ชีวาที่สองของข้าเป็นพรจากสวรรค์
ข้อมูลเบื้องต้น
คำเตือน!!!
โลกในนิยายนี้เป็นโลกที่สร้างขึ้นมาเองไม่ได้อิงจากประวัติศาสตร์หรือยุคสมัยใด
มีการพูดถึงการรักษาช้างเบื้องต้นและพูดถึงสมันไพรแต่ไม่แนะนำให้ลองทำเอง! เพราะเรื่องบางเรื่องต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะที่จะเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง
หากมีข้อผิดพลาดประการใดหรือให้ข้อมูลใดๆผิดจากความเป็นจริง ไรท์ขอน้อมรับความผิดเอาไว้
และขอโทษไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ
และคำเตือนอีกครั้ง
การกระทำบางอย่างอาจดูไม่เหมาะสมโปรดอ่านเพื่อความบันเทิงเท่านั้น
บทที่ 1
คำเตือน!!!
โลกในนิยายนี้เป็นโลกที่สร้างขึ้นมาเองไม่ได้อิงจากประวัติศาสตร์หรือยุคสมัยใด
มีการพูดถึงการรักษาช้างเบื้องต้นและพูดถึงสมันไพรแต่ไม่แนะนำให้ลองทำเอง! เพราะเรื่องบางเรื่องต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะที่จะเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง
หากมีข้อผิดพลาดประการใดหรือให้ข้อมูลใดๆผิดจากความเป็นจริง ไรท์ขอน้อมรับความผิดเอาไว้
และขอโทษไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ
และคำเตือนอีกครั้ง
การกระทำบางอย่างอาจดูไม่เหมาะสมโปรดอ่านเพื่อความบันเทิงเท่านั้น
ความวุ่นวายภายในเมืองต่างเป็นสิ่งที่คนยุคปัจจุบันคุ้นเคยกันดี โดยเฉพาะยามรถติดตอนเที่ยงวันที่แดดร้อนเปรี้ยงในวันเสาร์เช่นนี้ หญิงสาวถอนหายใจดังเฮือกเมื่อเห็นเส้นทางอีกยาวไกลกว่าตนจะหลุดออกจากวงจรรถติดนี้ ความจริงวันนี้เธอไม่ควรจะได้มาอยู่จุดนี้เพราะต้องไปรับวุฒิการศึกษามัธยมปลาย แต่ทว่าเธอก็ถูกใช้ให้มารับยาและข้าวของใช้เข้าโรงพยาบาลช้างเสียก่อน
“ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ทำไมไม่ให้มารับวันธรรมดากันนะ” หญิงสาวส่ายหัวอย่างระอา เมื่อวานนี้เธอก็ว่างดีไม่ได้ไปไหนนอกซะจากไปซ้อมเดินรับวุฒิก็ดันไม่ใช้ให้เธอมา คิดแล้วก็อยากจะบ่นต่ออีกสักหลายๆคำ แต่ก็ต้องหุบเอาไว้เพราะละอายใจที่จะต้องมาว่าคนที่ให้ข้าวให้น้ำให้การศึกษากับเธอ
เทียนหอมเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกพ่อแม่แท้ๆเอามาโยนทิ้งไว้กองขยะข้างโรงพยาบาลรักษาช้าง ด้วยคนที่มาเจอเธอเข้าไปร้องขอและบวกกับเจ้าของโรงพยาบาลเชื่อเรื่องโชคชะตาจึงรับเธอเข้าไปอยู่ใต้การดูแล ให้เรียนเรื่องต่างๆเกี่ยวกับการเป็นควาญช้าง การรักษาช้าง รวมถึงภูมิปัญญาพื้นบ้านจนเทียนหอมแทบจะทำงานในโรงพยาบาลได้โดยที่ไม่ต้องเรียนต่อมหาวิทยาลัยแล้ว
แต่กระนั้นหน้าที่หลักๆของเธอก็ยังเป็นการรับส่งของอยู่ดี ปกติวันนี้เธอจะต้องมากับลุงเมิ่ง ควาญช้างประจำโรงพยาบาลที่เป็นคนเจอเธอข้างถังขยะ และทุกวันนี้ก็ทำหน้าที่เป็นเหมือนพ่อของเธอ แต่วันนี้ลุงเมิ่งไม่สบายเธอเลยต้องมาคนเดียวขับรถไปอย่างเสียวสันหลังกลัวจะเจอด่านตรวจเพราะยังไม่ได้หาฤกษ์ไปสอบใบขับขี่
และเหมือนเธอจะดวงซวยตามคาดเพราะข้างหน้าไกลๆเธอเห็นว่ามีด่านตำรวจกำลังตั้งอยู่ คนไม่มีใบขับขี่กลืนน้ำลายลงคอดังเอือก ไม่ต้องคิดอะไรมากเทียนหอมก็รีบหาทางเลี้ยวหลบด่าน ซึ่งสวรรค์ก็ยังมีตาเมตตาเธออยู่บ้าง เพราะทางข้างหน้ามีทางแยกเข้าห้างสรรพสินค้าอยู่ด้วย ไม่ต้องลังเลเธอก็ขับเข้าไปในทันทีเลย
หญิงสาวโทรบอกคนที่โรงพยาบาลให้ส่งคนมารับรถไปเพราะไม่รู้ว่าทางด่านนั้นจะเก็บไปเมื่อใด ก็คงจะต้องเดินเล่นรอในห้างอีกหลายชั่วโมงกว่าที่คนในโรงพยาบาลจะมาถึง เนื่องด้วยตอนนี้มีเคสด่วนฉุกเฉินเข้ามามากจนทุกคนต้องหัวหมุนทำงานกันจนมือเป็นระวิง เทียนหอมเลยได้แต่จำใจเดินเข้าไปหาอะไรกินเล่นในห้างสรรพสินค้าระหว่างรอ
ยังไงซะวันนี้เจ้าของโรงพยาบาลก็ให้เงินรางวัลเป็นการปลอบใจเธอ ที่ไม่ได้ไปรับวุฒิกับคนอื่นๆพอดี
เทียนหอมเลยตัดสินใจว่าจะเข้าไปกินอาหารในร้านอาหารครอบครัวชื่อดังที่ลุงเมิ่งเคยพามาตอนที่ยังเด็ก หากแต่เพียงเปิดประตูเข้ามายังไม่ทันได้หาที่นั่งเสียงปืนก็ดังสนั่นลั่นขึ้นมา ร่างของหญิงสาวก็ร่วงหล่นลงไปกองอยู่กับพื้นทั้งที่ต้นเหตุนั้นก็มาจากแค่เรื่องรักสามเศร้า ที่หญิงสาวคนหนึ่งแอบมากินข้าวกับชายคนอื่นและดันซวยสามีเข้ามาเห็นเข้าทำให้วิวาทกัน ชายชู้ที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ก็ลุกขึ้นมาคว้าปืนยิงชายผู้เป็นสามี แต่สามีดันไหวตัวทันทำให้กระสุนหลุดรอดมาเจาะเข้ากลางขมับของคนที่เปิดประตูร้านเข้ามาใหม่
ทำให้คนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวต้องจบชีวิตลงเพราะเพียงอยากเข้ามากินฉลองให้กับตัวเอง…
ความมืดมิดเข้ามากอบกุมความรู้สึกทุกอย่างเอาไว้ เหลือเพียงความสงบให้กับดวงวิญญาณที่หลุดออกมาจากร่าง เทียนหอมลืมเลือนทุกอย่างไปเสียสนิทจนไม่ทันได้นึกอาลัยอาวรณ์สิ่งใดในอดีต แต่แล้วความรู้สึกที่ขังไว้ก็พวยพุ่งออกมาอีกครั้งทำให้เปลือกตาหนักๆต้องเปิดตาออกรับแสงจ้าก่อนที่ทุกอย่างจะมืดดับลงอีกครั้ง
“โอ้ย…” ความปวดร้าวปวดตัวผุดขึ้นมาจนคนที่พึ่งตื่นต้องร้องออกมาเพราะไม่ได้เตรียมพร้อมรับความเจ็บนี้เอาไว้ และเสียงที่ดังเพียงแผ่วลมนั้นก็ล่องลอยไปปลุกหญิงชราที่นอนเฝ้าอยู่ไม่ห่าง
หญิงชรารีบลุกขึ้นจุดตะเกียงทันใดเมื่อเห็นว่าร่างของเด็กหญิงนั้นขยับคล้ายว่าตื่นขึ้นแล้ว แสงสว่างสีอุ่นจากตะเกียงทำให้มองเห็นวิวทัศน์รอบๆได้ชัดเจนยิ่งขึ้น หัวคิ้วขมวดชนเข้าหากันเมื่อภาพตรงหน้านั้นคือห้องที่ทำจากไม้กระดานสีเข้มแบบเก่าๆ รอบห้องนั้นมีเพียงโต๊ะเครื่องแป้งตัวเตี้ยกับหีบไม้เก็บของหนึ่งหีบใหญ่วางเอาไว้ข้างประตูบานไม้ สภาพมันเหมือนห้องนอนที่หลุดออกมาจากหนังย้อนยุคเลย
“คุณหนูเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ จะดื่มน้ำหรือมิเอาเจ้าคะ” เสียงแหบแห้งของหญิงชราทำให้เด็กสาวต้องหันไปมอง และสภาพของหญิงชรานั้นทำให้เธอต้องตื่นตะลึงไปใหญ่ เพราะนอกจากหญิงคนนี้จะแต่งกายด้วยการนุ่งกระโจมอกกับใส่โจงกระเบนแล้ว ทั่วทั้งหน้าและตามร่างกายมีรอยช้ำผุดเต็มไปหมดจนน่าใจหาย เธอลืมสิ้นถึงความเจ็บปวดบนร่างกายไปสนิทแล้วลุกพรวดขึ้นนั่งคลานเข่าตรงเข้าไปดูหญิงคนนี้
“คุณยาย!? คุณยายไปโดนอะไรมาทำไมถึงเป็นหนักขนาดนี้” ยิ่งได้ดูเทียนหอมก็รู้สึกเจ็บปวดแทน แผลพวกนี้ดูปราดเดียวก็รู้แล้วว่ามันเกิดจากการถูกทุบตีหรือไม่ก็โดนอะไรแข็งๆกระแทกแน่ๆ
“คุณหนู!? คุณหนูยังมิหายดีเหตุใดจึงลุกพรวดขึ้นเช่นนั้นเจ้าคะ!?” หากแต่คำพูดของเทียนหอมก็ส่งไปไม่ถึงหูของยายคนนี้ เพราะเจ้าตัวดันตื่นตกใจกับการลุกพรวดของเด็กสาวที่ยังคงมีแผลเต็มหลังและพึ่งไข้ลดได้ไม่ทันไร หญิงชราเข้ามาพยุงตัวของเด็กสาวไว้พร้อมทั้งเหลือบสายตาไปดูแผลเหล่านั้นที่อยู่แผ่นหลังด้วยความเป็นห่วงจับใจ
เทียนหอมที่กำลังจะปฏิเสธว่าตนไม่ได้เป็นอะไรก็ต้องหยุดชะงักตัวแข็งค้างเมื่อรู้สึกเจ็บแปล๊บกลางหลังไล่ขึ้นมาถึงขมับของตนเอง มันผสมผสานกันจนเทียนหอมอดงอตัวเข้าหาเข่าตนไม่ได้ ท่าทางนั้นยิ่งทำให้หญิงชราข้างกายวิตกกังวลเข้าไปใหญ่ ยายวางร่างของนายหญิงตัวน้อยลงกับเบาะนอนอีกครั้งก่อนจะเร่งรีบลุกขึ้นเดินออกจากห้องไปต้มยาให้กับคุณหนู
ในขณะนั้นเองเทียนหอมก็ต้องเผชิญหน้ากับหนังสั้นผ่านสายตาของใครสักคนที่แล่นเข้ามาในหัวให้ข้อมูลกับเธอที่เหมือนจะยังไม่เข้าใจอะไร ความทรงจำใหม่ของเด็กสาววัยเพียงสิบสองปีคนนี้ทำให้เทียนหอมต้องหน้าซีดเผือดเพราะไม่คิดว่ามันจะหนักหน่วงถึงเพียงนี้
ร่างที่เธออยู่ในตอนนี้คือร่างของเด็กสาวที่ชื่อว่า ‘ธูปหอม’ เป็นลูกที่เกิดจากเมียเอกของเจ้าเมืองกมลทิพ ขุนนางระดับกลางที่ได้รับการนับหน้าถือตามาก หากแต่ใครจะรู้ว่าการเกิดเป็นบุตรสาวคนโตของคนคนนี้คือฝันร้ายทั้งเป็น โดยเฉพาะกับธูปหอมที่เสียแม่ไปตั้งแต่กำเนิด บิดาที่เห็นว่าไม่ใช่ชายจึงเมินเฉยละเลยไม่ใส่ใจ ทำให้เมียรองและลูกๆสามารถเข้ามาข่มเหงรังแกได้เต็มที่โดยไม่ต้องคำนึงถึงผลที่อาจจะตามมา
จนสุดท้ายร่างนี้ก็ตายลงไปจริงๆ เพราะธูปหอมคนเก่าได้ถูกใส่ร้ายจนออกพระแก้วกันยาต้องสั่งลงหวายที่หลัง หากแต่นั่นยังไม่สิ้นสุด เนื่องด้วยความขุ่นเคืองของเมียหลวงคนใหม่ที่บิดาตั้งขึ้นมานั้นเกิดจากการที่มีขุนนางชั้นผู้ใหญ่มองให้ธูปหอมไปเป็นลูกสะใภ้เชิดหน้าชูตา มันเป็นเหมือนการกระทำที่เหมือนข้ามหัวนางกับลูก นางจึงเข้ามาผลักธูปหอมให้ตกน้ำไปทั้งที่พึ่งถูกตีมา โชคยังเข้าข้างอยู่เล็กน้อยที่บิดาคนนี้ไม่ได้เหี้ยมโหด รีบสั่งให้บ่าวไพร่พาตัวเด็กสาวขึ้นมารักษา แต่แม้นจะพาขึ้นมารักษาก็แล้วอะไรก็แล้ว ธูปหอมคนเก่าที่ไม่มีประสงค์อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อแล้วก็ได้สิ้นใจไปในคืนนี้..
