ตัวเจ้าก้อนแป้งเองก็รู้สึกเช่นกันว่ามันคงเป็นโชคชะตาของพวกเรา รวมไปถึงโชคชะตาของเด็กที่อยู่ในท้องของหลินซื่ออีกคนด้วย

หลินซื่ออยู่กินกับสามีมาเกือบยี่สิบปี นางเข้าใจทันทีว่าสามีหมายความว่าอะไร

นางกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น “เช่นนั้น เด็กคนนี้ก็ถือว่าเป็นลูกสาวของพวกเราแล้ว”

“ดีเลย ในที่สุดข้า เซียวหย่งฝูก็มีลูกสาวแล้ว ฮ่า ๆ ๆ… เจ้าเป็นอะไรไป” หลังจากหัวเราะไปสองคำเขากลับพบว่าสีหน้าของหลินซื่อดูไม่สู้ดีนัก

ใบหน้าของหลินซื่อซีดเซียวและกล่าวด้วยเสียงอันสั่นเทา “ข้า… ข้าคิดว่าข้ากำลังจะคลอด”

เมื่อได้ยินว่าหลินซื่อกำลังจะคลอด เซียวหย่งฝูก็ตื่นตระหนกทันที ตอนนี้รอบตัวเขาไม่มีหมู่บ้าน ไม่มีร้านค้า อีกทั้งประตูเมืองก็ปิดไปแล้ว

ตำแหน่งของทารกในครรภ์ของหลินซื่อยังคงไม่ได้รับการแก้ไข เดิมทีสมควรจะต้องพักอยู่ในเมืองหนึ่งคืน

แต่ด้วยกลัวสิ้นเปลืองเงินทองและกฎห้ามออกจากเคหายามวิกาล จึงทำได้เพียงกลับหมู่บ้านไปก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยเข้าเมืองใหม่ แต่ใครจะคิดว่าจะมาคลอดเอาวันนี้!

เซียวหย่งฝูเร่งเก็บตะกร้าบนพื้น แล้วโยนมันไปบนเกวียน ก่อนจะดึงเกวียนขึ้นแล้วรีบไปข้างหน้าโดยไม่พูดอะไรสักคำ

แต่ไม่ว่าเขาจะวิ่งไวแค่ไหน เขาก็วิ่งได้เพียงกำลังสองขาเท่านั้น และหลังจากเหน็ดเหนื่อยในการทำธุระปะปังมาทั้งวัน แรงของเขาก็หมดไปตั้งนานแล้ว

ขณะนั้น หลินซื่อมีอาการเจ็บท้องคลอด และกรีดร้องไม่หยุด

ถึงกระนั้นนางก็ยังอุ้มทารกน้อยไว้ในอ้อมแขนแน่น เพราะกลัวว่าจะกระเทือนเอาได้

เจ้าก้อนแป้งสัมผัสได้ถึงความเครียดและความเจ็บปวดของหลินซื่อ พลางมองใบหน้าอิดโรยตรงหน้าด้วยความสงสาร

ว่าแล้วแขนเล็ก ๆ ที่โผล่พ้นห่อผ้า ก็ได้กวัดแกว่งไปมา

ยามนี้เจ้าก้อนแป้งรู้สึกไม่พอใจ ท่านแม่ของข้ากำลังจะคลอดลูก พวกเจ้ายังจะเอาแต่ยืนดูอยู่อีกหรือ พวกกินข้าวแห้ง*[1]!

