“โจรสยาม VS เคลมโบเดีย” (ตอนที่ 2) ใคร - อะไร ทำให้ไทยกับเขมรเกลียดกันนัก ?
“โจรสยาม VS เคลมโบเดีย” ใคร – อะไร สร้างประวัติศาสตร์แห่งความบาดหมาง ทำไทยกับเขมรเกลียดกัน ?
เสวนา “โจรสยาม VS เคลมโบเดีย: ปัญหาทะเลาะกันที่ไม่มีวันรู้จบ”เมื่อวันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม 2568 ณ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นอกจาก สุจิตต์ วงษ์เทศนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ ผู้ก่อตั้งนิตยสารศิลปวัฒนธรรม จะปาฐกถานำเพื่ออธิบายให้เห็นความ “ทับซ้อน” จากความเป็นมา “คนละคนเดียวกัน” ระหว่างไทยกับเขมรแล้ว ผู้ร่วมเสวนาคนอื่น ๆ ยังร่วมกันตีแผ่มูลเหตุความขัดแย้ง ซึ่งเป็นรากเหง้าของประวัติศาสตร์แห่งความเกลียดชังที่ปกคลุมสังคมของคนทั้งสองชาติมาอย่างยาวนาน
อ่าน“โจรสยาม VS เคลมโบเดีย” (ตอนที่ 1) ความทับซ้อนของไทย-เขมร[คลิก]
สำหรับผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ รศ. ดร. ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์แห่งคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต, ผศ. ดร. ธิบดี บัวคำศรีอาจารย์ภาคประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ อ. ดร. ยิ่งยศ บุญจันทร์แห่งคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ดำเนินรายการโดย สฏฐภูมิ บุญมาอาจารย์จากสาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สฏฐภูมิ เริ่มต้นด้วยการกล่าวขอบคุณผู้ฟังที่เข้ามาเรียนรู้ แลกเปลี่ยน หรือแม้แต่มาด้วยความรู้สึกคัดค้าน ก่อนจะกล่าวว่าตนเห็นว่าพื้นที่นี้เป็นพื้นที่สำหรับการตั้งคำถามได้ และจะยังมีประเด็นให้พูดคุยกันอีก
“ผมตั้งชื่อนี้ (โจรสยาม-เคลมโบเดีย) ไม่ได้ต้องการบริภาษใครทั้งนั้น ต้องการแค่ (บอก) ว่า มันมีคำนี้ ที่เราโดนเรียกและเราเรียกเขาอยู่… เหมือนทุกท่านถูกป้าข้างบ้านนินทา แม่บอกว่า ‘ป้าข้างบ้านด่าแกอย่างนี้’ เราก็มานั่งวิพากษ์กันว่าที่ป้าด่าเรามันจริงหรือเปล่า ถ้าไม่จริงก็วิพากษ์กัน ไม่ใช่เราจะไปด่าป้าเลย ในโลกวิชาการไม่ควรทำแบบนั้น การอธิบายอะไรบางอย่างให้รู้ลึกรอบด้านเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ”
อาจารย์สาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาเผยว่า การแสดงความเห็นต่างไม่ใช่ปัญหา แต่การปฏิเสธที่จะรับฟังหรือทำความเข้าใจบริบทข้อถกเถียงอาจจะเป็นอุปสรรคของการเติบโตทางความคิด วงเสวนาไม่มีเจตนาสร้างความแตกแยกหรือยั่วยุ แต่พยายามสำรวจ “ปมเงียบ” ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อมองเห็นและเข้าใจทั้งบาดแผล รากเหง้า และความคลุมเครือเหล่านั้น
ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ : มองข้อพิพาทผ่านประวัติศาสตร์ “เสียดินแดน”
ธำรงศักดิ์เล่าว่า ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา คนรุ่นใหม่ชาวไทยจัดอันดับให้กัมพูชาเป็นประเทศที่ไม่ชอบมากที่สุด สาเหตุสำคัญมาจากการถูกปลูกฝังให้เกลียดชังประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านการสร้างสำนึกความรักชาติ โดยมีผู้มีอำนาจเป็นคนเขียนประวัติศาสตร์