“โห..โคตรพล็อตหนังมาก แล้วเรามาอยู่นี่ได้ไงวะ?” เทียนหอมนั่งเกาหัวพยายามคิดหาคำตอบด้วยความไม่เข้าใจนัก เธอไม่ค่อยอยากจะเชื่อเรื่องตรงหน้าสักเท่าไหร่ แต่ความเจ็บแปล๊บที่หลังกับหัวเมื่อกี้มันก็เป็นตัวยืนยันชั้นดีว่านี่ไม่ใช่ความฝันหลังจากตายหรือกำลังสลบอะไรทำนองนั้น
เฮ้อ..! เทียนหอมพ่นลมหายใจออกมา เธอก็ไม่รู้หรอกว่ามันเป็นไปได้ยังไง แต่ในเมื่อเป็นไปแล้วก็มีแต่ต้องยอมรับความจริงเท่านั้นแล
นอนจมอยู่กับความคิดได้ไม่นานหญิงชราที่วิ่งออกไปก่อนหน้าก็เปิดประตูเข้ามาพร้อมถาดยาประคบกับยาต้มสมุนไพร ดวงตาสีเข้มกลมโตเหลือบมองด้วยความใคร่รู้ ยายคนนี้คือยายจั่น บ่าวเพียงคนเดียวที่ยืนกรานไม่ไปรับใช้บนเรือนใหญ่และตัดสินใจอยู่ในเรือนเล็กโทรมๆนี่เพื่อดูแลเธอ เพราะยายจั่นนั้นคือบ่าวคนสนิทที่ตามติดมารดาของธูปหอมมา เมื่อมารดาเสีย คนที่ยายจั่นต้องดูแลต่อจึงไม่พ้นตัวของธูปหอม แต่มันก็แลกมาด้วยการถูกรังแกซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากคนเรือนใหญ่
คนอายุเยอะปูนนี้ไม่น่ามาโดนอะไรแบบนี้เลย อันตรายต่อสุขภาพมาก
“คุณหนู.. คุณหนูทานยาก่อนหนาเจ้าคะ เดี๋ยวข้าจะประคบยาที่แผลเพิ่มให้ คุณหนูจักได้หายเร็วๆเจ้าค่ะ” ยายจั่นยิ้มอ่อนๆแล้วเดินเข้ามาย่อกายช่วยพยุงร่างเด็กหญิงก่อนจะส่งถ้วยยามาให้ เทียนหอมที่กลายเป็นธูปหอมไปแล้วก็ไม่กล้าปฏิเสธน้ำใจนี้ เธอรับถ้วยยามาดื่มแบบว่าง่าย แม้ว่ายานั้นมันจะขมมากแทบไม่ต่างกับยาเม็ดในโลกปัจจุบันเลยก็ตาม
หลังจากความพยายามในการดื่มยาขมๆนี่จบไป ยายจั่นก็ทำหน้าที่พลิกตัวของเด็กสาวเพื่อประคบยาไปใส่แผลช้ำแผลแตกตามหลังบอบบางของเจ้านาย โดยระหว่างนั้นก็ถามไถ่คุณหนูตัวน้อยของตนเองไม่หยุดว่าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง รู้สึกไม่สบายตรงไหนไหม หรืออยากได้อะไรไหม ธูปหอมเองก็ต้องพยายามปฏิเสธเต็มที่ ถึงคนคนนี้จะมีสถานะเป็นบ่าว แต่ก็เป็นผู้ใหญ่ ซ้ำยังมีบาดแผลอยู่ด้วย เธอไม่กล้าใช้หรอก
เมื่อประคบยาเสร็จสองคนนายบ่าวก็พากันนอนห้องเดียวกันไม่ห่างหายกันไปไหน เพราะรู้กันดีว่าเป็นที่พึ่งสุดท้ายให้แก่กันและกันในที่แห่งนี้ จนเมื่อไก่ขันในตอนที่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นยายจั่นก็ตื่นขึ้นมาทำหน้าที่ของตัวเอง ปล่อยให้คนที่เจ็บหนักกว่าตนนอนพักกายรักษาตนไป
ร่างอรชรของเด็กวัยสิบสองปีนั่งมองดูวิวนอกหน้าต่างยามเช้าด้วยท่าทางเบื่อหน่าย นี่เป็นวันที่สามแล้วที่ต้องอยู่ที่นี่ ขังตัวเองไว้ในเรือนไม้แห่งนี้เพื่อรักษาตัวเอง ตอนแรกเธอก็คิดว่าอาการมันไม่น่าจะหนักอะไรมากแต่พอตื่นเช้ามาในวันนั้นความเจ็บปวดความแสบก็ร่วมใจผุดขึ้นมาทรมานเธอตั้งแต่เช้า ทำให้สุดท้ายเธอก็ต้องยอมอยู่นิ่งๆในห้องแห่งนี้เพื่อรักษาตัวเองให้หายดี และในระหว่างที่พักรักษาตัวอยู่นี่เองเธอก็ตั้งใจวางแผนการหนีด้วย
ใช่ เธอตั้งใจว่าจะหนีออกจากที่นี่ เพราะตั้งแต่นั่งนึกถึงความทรงจำเก่าๆมันก็ทำให้ธูปหอมคนใหม่นี้รู้แล้วว่าที่นี่คือนรกบนดินดีๆ หากอยู่ต่อไปก็คงจะหาความสุขได้ยาก สู้หนีไปตายเอาดาบหน้ายังมีความสุขกว่า เสียอย่างไรยุคนี้ก็ใช่ว่าต้องใช้เงินกับทุกสิ่งอย่างเสมอไป เพียงแค่หนีไปนอนไปสร้างกระท่อมในป่าปลูกผักเลี้ยงปลาเลี้ยงสัตว์ เธอก็ไม่ลำบากแล้ว และอีกอย่างถ้าเธอจากไปยายจั่นก็อาจจะเดินทางกลับไปยังเรือนเก่าของแม่ หรือไม่ก็อาจจะไปอยู่เรือนใหญ่ ซึ่งชีวิตต้องดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้แน่นอน ยายจั่นจะได้ไม่ต้องโดนใครมาทุบตีอีกด้วยและ..เธอจะให้คนใจดีขนาดนี้ไปร่วมลำบากนอนกลางดินกินกลางทรายแบบเธอมันก็ไม่ได้
เฮ้อ..
“ยายจั่นเอ้ย! ยายจั่น! เอ็งอยู่ไหนห้ะ!?” เสียงตวาดดังขึ้นมาจากข้างหน้าเรือนโดยฝีมือของบ่าวหญิงคนหนึ่ง เธอทำหน้าตาถมึงขึงเท้ามือใส่เอวยืนรออยู่หน้าบันไดขึ้นเรือนเล็กด้วยท่าทางถือดี พร้อมกับบ่าวหญิงอีกหลายคนที่ก้มหน้าก้มตายืนอยู่ด้านหลังด้วย ธูปหอมแอบดูหญิงคนนั้นผ่านหน้าต่างของห้องนอนอย่างเงียบๆ จำได้ดีว่าผู้หญิงคนนี้คือเมียบ่าวอีกคนของบิดาและก็เป็นบ่าวที่รับใช้ใกล้ชิดสนิทกับแม่ใหญ่ด้วย เปลือกตาทั้งสองข้างหรี่ลงมองหญิงสาวย่างเข้าวัยกลางคนคนนั้นเพื่อใช้ความคิดนึกหาชื่อ อ่า..ใช่ บ่าวหญิงคนนี้ชื่อ ‘อึ่ง’
“มีอะไรวะอีอึ่ง มึงร้องตะโกนหาใคร นายกูนอนอยู่ด้านในนะเว้ย ลดเสียงหน่อยสิวะ!” ยายจั่นเดินออกมาด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟียด โดยปกติแล้วหญิงชราจะไม่มีท่าทางเช่นนี้หากคนอื่นเข้ามาเรียกดีๆ แต่หญิงตรงหน้านี้กลับตะโกนดังเป็นพิเศษคล้ายตั้งใจกวนนายหญิงตัวน้อยของตน ยายจั่นจึงไม่ยอมอ่อนข้อให้โดยง่าย
“ทำไม!? มันก็แค่เด็กที่คุณท่านไม่แม้แต่จะปรายตามองด้วยซ้ำ ทำไมข้าจะต้องสนใจใยดีมัน” อึ่งไม่ได้สนใจคำต่อว่าของยายจั่นซ้ำยังตะโกนดังกว่าเดิมจนธูปหอมต้องย่นจมูกเพราะเริ่มเจ็บแก้วหู แต่กระนั้นเธอก็ยังคงนิ่งไม่คิดจะกระทำการอะไรวู่วาม อยากจะดูสถานการณ์ไปก่อน
“เออ! แล้วสรุปมึงมาทำไม รีบพูดจะได้รีบไสหัวไปสักที” ยายจั่นที่ไม่ได้มีแรงจะเถียง แรงจะตบใคร ก็ได้แต่ยอมจำนนรีบให้อีกฝ่ายพูดในสิ่งที่ต้องการมาจะได้รีบกลับ คุณหนูของตนจะได้นอนต่อโดยไม่ต้องมาฟังเสียงแว๊ดๆของบ่าวเหิมเกริมผู้นี้
"อืม! ข้าก็ไม่อยากอยู่นานหรอก แต่ออกพระท่านให้ข้ามาแจ้งว่าพรุ่งนี้เช้าให้เตรียมตัวไปวัด จะเป็นจะตายอย่างไรก็ต้องไป เพราะต้องไปเจอกับสหายของท่าน บอกนายเอ็งด้วยนะเว้ย!”