ฝูงหมาป่า : แต่คืนนี้ยังไม่ได้กินอะไรเลยนะ…

ในขณะนี้เทพมังกรถือเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด หมาป่าสองตัวที่อยู่ไม่ไกลจึงวิ่งตะบึงเข้ามาหาเซียวหย่งฝูพลางส่งสายตาให้คนหลีกทางไป

เซียวหย่งฝูตกตะลึงกับสายตาของหมาป่าไปชั่วขณะ แต่เขาก็เข้าใจความหมายของมันได้ทันที

เขาพยักหน้าหงึก ๆ แล้วพูดว่า ‘อืม’ ออกมาคำหนึ่ง ก่อนนั่งลงบนเกวียน

หลังจากหมาป่าทั้งสองเห็นคนนั่งมั่นคงแล้ว พวกมันก็คาบเชือกไว้ในปากแล้วออกวิ่งไปข้างหน้า พอพวกมันเหนื่อยก็สับเปลี่ยนกับหมาป่าตัวอื่น

เส้นทางที่ปกติจะใช้เวลาสองชั่วยาม*[2]ในการเดินทาง แต่พวกหมาป่าสามารถพาไปถึงจุดหมายได้ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม

เมื่อถึงทางเข้าหมู่บ้าน พวกหมาป่าก็แยกย้ายกันไป

เจ้าก้อนแป้งทำทีเป็นฉุนเฉียววางท่าใหญ่โต ‘กลับไปก่อนไว้รอข้าเรียก’

ราชาหมาป่าขาวร้องไห้อยู่ในใจ พวกมันจะปฏิเสธได้หรือ?

“ท่านแม่ น้องรองเปิดประตูหน่อย ข้าเอง รีบเปิดประตูเถอะ ภรรยาของข้ากำลังจะคลอดแล้ว” เซียวหย่งฝูลากเกวียนไปที่บ้านเก่าของตระกูลเซียว แต่เคาะประตูเท่าไหร่ก็ไม่มีใครมาเปิดเสียที

ทันใดนั้น เด็กชายคนหนึ่งก็วิ่งมาจากความมืด ภายใต้แสงจันทร์ทำให้เห็นรอยแผลบนใบหน้าของเด็กคนนั้นได้อย่างชัดเจน

“ท่านพ่อ ท่านแม่จะคลอดแล้วหรือ”

“หยวนหลาง ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่” เซียวหย่งฝูรู้สึกประหลาดใจเมื่อเห็นลูกชายคนโตปรากฏตัวขึ้นที่บ้านหลังนี้ แต่เขาก็สลัดความสงสัยทิ้งอย่างรวดเร็ว เพราะตอนนี้กังวลเรื่องหลินซื่อจะคลอดลูกมากกว่า

เซียวหยวนหลางกำหมัดแน่นและหายใจเข้าลึก ๆ “ท่านพ่อ คืนนี้เราเข้าบ้านไม่ได้แล้ว ข้ากับน้องอยู่ที่ท้ายหมู่บ้าน พาท่านแม่ไปที่นั่นก่อนเถอะ ข้าจะไปเรียกป้าเฉินให้”

สีหน้าของเซียวหย่งฝูเปลี่ยนไปมาอยู่หลายครั้ง เขาทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็ไม่ได้พูดออกมา ทำเพียงลากเกวียนไปเงียบ ๆ

หมู่บ้านมืดมาก นอกจากเสียงล้อเกวียนบดพื้นถนนแล้ว มีเพียงเสียงสูดลมหายใจอย่างเจ็บปวดของหลินซื่อเท่านั้น ทำให้เซียวหยวนหลางไม่ทันสังเกตเห็นเด็กน้อยอีกคนบนเกวียน

ในความมืด สายตาของเจ้าก้อนแป้งพลันปรากฏแววประหลาดใจ

พี่ชายผู้นี้มีกลุ่มควันสีม่วงปนดำหมุนเป็นเกลียวอยู่ข้างหลังเขา

ทุกคนมีสีของดวงชะตาที่แตกต่างกัน ซึ่งแสดงถึงดวงที่มีมาแต่กำเนิดหรือดวงที่เพิ่งได้มา

สีม่วงเข้มนั้นสูงส่ง ดั่งองค์จักรพรรดิ หากพี่ชายผู้นี้คือเทพลงมาจุติย่อมต้องเป็นสีม่วงอย่างไม่ต้องสงสัย