“งานศึกษาในวงวิชาการไปไกลมาก มีความรู้ร้อยแปดเกี่ยวกับวิธีคิดของไทยต่อคนในประเทศเพื่อนบ้าน แต่ความรู้เหล่านี้ลงไปไม่ถึงคนข้างล่างเลย ถ้าเราไปดูชื่อของคณะกรรมการผู้แต่งประวัติศาสตร์ไทย เป็นนายพลอะไรเต็มไปหมด เราเลย อ๋อ มันถูกเบรกไว้ ไม่ให้เข้าไปสู่ระดับโรงเรียน”
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยว่า กระบวนการของการสร้างสำนึกความเป็นไทย ทำให้เราไม่สามารถมองเขมรมาเป็นส่วนหนึ่งของความรู้สึกดี ๆ ได้ โดยเรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นจาก “แผนที่-เขตแดน”
“เส้นแรกของเขตแดนมาจากการที่อังกฤษรบชนะพม่า ได้ตะนาวศรี ยะไข่ เมื่อปี 1825 (พ.ศ. 2368)ก่อนจะส่งทูตชื่อ ‘เบอร์นีย์’ (Henry Burney) มายังกรุงเทพฯ เราถูกสอนว่าเบอร์นีย์มาทำสัญญาค้าอย่างนั้นอย่างนี้ เขามาเจรจาเรื่องเขตแดน มาถามว่าเส้นเขตแดนไปถึงไหน กรุงเทพฯ บอก ‘ไปถามชาวบ้านเลย’ เพราะมันเป็นป่า ยุคโบราณเขาไม่เอาป่า เขาเอาคน ปล่อยให้ป่าอยู่ไป แต่เบอร์นีย์บอก ‘ป่าก็ต้องแบ่ง’ ทำให้เส้นเขตแดนเกิดขึ้นตั้งแต่กาญจนบุรีถึงระนอง”
สำนึกเรื่องความสำคัญของเส้นเขตแดนเติบโตอย่างมากในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อไทยมีนโยบายทำแผนที่อย่างจริงจัง นโยบายของกรุงเทพฯ คือ “ยึดไว้ก่อนแล้วค่อยเจรจาทีหลัง”แผนที่สยามยุคนั้นจึงมีหลายเวอร์ชันมาก
“เส้นเขตแดนมันจะยืดออกหดเข้าตลอดเวลา กระทั่งเส้นเขตแดนสุดท้ายของแผนที่ (ไทย) เกิดขึ้นในกรณีของไทยกับอังกฤษ ในสนธิสัญญา ปี 1909 (พ.ศ. 2452)ใช้เวลาทั้งสิ้น 83 ปี จากเส้นแรกถึงเส้นสุดท้าย เลยเกิดปัญญาว่าแล้วคนในนี้เป็นใคร ?”
ธำรงศักดิ์พยายามจะฉายภาพว่า เมื่อมีเขตแดน การนิยามว่าใครเป็นใครก็ตามมา เพราะเส้นเขตแดนที่เกิดขึ้นดันขยายเลยดินแดน “ไทยแท้” ไปคลุมพื้นที่ “ไม่ไทย” เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นดินแดนของลาว เขมร แขก (มลายู) เกิดเป็นความพยายามอธิบายว่าใครเป็นคนไทยบ้าง เช่น สมัยรัชกาลที่ 6 “คนไทย” คือใครก็ตามที่จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์
หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 จึงมีแนวคิดชาตินิยมแบบ “ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย”สร้างชาติไทยที่มีคนหลากเชื้อชาติด้วยการทำให้ทุกคนเป็นไทย แล้วใช้คำว่า ภาคเหนือ, ภาคกลาง, ภาคใต้, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แทนชื่อเชื้อชาติต่าง ๆ ในพื้นที่เหล่านั้น
“วิธีคิดของเพลงชาติไทยคือวิธีคิดของการโอบรับความหลากหลายโดยเรียกทุกคนว่า ‘ไทย’ ก่อนหน้านี้ ยุคโบราณเรียก ‘สยาม’ แล้วเกิดความคลั่งไทยเกิดขึ้นด้วยจาก ‘แผนที่เสียดินแดน’ ซึ่งถูกวาดและเอามาใช้ เป็นการเสียดินแดนจำนวน 8 ครั้งด้วยกัน จอมพล ป. พิบูลสงคราม ให้กรมแผนที่ทหารบกทำออกมาเพื่อประมวลสรุป… แต่ปัจจุบันเราขยายเรื่องการเสียดินแดนเป็น 14 ครั้ง เพราะประเด็นปราสาทพระวิหาร ปี 2551 เพื่อโจมตีรัฐบาลของเครือข่ายทักษิณในขณะนั้น”
ยิ่งไปกว่านั้น ชุดข้อมูลเรื่องการเสียดินแดน 14 ครั้ง ที่เพิ่มจากยุคจอมพล ป. ยังพบได้ทั่วไปในโลกอินเทอร์เน็ตอย่างไม่มีแหล่งที่มาชัดเจน และอดีตผู้บัญชาการทหารบกคนหนึ่งยังหยิบยกวาทกรรมดังกล่าวมาพูดในการบรรยายด้วย
จากกรณีปราสาทพระวิหารซึ่งเป็นคดีความกันมาตั้งแต่ พ.ศ. 2500 ถามว่าทำไมกัมพูชาหยิบคดีนี้ไปสู่ศาลโลก ? ธำรงศักดิ์ชี้ว่า เพราะนั่นเป็นวิธีสร้างชาติกัมพูชา เพราะเขาเพิ่งรับเอกราชเมื่อ พ.ศ. 2496 การเอาปราสาทพระวิหาร “คืน” จากไทย จึงเป็นการรวมใจสร้างชาติกัมพูชาที่ดีที่สุด