“มีแค่นี้ใช่ไหม?” ยายจั่นถามเสียงเรียบ อึ่งเองก็เชิดหน้าขึ้นแล้วทำเพียงเงียบใส่ทำราวกับว่าไม่มีเรื่องอันใดจะพูดแล้ว หญิงชราจึงคลี่ยิ้มไม่ถึงดวงตาออกมาแล้วกล่าวไล่คนตรงหน้าโดยพลัน “ดี งั้นเอ็งก็รีบไปเสีย เรือนเล็กกูสกปรกเพราะเอ็งหมดแล้วเนี่ย ไปๆ”
“เฮ้ย! เอ็งมาไล่ข้าอย่างนี้ได้ไงยายจั่น ข้ายังว่าเรื่องทั้งหมดไม่จบเลยหนา” อึ่งตะคอกเสียงใส่หน้าของยายจั่น ก่อนจะถอนหายใจแรงๆแล้วเชิดหน้าพูดต่อ
“แม่ใหญ่ให้กูมาเอาผ้าแพรกับเครื่องประดับที่ออกพระประทานให้คืนทั้งหมด ถือเป็นการทำโทษเพิ่มเติมที่ทำให้คนทั้งเรือนต้องวุ่นวายจากการช่วยมันขึ้นจากน้ำเมื่อหลายวันก่อน”
“เอ็งชักจักเหิมเกริมแล้วหนาอีอึ่ง!” ยายจั่นเริ่มขึ้นเสียงกลับเมื่อรับรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะมาเอาของสำคัญของคุณหนูไป เพราะใครก็ต่างรู้ดีว่าผ้าแพรกับเครื่องประดับที่คุณหนูมีนั้นไม่มีชิ้นใดเลยที่ออกพระประทานให้ เนื่องจากคนเรือนใหญ่ยึดไปหมดแล้ว หากมาอ้างว่าจะเอาเครื่องประดับกับผ้าแพรเช่นนี้ก็แปลว่าตั้งใจจะมาเอาของสำคัญที่แม่นายมธุสรทิ้งไว้ให้คุณหนูก่อนเสียไป
“เอ็งหลบไปเลยหนายายจั่น ข้าจะรีบไปทำตามที่แม่นายสั่งมา” อึ่งไม่สนอะไรทั้งนั้น ในเมื่อแม่นายสั่งมาตนก็ต้องรีบทำตาม มิเช่นนั้นหวายก็จะมาลงอยู่หลังของนาง ยายจั่นเองไม่ยอมรีบเอาตัวเข้ามาบังทางขึ้นบันไดเรือนเล็กที่มีไม่ถึงห้าขั้นเอาไว้ อึ่งจึงหันไปสั่งให้บ่าวหญิงที่ตามมาตั้งหกคนรีบบุกเข้าไปในเรือนเล็ก ผลักหญิงชราจนเจ้าตัวนั่งก้นจ้ำเบ้ากับพื้น แต่ตอนนั้นเองประตูไม้ที่ปิดอยู่ก็ถูกเปิดอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง ปัง! ทำให้บ่าวทั้งหลายต้องพากันสะดุ้ง
ธูปหอมกระชับผ้าคุมไหล่แล้วเดินออกมาจากห้องในท่าทีนิ่งสงบ ดวงตาสีดำขลับตวัดไปมองคนทั้งหลายด้วยสายตาเย็นเฉียบ ไม่เหมือนกับสายตาของเด็กหญิงผู้เงียบสงบที่ตนเคยเห็นเลยแม้แต่น้อย
“คุณหนู.. คุณหนูออกมาเช่นนี้มีเรื่องกระไรจักใช้ข้าหรือเปล่าเจ้าคะ หรือว่าคุณหนูของข้าเจ็บแผลเจ้าคะ” ยายจั่นที่ไม่เคยละเลยหน้าที่ รีบลุกขึ้นจากพื้นตรงเข้าไปดูเด็กสาวผู้เป็นนายของตน ธูปหอมคลี่ยิ้มอ่อนส่งให้กับยายจั่นแล้วส่ายหัวเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองบ่าวหญิงทั้งหลายที่กำลังเดินเข้ามาหวังจะเข้าห้องนอนของเธอ
“ถ้าพวกเอ็งเข้ามา พวกเอ็งมีเรื่องกับข้าแน่!” ธูปหอมพูดเสียงดังออกมา เธอไม่คิดสงวนท่าที และด้วยความที่เธอตัวเล็กจะสู้กับผู้ใหญ่หลายคนคงไม่ได้ คงได้แต่ต้องพึ่งศักดิ์การเป็นนายอันน้อยนิดของตนเพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้ ถึงเครื่องประดับนั้นจะเป็นของนอกกาย แต่เท่าที่เธอจำได้มันคือสิ่งที่แม่ทิ้งไว้ ให้ตายยังไงก็จะไม่มีวันส่งมันให้กับคนพวกนั้นได้เอาไปเสวยสุข
“ถึงข้าจะไม่ได้รับความรัก แต่ก็มีศักดิ์เป็นนายเหนือพวกเจ้า หากพวกเอ็งมิฟังข้า มันก็เหมือนข้ามหัวของออกพระท่าน คิดดูเอาหนาว่าผู้ใดจักมีปัญหา” เด็กหญิงยืดอกเชิดหน้ามองบ่าวหญิงทั้งเจ็ดคนด้วยสายตาเฉียบคม และเมื่อหยิบเอาชื่อของออกพระขึ้นมาขู่พวกนางก็เริ่มหวาดวิตกกันจนหยุดฝีเท้าเอาไว้ตามที่ธูปหอมสั้งจริงๆ
“หึ! ออกพระท่านหรือจะมาสนเอ็ง ทุกวันนี้เอ็งก็แทบเป็นบ่าวไม่ต่างจากพวกข้าแล้วนั่นแหละ!” อึ่งเชิดหน้าเดินตรงเข้ามาเผชิญกับธูปหอมที่ตัวสูงไม่ถึงอกของตนเองด้วยซ้ำ หล่อนใช้สายตามองใส่เด็กหญิงอย่างเย้ยหยัน หากแต่ธูปหอมคนใหม่นี้ก็ไม่ได้มีนิสัยยอมคนจึงจ้องตากลับไปใส่บ่าวที่เหมือนจะนอนกับนายตน จนเหลิงคิดว่าตนเองเป็นนายไปแล้วเช่นกัน
“เจ้ายังไร้รอยขีดข่วนเช่นนี้..แปลว่าแม่ใหญ่ยังไม่รู้เรื่องที่เป็นเมียบ่าวของออกพระ ใช่หรือไม่อึ่ง?” ธูปหอมกล่าวออกมาทั้งที่สีหน้ายังคงนิ่งสงบ เธอจดจำได้จากความทรงจำว่ามีวันหนึ่งเผลอเดินไปเจอบิดาของตนกำลังนั่งผอดรักกับบ่าวคนนี้ในที่ลับตาคน และเท่าที่ดูจากนิสัยของแม่ใหญ่จากในอดีตไม่มีทางที่อึ่งจะรอดมาถึงตอนนี้ได้หากแม่ใหญ่รู้เข้า น่าเสียดายจริงเชียวที่ธูปหอมคนเก่าไม่เอาความลับนี้มาใช้ ไม่งั้นคงอยู่สุขสบายขึ้นโดยไม่มีมารมากวนนานแล้ว
และเป็นดั่งคาดอึ่งหน้าซีดเซียว กะพริบตามองเด็กหญิงที่กำลังมองตนด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป มือทั้งสองข้างกำแน่น จะกลับไปก็กลัวโดนหวาย หากแต่จะทำตามคำสั่งก็เกรงว่าเด็กคนนี้จะปากโป้งจนนายหญิงใช้โทสะจัดการตน อึ่งนั้นเคยเห็นมาแล้วว่าแม่นายจัดการกับเมียบ่าวลับๆของออกพระอย่างไร เพียงแค่นึกว่าต้องโดนน้ำร้อนราดแล้วโดนเฆี่ยนตีก็ต้องกลืนน้ำลายลงคอด้วยความหวาดหวั่น เสียงโหยหวนของเมียบ่าวคนนั้นยังคงฝั่งใจอึ่ง สุดท้ายอึ่งจึงยอมหันไปสั่งบ่าวหญิงให้พากันกลับเรือนใหญ่ไปในที่สุด
ธูปหอมที่เป็นคนใจดีมาแต่ไหนแต่ไรก็ยืนส่งบ่าวเหล่านั้นจนทั้งหมดหายลับไปจากสายตา เมื่อคนขัดหูขัดตาและขัดขวางความสงบหายไปเด็กหญิงก็ชวนยายจั่นไปพักกันในห้อง เพราะเธอนั้นคงจะต้องเริ่มแผนการหนีออกจากที่นี่ด้วยการซ่อนของมีค่าเอาไว้ ถึงโลกนี้ทุกอย่างจะไม่ขึ้นอยู่กับเงิน แต่จะไม่มีเลยก็ไม่ได้ และธูปหอมเชื่อว่าแม่ใหญ่จะต้องหาหนทางมาเอาของของเธออีกเป็นแน่
“คุณหนูอยากกินกระไรหรือเจ้าคะ ข้าจักหามาให้เจ้าค่ะ นี่ก็ใกล้เที่ยงแล้วหนาเจ้าคะ” ยายจั่นที่กำลังช่วยนับเครื่องประดับและพากันเอาใส่ถุงผ้าเตรียมเอาไปซ่อน ก็หันมาถามเสียงอ่อนเมื่อพึ่งนึกได้ว่ายามนี้ใกล้เที่ยงแล้ว ตอนนี้คุณหนูของนางคงใกล้หิวแล้วกระมัง
“กระไรก็ได้ทั้งนั้นแหละยายจั่น ข้ามิได้เรื่องมาก หรือจะให้ข้าไปทำช่วยดี อย่างไรข้าก็ว่างมิได้ทำกระไรอยู่แล้ว” ธูปหอมหันไปเสนอตัวเป็นลูกมือเข้าครัว หากแต่ความคิดนั้นก็ต้องถูกค้านทันทีทันใดด้วยฝีมือของหญิงชรา
“มิได้เจ้าค่ะ คุณหนูยังเจ็บอยู่หนาเจ้าคะ ไว้หายเมื่อใดค่อยคิดลงครัวเถิดเจ้าค่ะ ตอนนี้คุณหนูรักษากายไปก่อนหนาเจ้าคะ” ยายจั่นค้านห้ามเสียงอ่อนพร้อมให้เหตุผลที่สมควรฟัง เด็กหญิงตัวน้อยได้แต่ยู่หน้าด้วยความรู้สึกไม่ชอบใจ แต่ก็ยอมพยักหน้ารับฟังคำของยายจั่นอย่างว่าง่าย เพราะเธอเองก็ยังเจ็บแผลอยู่เช่นกัน ยิ่งพรุ่งนี้ต้องไปวัดด้วยแล้วคงต้องห่วงกายของตัวเองก่อน
จะว่าไปคนสมัยนี้ก็หัวรุนแรงเหมือนกันนะ เด็กตัวเล็กแค่นี้ฟาดมาอย่างกับจะฆ่าแกงกันทั้งเป็น คิดแล้วธูปหอมก็ต้องส่ายหัวระอากับความคิดคนสมัยนี้ ถ้าขืนอยู่ในยุคปัจจุบันเธอคงเอาเรื่องไปร้องมูลนิธิแล้ว
บทที่ 2
คำเตือน!!!