คนที่ทำคุณงามความดีมามากมายในชีวิตก็จะเป็นสีทองเข้ม

คนธรรมดามักจะมีดวงชะตาเป็นสีขาว

หากใครโชคร้ายเข้าจะมีพลังงานสีเทาบนร่างกาย

สีดำที่ด้านหลังของพี่ชายผู้นี้ มันเป็นวิธีการยืมดวงชะตาด้วยการฆ่าและกลืนกินดวงชะตาของผู้อื่น

แต่ไม่ว่านางจะมองอย่างไรก็รู้สึกว่าคนผู้นี้เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา จะไปใช้วิธีการชั่วช้าซับซ้อนแบบนั้นได้อย่างไร

แต่ช่างเถอะ! ท่านแม่ผู้น่าสงสารกำลังจะคลอด นางจึงตัดสินใจมอบของขวัญซึ่งเป็นพรจากเทพมังกรให้กับครอบครัวนี้!

พี่น้องของเซียวหยวนหลางทั้งสี่คนถูกไล่ออกจากบ้านหลังนั้น ในตอนนี้พวกเขาทำได้เพียงช่วยหลินซื่อให้เข้าไปในบ้านที่ผุพังในความมืดเท่านั้น

“เจ้ารอง เจ้าสาม ท่านแม่กำลังจะคลอด ไปต้มน้ำเร็วเข้า ข้าจะไปเรียกป้าเฉินมาทำคลอด”

เซียวหยวนหลางเรียกน้องชายสองคนของเขาให้ออกมาช่วย และตัวเองก็วิ่งไปทางหน้าหมู่บ้าน

เจ้ารองและเจ้าสามได้ยินดังนั้นก็รีบวิ่งออกไป “ท่านแม่จะคลอดแล้วหรือ จะเป็นน้องสาวหรือไม่”

พูดจบทั้งสองคนก็รีบไปต้มน้ำ โชคดีที่พี่ ๆ น้อง ๆ ช่วยกันตักน้ำผ่าฟืนไว้แล้ว ไม่เช่นนั้นพวกเขาคงจะมือไม้พันกันแน่ ๆ

ในห้องที่มืดสนิท หลินซื่อวางทารกในมือลง อาการปวดท้องรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ จนนางกระสับกระส่ายมากขึ้นเช่นกัน

ทารกในครรภ์อยู่ในตำแหน่งที่ผิดปกติ จึงมีโอกาสสูงมากที่ทารกจะติดอยู่ภายในระหว่างคลอด และสุดท้ายอาจจะต้องเสียไปถึงสองชีวิต

ความกลัวทำให้นางสูญเสียความตั้งใจที่จะมีชีวิต หลังจากนั่งอยู่บนเกวียนที่โคลงเคลงกว่าครึ่งชั่วยาม ลมหายใจของหลินซื่อก็โรยรินลงเรื่อย ๆ

“เจ้าอดทนหน่อย ป้าเฉินกำลังมา เจ้าอย่าเพิ่งเป็นอะไรไปนะ!”

“ดูสิ เด็กผู้หญิงที่พวกเรารอคอยมาถึงแล้ว พวกเราจะต้องดีขึ้นเรื่อย ๆ”

เจ้าก้อนแป้งกำหมัดเล็ก ๆ ตราบใดที่ข้าอยู่ พวกท่านจะต้องสบาย!

เซียวหย่งฝูจับมือของหลินซื่อ น้ำเสียงของเขาสั่นเทา เสียงลมหายใจของภรรยาเบาลงเรื่อย ๆ จนแทบไม่ได้ยินเสียงแล้ว

มนุษย์นั้นอ่อนแอมาก เจ้าก้อนแป้งทอดถอนใจ

ในความมืดมิด มือเล็ก ๆ วางแนบท้องของนางแผ่วเบา และลูบมันช้า ๆ สองสามครั้ง

จิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ถูกแบ่งไปให้หลินซื่อ และมันก็ถูกส่งไปยังทารกในท้องของนางด้วย

ทันใดนั้น หลินซื่อก็รู้สึกเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง

สีหน้าซีดเซียวหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

“ท่านพี่ ลูก… ลูกพลิกตัวแล้ว!”