โลกในนิยายนี้เป็นโลกที่สร้างขึ้นมาเองไม่ได้อิงจากประวัติศาสตร์หรือยุคสมัยใด
มีการพูดถึงการรักษาช้างเบื้องต้นและพูดถึงสมันไพรแต่ไม่แนะนำให้ลองทำเอง! เพราะเรื่องบางเรื่องต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะที่จะเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง
หากมีข้อผิดพลาดประการใดหรือให้ข้อมูลใดๆผิดจากความเป็นจริง ไรท์ขอน้อมรับความผิดเอาไว้
และขอโทษไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ
และคำเตือนอีกครั้ง
การกระทำบางอย่างอาจดูไม่เหมาะสมโปรดอ่านเพื่อความบันเทิงเท่านั้น
บทที่ 2
เมื่อยามเช้าของวันใหม่มาถึง ยายจั่นก็ปลุกเด็กหญิงตั้งแต่ดวงอาทิตย์ยังไม่สาดแสง หาข้าวหาน้ำให้ธูปหอมกินรองท้องก่อนจะแปลงโฉมขัดสีฉวีวรรณคุณหนูตัวน้อยที่เคยมีสภาพทรุดโทรมจากการป่วย ให้กลายเป็นคุณหนูผู้เพรียบพร้อมแห่งเรือนเจ้าเมืองกมลทิพ ยังดีที่ชุดในวันนี้ธูปหอมต้องใส่เสื้อคอกลมแขนกระบอกสีขาวจันทร์วันเพ็ญทับด้วยสะไบสีฟ้านวลอ่อนปักด้ายเงิน ส่วนล่างก็เป็นโจงกระเบนสีเดียวกับสไบใส่เข็มขัดเงินทับเป็นเครื่องประดับชิ้นเดียวบนร่างกาย เพราะเกรงว่าหากใส่มากกว่านี้มันจะมากเกินไปจนทำให้เคืองใจแม่ใหญ่เข้า
“คุณหนู จะเกล้าผมขึ้นดีหรือไม่เจ้าคะ” ยายจั่นเดินไปหยิบปิ่นเงินมาแล้วถามความสมัครใจของนายหญิงตัวน้อย เมื่อเห็นว่าคุณหนูตนพยักหน้าหญิงชราก็เดินเข้าไปเกล้าผมให้ เมื่อได้มองคุณหนูผ่านคันฉ่องก็ต้องยิ้มกว้างอย่างสุขใจ เพราะนายหญิงตัวน้อยของตนนั้นเหมือนกับนายหญิงมธุสรยามเป็นเด็กมิมีผิด
“งามเหลือคณาเจ้าค่ะ”
“คิก..ยายจั่นก็พูดไป ข้าก็งามเท่าหญิงทั่วไปนั่นแล ไปเถิด ออกพระคงรอเราแล้ว” เด็กหญิงส่ายหัวกับคำชมที่ยกยอเกินไปนี้ แล้วหันไปเร่งหญิงชราให้รีบพากันออกไป เพราะขืนไปช้าคงโดนว่าเป็นแน่ สู้ไปนั่งรอยังดีกว่าให้ใครได้โอกาสมาตำหนิ
ธูปหอมเดินมานั่งรอที่ท่าน้ำหน้าเรือนด้วยความใจเย็น ไม่สนสายตาของบ่าวในเรือนที่เหลือบมองกันมาทางนี้ด้วยสายตาขบขัน เพราะบ่าวในเรือนนี้ก็ต่างรู้ว่าคุณหนูธูปหอมผู้นี้แทบจะไม่มีศักดิ์เป็นนายเลยในเรือนนี้ และวันนี้ก็คงมิได้ออกไปวัดเป็นแน่หากสหายของออกพระแก้วกันยาไม่คิดเอาธูปหอมไปเป็นเมียให้บุตรชายคนโต
ยายจั่นที่เห็นสีหน้าที่เหมือนกำลังอมทุกข์ของคุณหนูก็ต้องรีบขยับกายเข้าไปใกล้ และยกมือขึ้นไปกุมมือเล็กๆของเด็กหญิงที่ตนพยายามอย่างยิ่งในการถนุถนอมมา แล้วกล่าวปลอบคุณหนูน้อยเพื่อให้เด็กหญิงรู้สึกมีกำลังใจอีกครั้ง
“คุณหนู..คุณหนูอย่าไปสนใจพวกบ่าวเหล่านั้นเลยหนาเจ้าคะ หากเป็นไปได้ด้วยดีอีกเพียงสามปีคุณหนูก็จะได้แต่งออกเรือนแล้วหนาเจ้าคะ อย่าเศร้าหมองไปเลยหนาเจ้าคะ”
“เศร้า?” ธูปหอมที่กำลังใช้ความคิดในการวางแผนหนีออกจากที่อยู่อย่างเคร่งเครียด เงยหน้าขึ้นมาสบตากับยายจั่นพร้อมทั้งเอียงคอเล็กน้อยทำตากลมโตแสดงเครื่องหมายคำถาม ในใจก็แอบคิดอยู่ว่าหน้าของตนเองดูเศร้าหมองขนาดนั้นเชียวเลยเหรอ? เธอก็ว่าเธอทำหน้าปกติแล้วนะ แค่หลุบตาต่ำมองพื้นเฉยๆ
“อะ..ออกพระมาแล้วเจ้าค่ะ” ยายจั่นกระซิบบอกก่อนจะรีบถอยกรูดออกไป ไม่ให้ตนเข้าไปขวางทางผู้ที่มีศักดิ์เป็นนายทั้งหลาย
ธูปหอมหันไปมองคนมาใหม่ด้วยสายตาพิจารณา ชายวัยกลางคนที่สวมเสื้อคอกลมแขนกระบอกสีน้ำเงินเข้มคู่กับโจงกระเบนสีน้ำตาล ไว้หนวดบนใบหน้าจนดูน่าเกรงขาม คนผู้นี้คือชายต้นเรื่องของความโชคร้ายของธูปหอม ออกพระแก้วกันยาเจ้าเมืองกมลทิพ ส่วนหญิงวัยกลางคนที่ยังดูสาวนั้นก็ไม่พ้นคุณหญิงมนรดา เมียเอกคนปัจจุบันของออกพระแก้วกันยา แล้วก็บุตรชายอีกสองคนที่เดินตามมานั้น คนที่เดินประกบออกพระแก้วกันยาด้านซ้ายเป็นลูกชายคนที่สอง และเป็นพี่ธูปหอมหนึ่งปีชื่อว่า ฤทธิ์ ส่วนอีกคนที่เดินตามหลังมาก็ชื่อว่า ชิต เป็นลูกคนเล็กที่พึ่งแปดขวบเมื่อไม่กี่เดือนที่แล้วเอง
และคนสุดท้ายแต่ก็ไม่ใช่ท้ายสุด บุตรสาวคนเดียวหากไม่นับตัวเธอ จอมขวัญ ลูกหัวแก้วหัวแหวนที่คุณหญิงมนรดาประคบประหงมสอนงานบ้านงานเรือนและมารยาทเป็นอย่างดี แต่ก็ยังไม่ถึงวัยโกนจุกตอนนี้จึงยังสวมมาลัยไว้บนหัว แต่กระนั้นความน่ารักน่าเอ็นดูก็ไม่น้อยหน้าใครเลยจริงๆ ธูปหอมที่เห็นก็ได้แต่แอบถอนหายใจและส่ายหัวในใจอย่างเสียดายเมื่อนึกไปถึงนิสัยใจคอที่เจ้าตัวทำตอนอยู่กับเธอ
“มารอนานแล้วหรือแม่ธูปหอม?” ออกพระแก้วกันยาทักบุตรสาวคนโตของตนเมื่อเห็นว่าวันนี้ลูกคนนี้มารอที่ท่าน้ำก่อนใคร ชายวัยกลางคนยกมือขึ้นรับไหว้จากเด็กหญิงที่ตนเอ่ยทักทาย
“ไม่นานเจ้าค่ะ” ธูปหอมแสร้งยิ้มอ่อนหวานออกมาหลังจากยกมือไหว้ โยนทิ้งการนั่งรอตรงนี้เกือบชั่วยามไปไม่คิดมาถือโทษโกรธเคืองเอาความอะไร
ออกพระแก้วกันยาที่เห็นว่าบุตรสาวนั้นไม่ได้ติดใจอันใดจึงเดินนำลงเรือพายที่จอดเทียบท่าเอาไว้แล้ว เมียเอกอย่างมนรดาก็รีบก้าวเท้าสาวตามไปติดๆโดยไม่ลืมคว้าแขนลูกสาวสุดที่รักไปนั่งกับตนด้วย ส่วนบุตรชายอีกสองคนก็หันไปนั่งเรืออีกลำที่ถูกพายมา ธูปหอมที่มองดูอยู่ก็ละเหี่ยใจส่ายหัวเบาๆให้กับคนเรือนนี้ ดูแล้วเธอคงจักต้องไปนั่งร่วมกับเรือที่ขนข้าวของไปทำบุญที่วัดพร้อมกับบ่าว
เด็กหญิงไม่เพียงแต่คิดกลับหันไปรับตระกร้าสานที่ใส่พวงมาลัยมา แล้วเดินตรงไปขึ้นนั่งเรือที่วางข้าววางของของนายเมื่อบ่าวพากันขนเสร็จจริงๆ ไม่มีใครคนใดคิดจะทักท้วงราวกับที่ตรงนี้แลที่ถูกจัดให้กับคุณหนูผู้นี้ ยายจั่นที่เป็นบ่าวเพียงคนเดียวอยู่ข้างกายของธูปหอม เธอได้แต่รู้สึกจุกอกแทนนายของตนเองที่ต้องมาโดนกระทำเช่นนี้ทั้งที่กำลังเป็นคนที่เชื่อมไมตรีเพิ่มอำนาจให้แก่ออกพระท่าน
เมื่อมาถึงวัดธูปหอมที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคุณหนูไม่เคยมาวัดมาก่อนกลับทำให้ออกพระแก้วกันยากับมนรดาต้องทึ่งจนเก็บอาการแทบไม่อยู่ เพราะท่าทางที่ธูปหอมแสดงออกมามันเหมือนว่าเจ้าตัวเคยเข้าวัดถวายเพลและกราบไหว้บูชามาหลายครั้ง บทสวดบางบทเด็กหญิงก็กลับรู้และสามารถท่องตามญาติผู้ใหญ่ได้อย่างคล่องแคล่ว จนใครต่อใครต้องเดินมาเอ่ยปากชมต่อหน้าออกพระแก้วกันยาและพูดกันลับหลังชื่นชมเด็กรู้ความคนนี้
ธูปหอมเองก็ยิ้มกว้างรับคำชมพร้อมทั้งยกมือไหว้ผู้ใหญ่ที่เข้ามาทักทายอย่างอ่อนช้อย จนต้องพากันนึกเอ็นดูระคนและเผลอเมินจอมขวัญที่นั่งข้างผู้เป็นแม่ไปเสียสนิท ทั้งที่เมื่อก่อนจอมขวัญมาวัดทีไหร่ผู้ใหญ่แทบทุกคนก็ต้องเข้ามาทักเข้ามาชมจนตัวลอย ทำให้จอมขวัญที่ทนฟังไม่ไหวต้องรีบลุกลงจากศาลาไป
“คุณพ่อเจ้าคะ ข้าขอไปกรวดน้ำก่อนได้หรือไม่เจ้าคะ” ธูปหอมที่เริ่มรู้สึกเหมื่อยจากการยิ้มกว้างและนั่งพับเพียบอย่างผู้ดีแล้วก็หันไปอ้างเรื่องกรวดน้ำกับพ่อ เพื่อที่ตนจะได้ไปเดินยืดเส้นยืดสายสักหน่อย จะได้ไปสำรวจด้วยเพราะเธออยากจะเห็นว่าวัดในยุคโบราณแบบนี้มันเป็นอย่างไร แล้วคนสมัยก่อนเขาทำอะไรกันบ้างนอกจากเข้ามากราบพระ
“อืม อย่าไปไกลเล่าเจ้าธูปหอม” ออกพระแก้วกันยาที่ตอนนี้ได้หน้าเต็มๆจากการไหว้พระอันเป๊ะครบสูตรของธูปหอมก็ยิ้มกว้างหันมาพูดเสียงสองเสียงสามกับบุตรสาว แล้วหันไปพูดคุยกับออกหลวงวรนนซึ่งกำลังคุยเรื่องคู่หมั้นกับเรื่องลูกชายกันอยู่อย่างออกรส ธูปหอมเองที่ได้คำอนุญาตแล้วก็รีบคลานเข่าออกไปลงศาลาวัด
“คุณหนู คุณหนูจะไปไหนหรือเจ้าคะ” ยายจั่นที่รออยู่ข้างล่างศาลาทันทีที่เห็นธูปหอมเดินลงมาตนก็รีบเข้าไปหา เผื่อมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นตนจะได้รีบช่วยคุณหนูได้ทัน
“ข้าจักไปกรวดน้ำเจ้าค่ะ นี่จ้ะยาย เอาตระกร้าไปเก็บไว้ทีหนาเจ้าคะ อีกครึ่งชั่วยามออกพระท่านน่าจะพากลับแล้ว” ธูปหอมส่งตระกร้าให้ยายจั่นไปก่อนจะเดินถือบงกชแก้วหาต้นไม้ใหญ่เพื่อทำการกรวดน้ำ อุทิศบุญส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวรและธูปหอมคนเก่า
มันอาจจะดูแปลกตาสำหรับผู้ใหญ่หลายคนเพราะธูปหอมไม่เคยมาที่นี่ หากแต่ในฐานะเทียนหอมที่ต้องอยู่ในโรงพยาบาลช้างแถบชนบท เธอก็ได้เข้าวัดเข้าวาเป็นงานรองของตนเองเพราะลุงเมิ่งพาไปทุกครั้งที่มีโอกาส ลุงแกมักเชื่อว่าเธอนั้นมีเจ้ากรรมนายเวรตามทำให้ต้องถูกทิ้งขว้างและถูกคนรอบข้างทำตัวใจร้ายใส่ หากจะให้พูดถึงเรื่องที่เสียดายที่สุดหลังจากเธอตายแล้วมาอยู่ในร่างนี้ ก็คงจะเป็นเรื่องที่ยังไม่ทันได้ตอบแทนบุญคุณของลุงเมิ่ง ชายที่ขอร้องให้เธอได้อยู่ที่โรงพยาบาลช้าง เติบโตมาอย่างเต็มคุณภาพทั้งยังมีงานรองรับในอนาคต
มันช่างน่าเสียดายนักที่เธอต้องมาตายก่อนจะได้ทำตามที่ตั้งใจเอาไว้ ถ้าเธอขอได้ ก็ขอให้ลุงเมิ่งอย่าเศร้าสร้อยกับการจากไปของเธอและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขช่วยเหลือเหล่าช้างและชาวบ้านตามที่กำลังจะไหวต่อไป
“สาธุ..” ธูปหอมกระพุ่มมือเป็นดอกบัวตูมแล้วยกขึ้นไหว้จรดหัว นิ้วโป้งแตะตรงหว่างคิ้วและนิ้วชี้ก็แตะสุดปลายของหน้าผาก
จิตใจที่กำลังสงบแตกกระเจิงทันทีเมื่อมีเท้าเตะเข้าที่ช่วงเอว ร่างของเด็กหญิงที่กำลังนั่งยองๆก็ล้มเซกระแทกกับพื้น ธูปหอมเงยหน้าขึ้นสบตากับเด็กหญิงวัยสิบขวบกับน้องชายคนเล็กวัยแปดปี ทั้งสองกำลังยิ้มเยาะมองเธอพลางขำกันคิกคัก จนธูปหอมคิดอยากจะลุกขึ้นไปสั่งสอนให้รู้ความ แต่เมื่อนึกถึงสถานะตัวเองในตอนนี้เด็กหญิงก็กำมือแน่นเพื่อสงบอารมณ์ขุ่นเคืองลง เธอจะไม่หาเหาใส่หัวเด็ดขาด ตอนนี้เธอไม่มีอำนาจ สู้ไปก็มีแต่จะแพ้และรับโทษหนักกว่าเดิม
“น้องจอมกับน้องชิตมาแกล้งพี่เช่นนี้มีอันใดหรือ?” ธูปหอมถามเสียงหวานกับเด็กน้อยทั้งสองราวกับเมื่อกี้ไม่ได้โดนฝ่าเท้าของใครเตะจนล้ม ทำเอาเด็กน้อยทั้งสองที่เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของธูปหอมต้องพากันฉุนเฉี่ยวไปใหญ่
“เอ็งยิ้มกระไรไอ่ธูป” เป็นชิตเองที่ขึ้นเสียงถามกับธูปหอม ทำราวกับคนตรงหน้ามิใช่พี่สาวแต่เป็นเพียงขี้ข้าใต้เท้าที่จะทำสิ่งใดก็ได้ ยิ่งต้นไม้ใหญ่ต้นนี้ไม่ได้มีใครเดินเข้ามาเฉียดจนบริเวณนี้เปลี่ยวไร้คน ทำให้ต่อให้ตนทำกระไรก็ไม่มีใครเห็นและรับรู้ หรือต่อให้มีก็คงเป็นแค่พวกบ่าว ชิตที่ถือตนเป็นศักดิ์นายก็ไม่คิดเกรงกลัวใคร
“ข้ายิ้มทักทายน้องมิได้เชียวหรือ?” ธูปหอมที่เห็นว่าจอมขวัญและชิตไม่ชอบเวลาตนยิ้มก็ยิ่งยิ้มกว้างไปใหญ่ กวนประสาทได้ง่ายแบบนี้ใครมันจักไม่ทำกัน
“ใครน้องเอ็งอีธูป เอ็งมันก็แค่ลูกถูกทิ้ง แค่สหายของพ่อพูดยกยอเพียงนิดอย่าคิดว่าจะมานับเป็นพี่เป็นน้องกันได้” จอมขวัญกอดอกใช้สายตาเย็นเหยียบมองเด็กหญิงที่โตกว่าตรงหน้า นิสัยที่ดูถูกดูแคลนนี้มีได้เพราะถูกผู้เป็นแม่เสี้ยมสอนมาจนดูน่าเกลียด แม้นว่าเด็กคนนี้จะหน้าตาน่ารักเพียงใดแต่ในสายตาของธูปหอมนั้น มันไม่มีค่าพอจะให้เธอรู้สึกให้อภัยได้เลยจริงๆ ใช้ความน่ารักไม่เป็นเลยนะเด็กคนนี้
“พวกเจ้าไม่คิดจักนับพี่นับน้องกับข้าหรือเจ้าจอมขวัญ เจ้าชิต?” ธูปหอมยังคงสงบและถามกลับด้วยถ้อยวาจาที่ชัดเจน เพื่อที่จะใช้คำพูดในวันนี้เป็นตัวตัดภาระในอนาคตของตนเอง
“อืม ให้ตายยังไงข้าก็มิมีวันนับพี่นับน้องกับคนเยี่ยงเอ็งหรอกอีธูป” จอมขวัญตอบเสียงแข็งโดยมีเจ้าชิตพยักหน้าพูดสนับสนุน
“ใช่ คนมิมีค่าเยี่ยงเอ็งใครมันจักอยากได้เป็นพี่เป็นน้อง”
“พวกโยมสองคนอาฆาตพี่สาวตนเองเช่นนี้มันเป็นบาปหนา”
เสียงของพระภิกษุสงฆ์ที่ดังแทรกขึ้นมาทำให้เด็กน้อยทั้งสองที่แอบมาทำนิสัยเสียลับหลังบิดามารดาต้องหน้าซีด เพราะกลัวว่าเรื่องที่ตนทำจะถูกพูดออกไปจนทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง และแน่นอนว่าคงจักถูกคุณพ่อและคุณแม่ทำโทษเป็นแน่
“เอ็งสองคนขอโทษนางเสีย ถึงจักมิชอบนางเพราะนางเป็นลูกของเมียอีกคน แต่นางก็ยังเป็นพี่สาวเลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกับพวกเอ็งสองคนหนา” พระภิกษุว่ากล่าวสอนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ไม่แม้แต่จะใส่อารมณ์กับเด็กน้อยกริยามิงามทั้งสองคน
หากแต่จอมขวัญและชิตที่ถูกสอนว่าอย่ายอมก้มหัวให้กับลูกเมียอื่นก็ถือดีเกินกว่าจะยอมฟังคำพระอย่างว่าง่าย เด็กทั้งสองทำเพียงยกมือขึ้นไหว้พระสงฆ์รูปนี้แล้วรีบพากันเดินออกไปโดยไม่สนนกสนกาทั้งสิ้น เมื่อเด็กสองคนผู้สร้างเรื่องจากไปธูปหอมก็หันมายกมือไหว้ขอบคุณพระภิกษุรูปนี้ที่เข้ามาช่วยตน
“ขอบคุณเจ้าค่ะหลวงตา” เด็กหญิงรู้สึกโล่งใจ เพราะเมื่อกี้เธอแอบคิดว่าอาจจะมีเรื่องในวัดเลยถ้าเกิดเด็กสองคนนั้นไม่ยอมปล่อยเธอไปโดยง่าย และคนที่ต้องรับผิดก็คงไม่พ้นเธออยู่แล้ว
“มิต้องขอบคุณอาตมาดอกโยมเทียนหอม อาตมาทำเพียงสั่งสอนตามที่เห็นสมควร เห็นแล้วก็นึกสงสารกลัวเด็กสองคนนั้นจะโตมาแล้วใช้ชีวิตลำบาก” หลวงตาว่าเสียงเนิบนาบแต่เต็มเปี่ยมด้วยความเมตตากรุณาจนธูปหอมต้องนับถือในใจ เธอเจ้าใจแล้วว่าทำไมคนสมัยก่อนถึงเข้าวัดเข้าวาและเลือกที่จะเรียนในวัดกันนัก เพราะคำสอนที่ไม่มีการใส่อารมณ์แต่ใช้หลักเหตุและผลเช่นนี้เอง
“เดี๋ยวนะเจ้าคะ เมื่อกี้หลวงตาเรียกข้าว่าเทียนหอมหรือ?” ธูปหอมตกใจจนเก็บสีหน้าไม่อยู่ เมื่อครู่เพราะเธอยังชินกับชื่อเก่าเมื่อถูกเรียกจึงไม่รู้สึกขัดหู แต่เมื่อได้นึกว่าตอนนี้ตนต้องใช้ชีวิตในฐานะธูปหอมมันก็ทำให้ต้องกลับมาสะดุดนึกถึงประโยคที่หลวงตาท่านพูดอีกครั้ง
“อืม อาตมาเรียกโยมว่าเทียนหอม” หลวงตาที่ชราภาพมากแล้วพยักหน้ารับพร้อมคำยืนยัน ทำเอาเด็กหญิงต้องยกมือขึ้นปิดปากที่อ้าค้างด้วยความตกตะลึง
“ได้เยี่ยงไรกันเจ้าคะ? หลวงตาทราบชื่อจริงๆของข้าได้อย่างไรหรือ?” เด็กหญิงที่มาต่างถิ่นต่างแดนแสดงความใคร่รู้ออกมาเมื่อมีคนรู้ว่าตนไม่ใช่คนที่นี่ หลวงตาเองก็คลี่ยิ้มรับก่อนจะตอบออกมา
“เทวดามาเข้าฝันข้าไว้ว่าจักมีคนจากที่อื่นมา ข้าจึงอยากจักมาทักทายถามไถ่ว่าโยมเทียนคุ้นชินกับที่แล้วหรือ เป็นเยี่ยงไรเล่า ได้ตามที่ใจเคยขอเอาไว้ ชอบหรือไม่?”