“อ๊ะ ข้าจะคลอดแล้ว”

ทันทีที่พูดจบ หลินซื่อก็รู้สึกว่าเจ้าลูกตัวน้อยในท้อง พบทางออกของตนแล้ว!

“อุแว้ อุแว้!”

เสียงร้องของเด็กทารกดังลั่น ขณะที่จิตวิญญาณเซียนอันอบอุ่นไหลเวียนเข้าสู่ร่างของเด็กน้อย

เซียวหย่งฝูไม่คาดคิดว่าในชั่วพริบตา หลินซื่อจะใช้แรงอันน้อยนิดที่มีอยู่ในการคลอดลูกได้สำเร็จ

เมื่อได้ยินเสียงร้อง สองพี่น้องที่กำลังต้มน้ำก็วิ่งมาที่ประตูแล้วถามเสียงดัง “ท่านพ่อ ท่านแม่คลอดน้องสาวใช่หรือไม่”

เซียวหย่งฝูลูบหน้าพลางตอบกลับ “แม่เจ้าให้กำเนิดน้องชาย…”

กล่าวจบ เสียงสองพี่น้องต่างบ่นงึมงำอย่างผิดหวัง “น้องชายอีกแล้ว!”

“เฮ้ น้องชายอีกแล้วหมายความว่าอย่างไร”

“ข้าไม่ชอบเลย!”

“พวกเราอยากได้น้องสาว!”

เซียวหย่งฝูเอ่ยขัดเสียงบ่นระงมของบุตรชาย “พอ ๆ ยังมีน้องสาวอีกคน!”

“อะไรนะ มีน้องสาวหรือ เยี่ยมไปเลย พวกเรามีน้องสาวแล้ว!” สองพี่น้องกระโดดโลดเต้นพร้อมรอยยิ้ม

“น้องสาวน่ารักหรือไม่”

“น้องสาวกลัวความมืดหรือไม่ ทำไมท่านพี่ยังไม่กลับมาอีก”

สองพี่น้องเปลี่ยนจากความไม่ชอบใจมาเป็นมีความสุขสุดขีด

ในห้องนั้น เจ้าก้อนแป้งตัวน้อยยิ้มหวานอยู่ในความมืด

ข้ามีท่านแม่ มีครอบครัว มีพี่ชายแล้ว!

[1] กินข้าวแห้ง (吃干饭) แปลว่า ทำตัวไร้ประโยชน์ กินอย่างเดียวแต่ไม่ทำอะไรเลย
[2] การนับเวลาแบบจีน
1 วัน มี 12 ชั่วยาม
1 ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง
1 ชั่วยาม มี 8 เค่อ
1 เค่อ เท่ากับ 15 นาที
1 ถ้วยชา เท่ากับ 10-15 นาที
1 ก้านธูป เท่ากับ 30 นาที

บทที่ 3 ศักดิ์ศรีของเทพมังกร

บทที่ 3 ศักดิ์ศรีของเทพมังกร

ลูกชายสองคนร้องดีใจพลางกระโดดโลดเต้นไปรอบ ๆ จนเซียวหย่งฝูเวียนหัว “ไปต้มน้ำเร็ว เช็ดตัวให้น้องด้วย”

“ขอรับ!”

เซียวจ้งหลาง “ข้าจะเก็บผลไม้ให้นางกิน”

เซียวเฉินหลาง “ส่วนข้าจะพานางไปตกปลาที่แม่น้ำ”

เมื่อป้าเฉินและเซียวหยวนหลางมาถึง เซียวหย่งฝูก็ทำความสะอาดเด็กน้อยและหลินซื่อเรียบร้อยแล้ว

“ฮ่า ๆ พี่เฉินท่านมาแล้ว เข้ามาเร็ว มืดหน่อย เดินระวังด้วย”