“ตามใจขอ? ไม่น่าใช่หนาเจ้าคะ เพราะที่ข้าเป็นอยู่เนี่ยมันดูจักไม่ตรงกับข้อไหนของข้าเอาเสียเลย” ธูปหอมยิ้มเจื่อนออกมา มันจะไปตรงกับพรที่เธอเคยขอข้อไหนกันกับการที่เกิดมาอยู่ในร่างของเด็กที่เสียแม่ตั้งแต่เกิด มีครอบครัวสุดปวดหัวที่ไม่เห็นหัวกัน ซ้ำยังไม่มีแม่ให้คอยกอดคอยหอม ชีวิตความเป็นอยู่ตอนนี้แย่กว่าชีวิตเก่าในฐานะเทียนหอมของเธอมากเสียอีก
“หึ..โยมไตร่ตรองดีๆเสียเถิด ยามนี้ออกพระท่านคงถามหาเจ้าแล้ว เรื่องอะไรค่อยว่ากันวันพรุ่ง มาหาข้าที่โบสถ์หลังศาลาหนาโยมเทียนหอม ข้ามีสิ่งสำคัญที่จักต้องมอบให้เจ้า” หลวงตาขำในลำคอเบาๆก่อนจะนัดแนะยามเวลาสถานที่กับเด็กหญิง แล้วจึงเดินจากไปโดยไม่ฟังคำใดอีก ธูปหอมที่ทำอะไรไม่ได้ก็พนมมือยกขึ้นไหวลาพระภิกษุรูปนี้
“อยากจะรู้อะไรคงต้องรอพรุ่งนี้จริงๆ” ธูปหอมพึมพำกับตนเองก่อนจะรีบเดินกลับขึ้นไปบนศาลา เพราะเธอนั้นใช้เวลาเดินออกมานานมากพอควรแล้ว ควรจะรีบกลับไปก่อนจะถูกใครตำหนิได้ เมื่อครู่ยิ่งพึ่งมีเรื่องกับเจ้าชิตและเจ้าจอมขวัญไป ไม่รู้ว่าตอนนี้สองคนนั้นจะเอาความไปบอกกับออกพระแก้วกันยาว่าเยี่ยงไรแล้ว ธูปหอมควรจะรีบกลับไปเพื่อที่จะได้แก้ต่างให้ตนเองได้ทัน มิเช่นนั้นหากถูกทำโทษพรุ่งนี้นางคงจะไม่สามารถออกจากเรือนเพื่อมาหาหลวงตาได้
บทที่ 3
คำเตือน!!!
โลกในนิยายนี้เป็นโลกที่สร้างขึ้นมาเองไม่ได้อิงจากประวัติศาสตร์หรือยุคสมัยใด
มีการพูดถึงการรักษาช้างเบื้องต้นและพูดถึงสมันไพรแต่ไม่แนะนำให้ลองทำเอง! เพราะเรื่องบางเรื่องต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะที่จะเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง
หากมีข้อผิดพลาดประการใดหรือให้ข้อมูลใดๆผิดจากความเป็นจริง ไรท์ขอน้อมรับความผิดเอาไว้
และขอโทษไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ
และคำเตือนอีกครั้ง
การกระทำบางอย่างอาจดูไม่เหมาะสมโปรดอ่านเพื่อความบันเทิงเท่านั้น
บทที่ 3
เมื่อกลับมาถึงเรือนแทนที่ธูปหอมจะได้เดินกลับเรือนเล็ก ออกพระแก้วกันยาก็ดันเรียกรั้งให้ขึ้นไปยังเรือนใหญ่เสียก่อน ธูปหอมทำใจไว้ทันทีเมื่อรู้ว่าตนต้องขึ้นเรือนใหญ่ เพราะตอนอยู่ศาลาวัดออกพระมิได้มีท่าทีตำหนิอะไรเธอ คงกลัวว่าจะเสียหน้าและโดนคนอื่นมองไม่ดีจึงตัดสินใจเรียกเธอไปตำหนิบนเรือนใหญ่ทันทีที่ถึง
ขนาดไม่ใช่คนเริ่มนะเนี่ย..จะโดนอะไรบ้างนะเรา ธูปหอมขบคิดในขณะที่กำลังนั่งก้มหน้าก้มตาอยู่หน้าตั่งกลางศาลาของเรือนที่มีออกพระแก้วกันยานั่งอยู่ ตั่งด้านซ้ายนั้นก็เป็นแม่มนรดาที่กำลังนั่งทำสีหน้านิ่งคู่กับบุตรสาวและบุตรชายคนเล็ก
“ธูปหอม เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าวันนี้ได้กระทำอะไรลงไป?” เสียงเข้มของออกพระแก้วกันยาดังขึ้นทำให้เด็กหญิงต้องสะดุ้งเบาๆ เธอล่ะกลัวเหลือเกินว่าจะต้องโดนหวายลงหลังอีกครา ความเจ็บปวดที่จดจำอยู่ในความทรงจำนั้นทำให้ธูปหอมต้องแอบตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวลึกๆ
“ธูปหอม…เจ้าทำได้ดีมากวันนี้ มีแต่ผู้คนชื่นชมเจ้าว่าเป็นแม่หญิงรักธรรมะธรรมโม แม้นจะไม่ได้ไปวัดบ่อยแต่กลับทำทุกอย่างได้อย่างคล่องแคล่ว ทั้งออกหลวงวรนนก็ชมชอบใจนักคิดอยากจักได้ไปเป็นสะใภ้ให้เจ้าทศมันในเร็ววัน สมแล้วที่เป็นบุตรีของข้า” ออกพระแก้วกันยาชื่นชมออกมาโดยไม่คิดปิดบังท่าทีดีอกดีใจ เพราะหากได้เกี่ยวดองกับออกหลวงวรนนที่รับใช้ใกล้ชิดเจ้าเหนือหัว ตนก็มีโอกาสที่จะสามารถหาผลงานขอการอวยยศได้จากความกว้างขวางของออกหลวงผู้นี้
หากแต่กลับมีคนไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง มนรดาหันขวับไปมองผู้เป็นผัวด้วยดวงตาเบิกโพรง แน่นอนว่านางได้ให้บุตรทั้งสองพูดบอกแล้วว่าเด็กหญิงคนนี้ทำสิ่งใดเมื่ออยู่ที่วัด แต่ออกพระท่านกลับเมินเฉยทำราวกับเรื่องที่บุตรทั้งสองพูดไม่มีความสำคัญเลยสักนิด
“ขะ ขอบคุณเจ้าค่ะคุณพ่อ” ธูปหอมเองก็ตกใจไม่น้อยที่จู่ๆตนถูกชมเช่นนี้ แต่ได้คำชมมาใครนั้นจักไม่ชอบ เธอก็ต้องยิ้มรับและกล่าวขอบคุณเสียสิ นานๆทีบิดาคนนี้จะเอ่ยปากชมที
“มาเอานี่เสีย ข้าให้เจ้าเอาไว้ เผื่อวันใดออกหลวงท่านจักพาเจ้าทิศมาพบ เจ้าจักได้งามสมกับเป็นลูกของข้า” ออกพระแก้วกันยาหันไปพยักหน้าให้กับบ่าวหญิงของตนให้รีบคลานนำกล่องเครื่องประดับและผ้าแพรไว้นุ่งห่มให้กับธูปหอม เด็กหญิงก็รับมันมาถือไว้อย่างดีแล้วกล่าวขอบคุณอีกครา ก่อนจะส่งมอบให้ยายจั่นเป็นผู้ถือไป
เมื่อรับฟังคำชมมาพอควรแล้วธูปหอมก็ได้รับอนุญาตให้กลับไปยังเรือนเล็กๆของตน ธูปหอมกับยายจั่นก็ไม่วายพูดคุยกันเกี่ยวกับความโชคดีในวันนี้ที่นอกจากจะไม่โดนดุว่าแล้ว ซ้ำยังได้เครื่องประดับกับผ้าแพรมาอีก หนึ่งปีจะมีหนเสียด้วยซ้ำที่ออกพระท่านจะแสดงความรักต่อลูกเช่นนี้ ถึงแม้มันจะไม่ใช่ความรักจริงๆก็ตาม
“ยายจั่น อย่าเอาผ้าแพรผืนนี้กับเครื่องประดับไปเก็บไว้หีบหนา ส่วนของที่คุณพ่อรีบเอาไปซ่อนไว้ให้เรียบร้อย หากแม่มนรดามาเราจักได้ไม่เสียของที่คุณพ่ออุตส่าห์ให้มาไปเจ้าค่ะ” ธูปหอมหันไปพูดเสียงอ่อนเสียงหวานวานให้ยายจั่นเอาของที่พึ่งได้มาไปซ่อนเอาไว้ ยายจั่นเองก็ไม่ขัดคำใดเพราะรู้เช่นกันว่าด้วยนิสัยของแม่นายมนรดา นางจะต้องให้คนมาชิงไปแน่แท้
และธูปหอมก็ไม่ถูกปล่อยให้ผิดหวัง เมื่อใกล้พรบค่ำยามเวลาโพล่เพล่ท้องฟ้าเป็นสีส้มแดงใกล้มืด หญิงสูงศักดิ์ที่มียศเป็นถึงนายหญิงของเรือนออกพระแก้วกันยาเดินนำหน้าบ่าวคนสนิททั้งสองคนตรงมายังเรือนเล็กแห่งนี้ เด็กหญิงตัวน้อยที่มองดูเหตุการณ์ผ่านหน้าต่างก็ไม่ได้ตื่นตระหนกอะไรเพราะเตรียมพร้อมเอาไว้แล้ว
“คุณหนูอยู่ในห้องนี้ก่อนหนาเจ้าคะ หากมิจำเป็นก็อย่าออกมาจนกว่าแม่นายมนรดาจะกลับไปเสียเถิดเจ้าค่ะ”
ยายจั่นเองที่เห็นแบบนั้นก็รีบออกจากห้องนอนมารับหน้ากับแม่นายมนรดาด้วยท่าทีนิ่งสงบ กับหญิงคนนี้จะแสดงความโกรธเกรี้ยวไม่ได้เป็นอันขาดมิเช่นนั้นจะถูกสั่งลงโทษในข้อหาเหิมเกริมไม่เห็นหัวนาย ยายจั่นนั่งพับเพียบก้มหน้าก้มตามองพื้นก่อนจะเอ่ยถามผู้ที่เดินขึ้นมาบนเรือนเล็กด้วยน้ำเสียงเรียบ
“คุณหญิงมนรดามาถึงเรือนเล็กเช่นนี้มีเรื่องกระไรหรือเจ้าคะ?”
“ข้ามาเอาของที่ออกพระท่านประทานให้นายเอ็งอีจั่น” มนรดากระแทกน้ำเสียงพูดกับบ่าวอายุมากคนนี้ ก่อนจะใช้เท้าออกแรงเตะยายจั่นให้ออกไปให้พ้นทางตน แล้วเดินตรงเข้าไปภายในห้องนอนที่มีเด็กหญิงตัวน้อยกำลังนั่งพาดคางและแขนบนขอบหน้าต่างไม้
“คุณหญิง! คุณหญิงจะเข้าไปเช่นนั้นไม่ได้หนาเจ้าคะ ปล่อยข้านังอึ่ง!” ยายจั่นพยายามดิ้นสู้แรงของอึ่งที่เข้ามาจับตนไว้ แต่แรงของหญิงชราภาพกับหญิงสาววัยกลางคนย่อมต่างกันราวฟ้ากับเหวทำให้สุดท้ายก็ทำได้เพียงดิ้นและมองดูการเผชิญหน้าระหว่างคุณหนูกับคุณหญิงมนรดา
“นังเฟือง รีบค้นให้ทั่ว เจอกระไรก็เอามาให้หมด” มนรดาหันไปสั่งบ่าวคนสนิทอีกคนที่ตามมาให้เริ่มค้น เฟืองจึงรีบวางตะเกียงแล้วตรงเข้ามาค้นข้าวค้นของลื้อหีบไปทั่ว แต่สิ่งที่ได้กลับเป็นชุดที่เด็กหญิงใส่ไปวัดเมื่อเช้านี้กับเข็มขัดเงินแท้เส้นเดียว นอกนั้นก็ไม่ได้มีตัวไหนที่คุณหญิงตนจักชื่นชอบอีก แต่เฟืองก็ยังพยายามหาต่อไปทั้งลื้อเบาะนอนลื้อโต๊ะเครื่องแต่งหน้าจนข้าวของที่มีกันน้อยนิดเริ่มออกมาระเกะระกะตา
ธูปหอมนั่งมองการกระทำของทั้งสามคนด้วยสายตาเศร้าหมองของคนที่ไม่มีทางสู้ ก่อนจะค่อยๆอ้าปากขึ้นถามผู้เป็นแม่ใหญ่ด้วยน้ำเสียงเบาหวิว
“แม่ใหญ่..กำลังหากระไรอยู่เจ้าคะ?”