ป้าเฉินแอบถอนหายใจและคิดกับตัวเองว่าเซียวหย่งฝูผู้นี้ใจกว้างจริง ๆ เขาถูกตระกูลเซียวบ้านนั้นไล่ออกไปแล้ว แต่ยังยิ้มออกได้อีก

เมื่อตอนที่บุตรชายคนโตของสกุลเซียวมาหา ก็เอ่ยขอยืมตะเกียงน้ำมันเสียอย่างงั้น ทั้งที่เมื่อตอนบ่าย… เฮ้อ นางยังจำความวุ่นวายในบ้านของสกุลเซียวในบ่ายวันนี้ได้ดีทีเดียว

“นางคลอดแล้วหรือ เอ้า ข้าเอาตะเกียงมาด้วย” ป้าเฉินกล่าว เซียวหยวนหลางรับตะเกียงไปจุด

หลินซื่อวางทารกทั้งสองลงด้านข้าง “ใช่แล้ว เป็นแฝดชายหญิงคู่หนึ่ง”

ดวงตาของเซียวหยวนหลางเป็นประกายทันทีเมื่อเขาได้ยินว่าตนมีน้องสาว “ท่านแม่ ข้ามีน้องสาวแล้วหรือ”

หลินซื่อพยักหน้า “อืม นี่คือน้องสาวเจ้า อยากลองอุ้มดูหรือไม่”

“ไม่ได้ขอรับ มือข้าสกปรก… น้องยิ้มแล้ว!” เซียวหยวนหลางชูมือทั้งสองข้างให้มารดาดู แล้วโน้มตัวไปข้างหน้า มองเจ้าก้อนแป้งหัวเราะพ่นฟอง เขาก็หัวใจพองโต อยากกระโดดขึ้นด้วยความดีใจ

เมื่อเขาชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ทำให้หลินซื่อเห็นแผลบนใบหน้าของลูกชายชัดเจนยิ่งขึ้น แต่เมื่อเห็นว่าป้าเฉินยังอยู่ที่นี่ นางจึงไม่ได้พูดอะไร

ป้าเฉินเข้ามาใกล้และตรวจหลินซื่ออย่างละเอียดพลางกล่าวชม “ให้กำเนิดทารกสองคนติดกัน ใบหน้าก็ยังขึ้นเลือดฝาด ถือว่าโชคดี”

เจ้าก้อนแป้งซึ่งอยู่ในอ้อมแขนของหลินซื่อ แอบกลอกตา

มีนางคุ้มครองอยู่ทั้งคน ต่อให้นางจะคลอดลูกอีกสักสิบคนก็ยังได้

ส่วนป้าเฉินคิดกับตัวเองว่าเป็นเพราะหลินซื่อยังสาว!

แต่นางไม่เข้าใจเลยว่าครอบครัวเซียวยากจน แทบไม่มีจะกินอยู่แล้ว แต่ก็ยังคิดจะมีลูกสาวอยู่

หลังจากยิ้มแสดงความยินดีสองสามคำ ป้าเฉินก็ไม่ได้นั่งอยู่นาน เพราะตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว

หลินซื่อที่มีลูกสาวหนึ่งคนก็เหมือนมีทุกอย่างพร้อม กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ท่านพี่ เด็กสองคนนี้จะตั้งชื่อว่าอะไรดี”

เซียวหย่งฝูคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตบหน้าขา “ลูกสาวของพวกเราให้เรียกว่าหน่วนหยาง เซียวหน่วนหยาง ทันทีที่ข้าเห็นเด็กคนนี้ ข้าก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจ ส่วนเจ้าหกให้เรียกว่า ลิ่วหลาง”

หลินซื่อหัวเราะและกล่าวกับเด็กตัวเล็กในอ้อมแขน “หน่วนหยาง หน่วนหยางของข้า ท่านพ่อเจ้าชอบเจ้าขนาดนี้ ช่างเป็นชื่อที่ไพเราะมาก”

เซียวหน่วนหยางขยับปากพ่นฟอง จากนั้นนางก็ยิ้มอย่างอบอุ่น ซึ่งทำให้หลินซื่อยิ้มหวานตอบกลับ