มนรดาหันมามองตาเขียวใส่เด็กที่บังอาจปริปากถามเธอ แต่เมื่อได้เห็นสภาพที่ดูสิ้นหวังเช่นนั้นของธูปหอมอารมณ์ที่ขุ่นเคืองก็ดีขึ้นมาทันตาเห็น คงเพราะธูปหอมหน้าตาคล้ายคลึงมารดาที่เป็นหนามหัวใจของมนรดา ทำให้มนรดาต้องร้ายใส่เด็กที่ไม่รู้เรื่องคนนี้เพื่อจักได้เห็นใบหน้าที่สิ้นหวังและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด มันเหมือนเธอได้แก้แค้นหญิงสาวคนนั้นที่มาขัดขวางงานแต่งเธอกับออกพระท่าน และมอบฉายาหญิงชู้มาให้ทั้งที่ไม่ใช่เลยสักนิดเดียว
เธอคือเมียของออกพระแก้วกันยาก่อนที่มธุสรจะถูกพระราชทานมาให้แก่ออกพระเสียด้วยซ้ำ เธอท้องก่อน คลอดบุตรให้กับออกพระก่อน แต่กลับต้องถูกขนานนามว่าเป็นหญิงอื่นที่เข้ามาขัดความรักระหว่างคนทั้งคู่ จักไม่ให้เธอแค้นได้เยี่ยงไร ที่เธอมีโอกาสได้ขึ้นมาเป็นเมียเอกให้สามารถเชิดหน้าชูตาได้ก็เพราะมธุสรสิ้นใจไปในตอนคลอดบุตร แต่ก็ไม่วายทิ้งเด็กคนนี้ไว้เป็นหนามคอยต่ำใจเธอในทุกครั้งที่มองหน้าเด็กคนนี้
“ข้าก็มาเอาของของข้าน่ะสิ เอ็งเอาของที่ออกพระประทานให้ไปเก็บไว้ไหนนางตัวดี” มนรดายิ้มเหี้ยมพูดกับเด็กหญิงตัวน้อยจนเจ้าตัวร่างสั่นเทิ้ม หากแต่คำพูดต่อมาของธูปหอมที่กำลังหวาดกลัวตนจนตัวสั่นทำให้หัวคิ้วทั้งสองต้องย่นเข้าหากัน
“ขะ ข้าก็ให้อึ่งตั้งแต่ลงเรือนใหญ่มาแล้วเจ้าค่ะ เมื่อวานแม่อึ่งก็มาเอาไป วันนี้แม่ใหญ่จักเอาสิ่งใดอีกเล่าเจ้าคะ” เสียงหวานของเด็กน้อยสั่นครอนทำให้คำพูดที่เด็กผู้ถูกชังกล่าวมาดูจักเป็นความจริงเสียมากกว่าจะเป็นคำโป้ปดได้
“มิใช่นะเจ้าคะแม่นาย! เมื่อวานมันไล่ตวาดข้ากลับเรือนใหญ่ไปจนข้าเอาของมามิได้สักชิ้นเจ้าค่ะ แม่นายอย่าไปเชื่อมันหนาเจ้าคะ” อึ่งที่โดนโยนเผือกร้อนให้มาจึงรีบแก้ตัวกับนายตนทันที
“หาก..แม่ใหญ่ไม่เชื่อข้า ก็ค้นดูทั้งเรือนได้เลยเจ้าค่ะ เพราะมันไม่มีสิ่งใดแล้วนอกจากเข็มขัดเงินนั่น” ธูปหอมชี้ไปยังข้าวของที่เฟืองหอบถือเอาไว้ พร้อมหลุบตาต่ำไม่แม้แต่จะกล้าสบตากับเฟืองเพราะจำได้ฝั่งใจว่าบ่าวหญิงคนนี้เคยถีบตนจนตกบันไดมาแล้ว
มนรดานิ่งสะงั่นมองเด็กวัยสิบสองปีสลับกับบ่าวของตนเอง หญิงวัยกลางคนผู้งามสะพรั่งแต่เต็มไปด้วยความโหดเกินงามไปแล้วหันไปพยักเพยิดหน้าสั่งให้เฟืองรีบไปค้นให้ทั่วเรือน รอไม่นานเกินครึ่งชั่วยามเฟืองก็เดินกลับมาก่อนจะคลานเข่าเข้ามาใกล้กับนายตนเองทั้งที่ในมือว่างเปล่า
“ทำไมเอ็งกลับมามือเปล่านางเฟือง” มนรดาถามกับบ่าวคนสนิทผู้นี้ แลคำตอบที่เธอได้มามันก็ทำเอามือเรียวที่จับผ้าคุมไหล่ของตนเอาไว้ต้องกำแน่น
“มิมีสิ่งใดที่มีข้าอยู่ในเรือนนี้เลยเจ้าค่ะแม่นาย แม้แต่ใต้ถุนเรือนหรือรอบๆนั้นก็มิได้มีดินที่ถูกกลบใหม่เลยเจ้าค่ะ เหมือนว่าจักไม่มีจริงๆแล้วหนาเจ้าคะ มีเพียง..สร้อยข้อมือที่แม่นายเคยให้นางอึ่งเอาไว้ตกอยู่ใต้ถุนเรือนเจ้าค่ะ”
ผู้เป็นคุณหญิงใหญ่ของเรือนรีบเดินกระทืบเท้าปึงปังตรงเข้าไปฟาดฝ่ามือลงบนหน้าของนางอึ่งโดยไว แล้วตวาดใส่หน้าบ่าวหญิงที่ตนเชื่อใจคนนี้
“กูก็ว่าทำไมช่วงนี้มึงชอบปลีกตัวไปคนเดียว ที่แท้มึงก็แอบเอาของนางเด็กนี่ไปขายลับหลังกูใช่ไหม!?” มนรดาจิกหัวของอึ่งแล้วลากออกมาให้ห่างจากตัวของยายจั่นเพื่อลงฝ่ามืออีกครั้ง ใช่อยู่ที่มนรดาเชื่อใจอึ่ง แต่เพราะการกระทำแย่ๆที่ทำลับหลังออกพระท่านก็มีเยอะใช่น้อย เธอก็ย่อมต้องระแวงคนรอบข้างเป็นธรรมดา และในช่วงหลายปีมานี้นังอึ่งมันก็มักแอบหายไปอยู่บ่อยๆ ตอนเธอแยกจากออกพระแก้วกันยาบนเรือนใหญ่มันก็หายหน้าหายตาไปทั้งที่ยังไม่ได้สั่งอันใด
และในเมื่อหลักฐานมันชัดเชกเช่นนี้ ต่อให้มนรดาไม่คิดอยากจักเชื่อธูปหอมเพียงใดแต่ในเมื่อความจริงและหลักฐานมันชี้มายังบ่าวคนนี้เธอก็ไม่ต้องคิดไต่สวนสิ่งใดแล้ว
“แม่นาย!? แม่นายข้ามิได้ทำ- โอ้ย!” อึ่งพยายามแก้ต่างให้ตนเองแต่มนรดาก็ถูกความโกรธบังตาปิดหูเกินกว่าจักรับรู้สิ่งใดเพิ่ม ก่อนที่จะถูกโยนทิ้งปึงกระแทกกับพื้นไม้กระดานของเรือน
“นางเฟืองมาลากมันเข้าไปในป่าหลังเรือนใหญ่ กูจักตบสั่งสอนมันให้เข็ดหลาบ” มนรดาสั่งเสร็จก็จัดผ้าคลุมไหล่ที่ตกลงอยู่ข้อศอกขึ้นมาปิดให้เรียบร้อย หลังจากนั้นจึงเดินจากไปด้วยท่าทางสง่างามและเต็มไปด้วยความน่าเกรงขามที่ทำให้ใครต้องหวาดหวั่น
เฟืองเองที่ไม่อยากโดนไปด้วยก็เดินเข้ามาลากตัวอึ่งไปโดยไม่สนใจฟังคำใดของอึ่งเลย เพราะเมื่อแม่นายมนรดาโกรธเป็นฟืนเป็นไฟคนในเรือนก็ต้องเอาตัวใครตัวมันกันทั้งนั้นแล
ธูปหอมมองภาพนั้นด้วยสายตานิ่งสงบก่อนจะลอบยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ คุ้มจริงๆเชียวที่เธอยังเก็บสร้อยข้อมือที่อึ่งทำตกไว้เมื่อวานซืนไว้ ได้ใช้ประโยชน์โยนความผิดแบบคุ้มค่าจริงเชียว
“คุณหนู..คุณหนูยิ้มกระไรหรือเจ้าคะ?” ยายจั่นที่ตั้งใจจะเข้ามาปลอบก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของคุณหนูตน
“ยิ้มให้กับโชคของเรายายจั่น อึ่งทำตัวเองแท้ๆเลยนะยายว่าไหม เป็นเพียงเมียบ่าวทั้งที่รู้ว่าเขามีลูกมีเมียแล้ว ซ้ำเมียเอกยังเป็นนายผู้ดูแลตนอีก แค่นี้ก็เป็นความผิดแล้วแต่มิเข็ด ยังมาทำตัวเสมอนายจนสุดท้ายก็โดนนายตนสั่งสอนอย่างเหี้ยมโหด แม้นข้าจักสงสาร แต่ก็คงสงสารคนที่กระทำกับเราอย่างไร้เมตตาผู้นี้ไม่ลงดอก” ธูปหอมได้แต่หวังในใจว่าแม่มนรดาจะไม่เอาอึ่งถึงตาย แต่เธอก็ไม่คิดช่วยและนึกสงสาร เพราะหากเมื่อวานเจ้าตัวไม่มาทำกิริยากระฟัดกระเฟียดใส่ก่อนกลับสร้อยข้อมือก็คงไม่ตก และวันนี้คนที่โดนเช่นนั้นก็คงไม่พ้นเธอกับยายจั่น ยามนั้นเองอึ่งก็คงมิคิดสงสารเด็กอย่างเธอและยายแก่ๆอย่างยายจั่นหรอก
“คุณหนูอย่าคิดแค้นเคืองนางเลยหนาเจ้าคะ มันจักเป็นบาปทำให้ทุกข์ใจหนาเจ้าคะ ตอนนี้กรรมก็ตามทันนางอึ่งไปแล้ว อย่าไปถือโทษโกรธมันอีกเลยหนาคุณหนูของบ่าว” ยายจั่นที่ไม่อยากให้คุณหนูมีความโกรธแค้นตั้งแต่เด็กพยายามเข้าไปสอนไปบอกกล่าว เพราะดูจากรอยยิ้มเปื้อนหน้านั้นมันก็พอจะเดาได้ว่าคุณหนูกำลังแอบดีใจอยู่ลึกๆที่อึ่งมันโดนเช่นนั้น
“จ้ะยาย ข้าจักไม่ถือโทษโกรธแค้นมันแล้วล่ะ ไปเถิดยาย เราไปเก็บข้าวเก็บของกันเถอะ ไม่รู้ว่าสิ่งใดพังไปบ้าง” ธูปหอมเองก็ไม่ได้นึกแค้นอะไรแล้ว เพราะถือว่าอึ่งได้รับกรรมที่ตนเองก่อไปแล้ว ถือว่าสิ้นสุดความโกรธของตนต่อผู้หญิงคนนั้นแล้ว เด็กหญิงหันไปเบี่ยงความสนใจด้วยการพากันไปเก็บข้าวเก็บของบนเรือนที่ถูกลื้อออกมาจนรกไปหมด ยังแอบโชคดีที่ของในเรือนมีน้อยเลยใช้เวลาเก็บไม่นานนัก แล้วธูปหอมจึงหันมาช่วยยายจั่นในการทายาบนแผลรอยช้ำที่เกิดจากฝีมือของอึ่ง
เมื่อยามพรุ่งมาถึงข่าวเรื่องอึ่งก็มาถึงหูของทั้งสองนายบ่าวที่อยู่อาศัยในเรือนเล็ก เห็นว่าถูกนำไปขังเอาไว้ในกระท่อมที่ไม่ห่างจากป่านัก โดนหนักเลยทีเดียวทั้งโดนหวายโดนซ้อมนานสองนาน และถ้าใครเข้าไปช่วยล่ะก็ได้กลายเป็นสภาพเดียวแบบอึ่งแน่ๆ
เด็กหญิงก้มลงกราบหลวงตาที่นั่งอยู่ข้างหน้าพระพุทธรูปปางนั่งสมาธิหิน แล้วยกมือขึ้นมาพนมวางไว้ที่ระดับหน้าอกตนเองก่อนจะยกขึ้นไหว้อีกครั้งแล้ววางมือลงกับขาของตัวเอง
หลวงตาคลี่ยิ้มบางแล้วมองดูอาหารที่เด็กหญิงกับยายวัยเจ็ดสิบกว่านำมาถวายเพลให้กับตน มีอยู่เพียงสามเมนูแต่ทั้งหมดล้วนจัดใส่ใบตองมาได้น่าทานจนน้ำลายสอ หลวงตาคงหันหน้าไปมองยายจั่นแล้วเอ่ยขึ้น
“โยมจั่น ช่วยเอาอาหารไปจัดใส่จานให้อาตมาได้หรือไม่”
“อ่า..ได้เจ้าค่ะหลวงตา รอครู่หนึ่งนะเจ้าคะ” ยายจั่นคลานเข่าเข้ามาเอาห่อข้าวเหล่านั้นใส่ตระกร้าแล้วคลานถอยหลังอีกสองสามก้าวเพื่อลุกขึ้นเดินออกจากศาลาไปจัดการตามอย่างที่หลวงตาขอ ทำให้ภายในโบสถ์เล็กๆนี้เหลือเพียงเด็กหญิงหนึ่งคนกับพระภิกษุอีกหนึ่งรูปเท่านั้น
“เป็นเยี่ยงไรบ้างโยมเทียน คิดออกแล้วหรือยังว่าพรที่ขอนั้นเป็นพรข้อใด?” หลวงตาเมื่อเห็นโอกาสดีงามที่จะพูดเรื่องนี้แล้วจึงเอ่ยถามขึ้นทันที
“เจ้าค่ะหลวงตา ข้าคิดว่า..น่าจะเป็นพรที่ข้าเคยขอตอนอยู่วัดป่าถ้ำแสงเจ้าค่ะ เพราะข้าไปขอว่าหากตายแล้วอยากจะไปเกิดใหม่ใช้ชีวิตในอดีตที่สงบๆ แล้วก็..เลี้ยงช้างเจ้าค่ะ น่าจะใช่อันนี้แหละเจ้าค่ะ” ธูปหอมพูดไปก็ต้องยิ้มกริ่มไปด้วยเมื่อได้นึกถึงตัวเองในวัยเพียงสิบปีที่ไปขออะไรก็ไม่รู้นั่น ก็นะ ตอนนั้นเทียนหอมตัวน้อยได้ฟังเรื่องราวถึงโลกในอดีตจากหลวงตาที่วัดถ้ำแสงนั่น เลยคึกขอพรให้ตัวเองมีโอกาสได้ใช้ชีวิตในอดีต เหลือจะเชื่อเลยจริงๆ
“นึกได้แล้วก็ดี จักได้ไม่ข้องใจอีก”
“แต่ข้ายังข้องใจอยู่ดีเจ้าค่ะ ข้าไม่เข้าใจว่าเหตุใดเทวดาถึงมอบพรให้ข้า” เพราะเธอไม่เห็นจะจำได้เลยว่าเคยทำความดีอะไรที่เป็นประจักจนน่าจะได้รับพรเลย
“ความดีเล็กๆน้อยๆที่โยมมองข้ามนั่นแล เพราะบางครั้งคนจะได้รับพรมิจำเป็นต้องทำการใหญ่ เพียงทำเรื่องเล็กแต่ช่วยชีวิตและสร้างคุณมากก็ได้รับพรได้แล้วหนา” หลวงตาว่า ก่อนจะเอี้ยวตัวหันไปหยิบกล่องไม้ที่วางอยู่ข้างตนมาวางตรงหน้าเพื่อให้เด็กหญิงได้เห็นชัดตอนเปิดว่าข้างในมีอะไร
ธูปหอมที่กำลังจะคิดหาสิ่งที่ตนเคยทำแล้วเข้าข่ายคำพูดของหลวงตาก็ต้องหันมาสนใจกับกล่องไม้ตรงหน้านี้เสียก่อน ยิ่งได้เห็นมันเปิดออกแล้วมีเครื่องประดับทำจากทองชิ้นหนึ่งที่สลักเป็นลายอย่างประณีต โดยตรงกลางมีอัญมณีแก้วขาวนวลฝั่งอยู่ตรงกลาง
“อันนี้กระไรหรือเจ้าคะ?” ธูปหอมเงยหน้ามองตากับหลวงตาคงเพื่อขอคำตอบ เพราะมันเหมือนเป็นแค่หัวเข็มขัดไม่มีสาย
“อาตมาก็ไม่รู้ดอก เพียงแต่เมื่อหลายวันก่อนหลังจากเทวดามาเข้าฝันกล่องใบนี้ก็วางอยู่ข้างหัวของอาตมาแล้ว โยมเอาไปดูเองเถิด เพราะเสียอย่างไรมันก็เป็นของโยม” หลวงตาคงเลื่อนกล่องไม้ให้กับธูปหอมผู้เป็นเจ้าของมันตั้งแต่แรกที่มันมาโผล่ข้างหัวตนแล้ว
เด็กหญิงก้มมองเครื่องประดับชิ้นนั้นแล้วลองหยิบมันขึ้นมาดูชัดๆ จนได้เห็นว่ามันเป็นคล้ายๆกับเข็มกลัดที่สามารถเอาสายมาคล้องได้ ดูแล้วน่าจะเป็นเครื่องประดับเอาไว้ใส่กับสะไบ เอาเถอะ ในเมื่อพระท่านให้มาเธอก็จะเก็บดูแลรักษาไว้เป็นอย่างดี เพราะถือเป็นของเทวดาของสวรรค์ขืนขายหรือทำหายบาปคงติดตัวดึงเธอลงนรกตอนที่ตายแน่
“โยมเทียน ยายจั่นผู้นั้นใจดีหรือไม่”
คำถามของหลวงตาคงทำให้ธูปหอมที่กำลังดูเครื่องประดับอยู่ต้องเงยหน้าขึ้นมา เธอพยักหน้ารับเพราะยายจั่นนั้นทำดีต่อเธอมากจนจ้องแอบละอายใจในบางครั้งเลย
“หากจะเดินทางไกลก็พาโยมจั่นไปด้วยเสีย เพราะคนดีๆมิได้หาง่ายดายอย่างที่เจ้าเคยได้ยินมาหนา มิเช่นนั้นโยมเทียนจะเป็นผู้ที่ต้องมานั่งเสียใจทีหลัง” หลวงตาที่ล่วงรู้เรื่องที่เด็กคนนี้จะต้องจากเมืองนี้ไปอยู่แล้วจึงเลือกเอ่ยเตือนขึ้น แม้นเขาจะไม่รู้ว่าต้นเหตุปลายสายที่ทำให้เด็กคนนี้ลังเลคือสิ่งใด แต่เขาก็อยากจะให้ธูปหอมคิดใหม่หากจะเลือกทิ้งใครไว้ข้างหลัง
“…ข้าทราบเจ้าค่ะว่ายายจั่นนั้นเป็นคนดี” ธูปหอมหลุบตาต่ำทันที เธอจะไม่ถามว่าทำไมหลวงตาถึงรู้เรื่องที่เธอกำลังเตรียมแผนการหนีอยู่ แต่กระนั้นเธอก็ยังกลัวหากจะต้องพายายจั่นไปร่วมลำบากด้วย เพราะเธอกลัวว่าตนจะไม่สามารถดูแลยายจั่นได้เสียนี่ บางทีการไปกับเธออาจจะแย่กว่าการอยู่เรือนนี้ต่อไปตามลำพังก็ย่อมได้
“ข้า..คงมิกล้าพาชีวิตยายจั่นไปเสี่ยงดอกเจ้าค่ะ เพราะพอถึงยามคับขันข้าก็ทำให้ทุกคนที่เคยรับประกันว่าจักดูแลเป็นอย่างดีต้องตายลง ข้าเกรงว่าหากพายายจั่นไปแล้วเจอเรื่องร้ายเข้า ตัวของข้ามันจักเลือกผิดจนทำให้ยายจั่นตายตกไปอีกคนเจ้าค่ะ” ธูปหอมกล่าวเสียงเบา นึกถึงอดีตที่ตนเคยพาเพื่อนสมัยเรียนไปเที่ยวเล่นที่โรงพยาบาลช้าง หากแต่โชคก็ไม่เข้าข้างนัก ในขณะที่เธอและเพื่อนกำลังช่วยกันหาสมุนไพรพื้นบ้านเล่นในป่าก็มีช้างตกมันวิ่งตรงมาทางพวกเธอ แน่นอนว่าทั้งสองรีบวิ่งกลับไปยังโรงพยาบาลทันที แต่ตอนนั้นเองเพื่อนของเธอก็สะดุดก้อนหินล้มจนขาแพลง
เทียนหอมวัยสิบห้าปีหยุดวิ่งแล้วหันไปมองเพื่อนสลับกับทางอีกไม่กี่สิบเมตรก็จะถึงโรงพยาบาลช้างแล้วด้วยความลังเลใจ เทียนหอมรู้ดีว่าไม่สามารถแบกเพื่อนไปได้เพราะเพื่อนนั้นมีน้ำหนักเกือบร้อยกิโลกรัม จึงวิ่งตรงเข้าโรงพยาบาลไปขอความช่วยเหลือและคว้าเอาปืนยาซึมมายิงเจ้าช้างตกมันที่ไล่พวกเธอมา
แต่ความเร็วของเธอก็ช้ากว่าช้างเชือกนั้น มันตรงเข้ามากระทืบเพื่อนของเธอก่อนที่จะถูกยิงยาซึม เทียนหอมเร่งพาตัวส่งโรงพยาบาลทันที แต่ทว่านั่นก็ช้าไป..เพื่อนเพียงคนเดียวของเธอนั้นสิ้นใจลงเพราะทนความเจ็บปวดไม่ไหว หากวันนั้นเธอเลือกที่จะวิ่งกลับไปฝืนลากตัวเพื่อนแล้วตะโกนร้องขอความช่วยเหลือผู้อื่น เพื่อนของเธอก็น่าจะมีสิทธิ์รอด ถ้าเธอกล้าอีกสักนิดเท่านั้นเอง
นั่นคือสิ่งที่ตนจำฝั่งใจไม่อยากจะให้ใครร่วมเดินหรือมาทำอะไรที่จะต้องพึ่งความสามารถตนอีก เพราะเกรงว่าหากมีเหตุขับขันเกิดขึ้นตนจะไม่สามารถช่วยใครได้อย่างที่รับปาก
“ปล่อยวางได้ก็ปล่อยวางหนา ทุกคนย่อมเลือกทางผิดกระทำพลาดเป็นธรรมดา แต่ใครจะไซ้ให้โอกาสตนเองอีกคราก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน โยมเทียนถ้าปล่อยวางได้ก็ปล่อยเสีย ให้อภัยตนเองแล้วลองใหม่อีกครา เชื่อมั่นในตนว่าตนจักไม่ทำให้เกิดคราที่สอง หากทำได้โยมก็จักมิเป็นทุกข์ใจอีก” หลวงตาว่าสอนออกมาเมื่อเห็นสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความทุกข์นั้น ธูปหอมเองที่ได้ฟังก็ยกมือขึ้นพนมแล้วยกราบรับคำสอนสั่งนั้น แม้จะยังไม่รู้ว่าตนจะทำตามได้หรือไม่ แต่ธูปหอมจะจำใส่ใจและพยายามทำให้ได้เพื่อตัวเธอเองและยายจั่นคนที่ดีกับเธอ