“ท่านพี่ ข้ารู้สึกว่าหน่วนหยางของพวกเราเป็นดาวนำโชค เมื่อครู่นี้…” หลินซื่อมองออกไปข้างนอกก่อนจะกล่าวต่อ “เมื่อครู่หน่วนหยางแตะท้องของข้า เสี่ยวลิ่วก็พลิกตัวได้ ทั้งข้ายังมีกำลังขึ้นมาอีก คงไม่ใช่ว่า…”

เจ้าก้อนแป้งยกยิ้มมุมปากอย่างภาคภูมิใจ ใช่แล้ว เพราะข้าคือเทพมังกรผู้นำโชค!

หลินซื่อไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก สามีก็เข้าใจทันที ถ้าหากว่าเด็กไม่พลิกตัว ก็คงต้องเสียไปหนึ่งศพสองชีวิตแล้ว

เซียวหย่งฝูยื่นมือออกมาหยอกล้อหน่วนหยางและกล่าวอย่างจริงจัง “ลูกสาวของพวกเราเกิดมาพร้อมความโชคดี เพียงแต่เรื่องนี้อย่าพูดอีกเลย ไม่เช่นนั้น มันอาจสร้างปัญหาให้กับลูก ๆ เอาได้”

ทารกที่ได้รับการปกป้องจากฝูงหมาป่าย่อมมีความพิเศษอย่างแน่นอน

แต่เซียวหย่งฝูไม่คิดจะพูดมันออกมา

แม้ว่าจะได้พบกันเพียงไม่กี่ชั่วยาม แต่เขาก็ชอบเด็กคนนี้จากใจจริง โดยไม่ได้หวังสิ่งใด

หลินซื่อเข้าใจทันทีว่าเขาหมายความว่าอะไร นางพยักหน้าด้วยดวงตาแดงระเรื่อ

หลินซื่อก้มศีรษะลงและหอมบุตรสาว “ไม่รู้ว่าใครกันที่โหดร้ายได้ถึงขนาดนี้”

เซียวหน่วนหยางยกมุมปากโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม

เมื่อถูกหลินซื่อโยกกล่อมในอ้อมแขน เด็กน้อยจึงค่อย ๆ หลับตาลง

เมื่อเห็นว่าทารกทั้งสองหลับแล้ว หลินซื่อจึงลดเสียงเบาลง “ใช่แล้ว เมื่อครู่ข้าเหมือนจะเห็นแผลบนใบหน้าหยวนหลาง ท่านไปเรียกเขามาถามหน่อยเถอะว่าวันนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้น”

ต้องบอกว่าในช่วงหลายปีมานี้ต้องประสบกับความอดอยาก เซียวหย่งฝูถือว่ายังโชคดี แต่ก็ถือว่าโชคร้ายเช่นกัน

โชคดีที่ว่าก็คือ พ่อและแม่ของเขายังอยู่

โชคร้ายก็คือ พ่อของเขาล้มป่วย

ที่โชคร้ายยิ่งกว่านั้นก็คือแม่เฒ่าเหยาแม่ของเขาชอบแค่บุตรชายคนรองเท่านั้น

อะไรก็ให้แต่บ้านรอง แต่กลับเป็นครอบครัวบุตรชายคนโตที่ต้องดูแลผู้เฒ่าเซียว

นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมครอบครัวเซียวถึงได้ยากจนนัก

เมื่อใดก็ตามที่มีเงิน แม่เฒ่าเหยาจะมาล่อหลอกใช้อำนาจเอาเงินไปใช้จ่ายให้กับบ้านรองทั้งสิ้น

เซียวหย่งเหวินนำเนื้อตากแห้ง*[1]ไปฝากตัวเป็นศิษย์ให้ได้เล่าเรียนเป็นปัญญาชน จ่ายสินสอดให้หลานสาวของแม่เฒ่าเหยา และฉลองวันครบรอบบุตรของตน

ซึ่งทั้งหมดนั่นเป็นเงินที่บ้านใหญ่เซียวเก็บหอมรอบริบมา!

เมื่อเซียวหย่งฝูเรียกบุตรชายเข้ามาสอบถาม เขาแทบจะโมโหจนลมแทบจับ

ตนพาภรรยาเข้าเมืองเพื่อไปหาหมอ แต่เสี่ยวเหยากลับไม่ดูดำดูดีผู้เฒ่าเซียว ไม่หุงหาอาหาร และปล่อยให้เขานอนจมกองอุจจาระปัสสาวะ

เมื่อเซียวหยวนหลางไปพบเข้าจึงจัดหาอาหารให้ผู้เฒ่าเซียว แต่ไม่เพียงถูกขัดขวาง เซียวหย่งเหวินยังทุบตีพี่น้องคนอื่น ๆ และขับไล่พวกเขาออกจากบ้าน

หลังจากได้ยินทั้งหมด เซียวหย่งฝูตบโต๊ะเสียงดังกล่าวสาปแช่ง “เดรัจฉาน! พวกเขาจะตามใจเสี่ยวเหยาผู้นั้นเกินไปแล้ว!”

เจ้าก้อนแป้งที่กำลังฝันหวานพลันสะดุ้งตื่น

ท่านพ่อ ใจเย็นเถิด!

นางอยากจะร้องไห้สักคำสองคำ แต่ก็อยากฟังต่อ ไวเท่าความคิดนางนอนนิ่งเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ

เซียวหย่งฝูลุกขึ้นยืนและเดินออกไปด้วยความโกรธ “ข้าจะไปหาเดรัจฉานตัวนั้น ข้าจะไปถามมันว่ารู้จักคำ ‘กตัญญู’ หรือไม่!”

หลินซื่อรีบตะโกนห้าม “ท่านพี่กลับมาก่อน ตอนนี้ดึกมากแล้ว รอจนกว่าทุกคนในหมู่บ้านจะตื่นกันพรุ่งนี้เสียก่อนค่อยออกไป จะได้มีพวกเขาช่วยออกความเห็นด้วย”

เซียวหยวนหลางคว้าเซียวหย่งฝูได้ทัน “ท่านพ่อ นั่งก่อนเถอะ บ่ายวันนี้พวกเขาบอกข้ากับน้องชายว่าพวกข้าสมควรขุดดินขุดหญ้าอยู่ที่นี่ ไม่คู่ควรที่จะอยู่ร่วมชายคาเดียวกันกับพวกเขา ท่านพ่อ พวกเราทำกินอยู่ที่นี่เลี้ยงหมู เลี้ยงสุนัขดีหรือไม่”

เซียวหย่งฝูสะดุ้งเมื่อลูกชายคนโตถาม

เขาค่อนข้างหัวอ่อนอยู่แล้ว และยังถูกแม่เฒ่าเหยาล้างสมองอีก

แต่เมื่อเห็นรอยแผลเป็นบนใบหน้าอ่อนเยาว์ของลูกชาย เขาก็ต้องอดกลั้นไม่ยอมแสดงอารมณ์ออกมา นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้เป็นพ่อเช่นเขาคิดสงสัยว่าตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมาตนทำอะไรผิดไปหรือไม่

ภายใต้แสงตะเกียง เซียวหน่วนหยางก็ขยับขนตาเล็กน้อย เหลือบมองท่านแม่ และเมื่อเห็นว่านางไม่ได้สนใจจึงพยายามขยับตัว แต่ไม่คิดเลยว่าการเป็นเด็กทารกจะยากลำบากขนาดนี้ การไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ทำให้นางต้องข่มความรู้สึกไว้

หลินซื่อลูบเด็กน้อยเบา ๆ สองสามครั้งแล้วทำสีหน้าเศร้า “ท่านพี่ ข้าน้ำนมไม่พอ เกรงว่าลูกทั้งสองจะไม่อิ่ม ตอนนี้ช่วยทำน้ำซุปมาให้ข้าหน่อยเถิด”

เซียวหย่งฝูเงยหน้าขึ้นและเงียบไปครู่หนึ่ง “ใกล้รุ่งสางแล้ว นอนพักก่อนเถอะ หยวนหลางพรุ่งนี้เช้าตามข้าไปบ้านนั้นทำไข่ต้มน้ำตาลทรายแดงกลับมาให้แม่เจ้า”

หลังจากพูดจบ เขาก็ดับตะเกียง

เมื่อทุกคนหลับใหล เด็กตัวน้อยก็ลืมตาขึ้น

อากาศร้อน พื้นที่คับแคบ ทุกคนต่างนอนหน้านิ่วคิ้วขมวด เหงื่อแตกพลั่ก

บ้านหลังนี้ไม่มีหลังคาด้วยซ้ำ ทำให้มองเห็นดาวบนท้องฟ้าได้อย่างชัดเจน

ในสถานการณ์เช่นนี้ นางไม่สามารถเรียกฝนได้ ไม่เช่นนั้นครอบครัวของนางก็จะยิ่งลำบากเข้าไปอีก

ทันใดนั้น แสงสีทองส่องประกาย มังกรสีทองตัวเล็กขนาดเท่าฝ่ามือได้บินออกมาจากร่างของเซียวหน่วนหยาง

หางของมังกรทองตัวน้อยปัดเบา ๆ พาสายลมเย็นสบายพัดโบกเอื่อย ๆ จนในที่สุดทุกคนก็นอนหลับสนิท

มังกรทองตัวน้อยใช้เขามังกรกลม ๆ น่ารักสาดแสงสีทองขึ้นสู่ท้องฟ้า หลังจากรออยู่ครู่ใหญ่ ก็ไม่มีการตอบสนอง

“ไหนบอกว่าแค่ลงมา ‘เที่ยวเล่น’ อย่างไรเล่า ทำไมไม่บอกว่ามันจะลำบากขนาดนี้!”

มังกรทองตัวน้อยบ่นเสียงใส

“ยังไม่ตอบอีก! เจ้าขี้ขลาด กล้าหลอกข้ามาที่นี่ แต่ไม่กล้าโผล่หน้ามาหาข้าหรือ!”

มังกรทองตัวน้อยดีดดิ้นไปมาในอากาศด้วยความฉุนเฉียวดูน่าเอ็นดูไม่น้อย

“นี่มันด่านเคราะห์ตามที่ถูกกล่าวถึงในบันทึกตำราแล้ว!”

“นี่! พวกเจ้าคิดว่าเมื่อข้าอยู่ในนี้แล้วจะออกไปจัดการพวกเจ้าไม่ได้ใช่หรือไม่?” มังกรทองตัวน้อยเท้าเอว

เมื่อยังไม่มีการตอบสนอง นางก็กลับเป็นไข่อีกครั้ง “ข้ายังเป็นเด็กอยู่เลยนะ!”

“พวกเจ้าจะต้องเสียใจที่ทำกับลูกมังกรเช่นนี้!”

แล้วนางก็เลียนแบบเสียงขององค์จักรพรรดิสวรรค์ ทำการวางท่าพลางกล่าวอย่างน่าเกรงขาม “ข้าคือเทพมังกรผู้ยิ่งใหญ่ และเป็นเทพผู้ชอบธรรมนะ นี่… พวกเจ้าได้ยินหรือไม่!”

หลังจากโวยวายกับลมกับฟ้าอยู่นาน เสียงก็ค่อย ๆ เงียบไป

ท้ายที่สุดแล้ว เทพมังกรก็ต้องรักษาหน้า

[1] เนื้อตากแห้ง (束脩) ครั้งหนึ่งในอดีตเนื้อตากแห้งเคยเป็นอาหารประจำครอบครัวของขงจื๊อที่ได้รับความนิยมมาก คนจึงนำเนื้อตากแห้งไปให้อาจารย์เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...