“ประเด็นปราสาทพระวิหารมาซ้ำอีกครั้งในรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ‘เขา’ ใช้ประเด็นคลั่งชาติคลั่งดินแดนต่อกัมพูชา (เพราะ) มันมีประโยชน์ในการปลุกเร้าอารมณ์คนให้เข้าร่วมการต่อต้านรัฐบาลได้เร็ว หลังจากนั้นผลจะเป็นยังไง ไม่สนใจ…”
การลดกระแสความเกลียดชังระหว่างไทย-เขมรในทัศนะของธำรงศักดิ์ จึงต้องเริ่มต้นที่ทำความเข้าใจวาทกรรมเสียดินแดน แนวคิดที่ทำให้ลัทธิทหารนิยมเติบโต แต่ส่งผลเสียต่อประเทศไทยซึ่งสร้างชาติจากการโอบรับความหลากหลาย
ธิบดี บัวคำศรี : อดีต (บางแง่มุม) และปัจจุบันของ “เคลมโบเดีย”
ธิบดี เริ่มต้นด้วยการวิพากษ์คำว่า“เคลมโบเดีย”ของชาวเน็ตไม่ต่างจากคำเก่ายุคทศวรรษ 2500 ของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช นั่นคือ “เขมรเนรคุณ”
คำนี้เกิดขึ้นเมื่อกัมพูชายื่นฟ้อง “ศาลโลก” (International Court of Justice: ICJ) เพื่อทวงคืนปราสาทเขาพระวิหารในปี 2502 เป็นที่มาของกลอนยาวเหยียดที่เสียดสีเขมรโดยหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ มีเนื้อหาเล่าถึงความสัมพันธ์ไทย-เขมรในอดีตว่า ไทยช่วยเหลือกัมพูชาหลายอย่าง แต่พอเป็นเอกราชจากฝรั่งเศส กัมพูชากลับไม่สำนึกบุญคุณ
ปีเดียวกัน รัฐบาลไทยโดยกระทรวงการต่างประเทศยังเขียนหนังสือออกมาเสียดสีเขมรทำนองเดียวกันว่า ไทยมีส่วนช่วยกัมพูชาให้ประสบความสำเร็จในการเรียกร้องเอกราช และพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ กษัตริย์กัมพูชาทรง “สำนึก” ในความจริงใจ รวมถึงความรู้สึกเห็นอกเห็นใจของรัฐบาลไทย ในการเรียกร้องเอกราชของกัมพูชา เป็นที่มาของการเสด็จเยือนไทยอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 2497 แต่หลังจากนั้นไม่นาน กัมพูชากลับทวงสิทธิ์เหนือปราสาทพระวิหาร
“หากปะติดปะต่อความเข้าด้วยกัน ผมสรุปว่า กระทรวงต่างประเทศของไทยจะสื่อว่า สมเด็จสีหนุไม่สำนึกว่าไทยเคยช่วยกัมพูชาในการต่อสู้เพื่อเอกราช พูดอย่างคึกฤทธิ์ว่า เนรคุณ”
ธิบดีชี้ว่า แม้แต่คำว่า เขมรแปรพักตร์ในพงศาวดารก็มีความหมายนัยตรงกันกับคำว่า เขมรเนรคุณการปรากฏเนื้อหาลักษณะข้างต้นในแบบเรียนไทย จึงเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ดังกล่าวของกัมพูชาที่มักฉวยโอกาสทีเผลอ คอยตลบหลังไทยยามอ่อนแอ
อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่าทั้ง 2 คำมีจุดร่วมคือ กัมพูชาเนรคุณไทย ซึ่งมีสถานะ “ผู้มีพระคุณอันใหญ่หลวง” แต่กลับเป็นพวกไม่สำนึกบุญคุณ
วิธีการแก้ปัญหาความขัดแย้งตามข้อเสนอของธิบดีคือ “ตามที่คุณสุจิตต์บอก ‘ประวัติศาสตร์เครือญาติ’ แต่เราอย่าลืมว่าพี่น้องก็ทะเลาะกัน เป็นศัตรูที่เราเลือกไม่ได้ ไม่ใช่ไม่เห็นด้วย แต่ผมคิดว่าไม่พอ อย่างหนึ่งที่เราควรทำคือสิ่งที่ อ. ชาญวิทย์ เรียกว่า ‘ประวัติศาสตร์บาดแผล’ ควรพูดถึงเรื่องนี้เยอะ ๆ ไม่กลบเกลื่อนด้วยเรื่องอื่น”
ยิ่งยศ บุญจันทร์ : การสร้างสำนึกความเป็น “ผู้ร้าย-ศัตรู” ของไทย ในมุมมองเขมร
ปิดท้ายวงเสวนาจากยิ่งยศ ที่อธิบายความเป็น “อริ” ของ 2 ชาติจากมุมมองของฝั่งเขมร ซึ่งมองไทยเป็น “ผู้ร้าย” หรือ “ศัตรู” จากภาวะปัญหาการเมืองทั้งภายในและระหว่างประเทศ สิ่งเหล่านี้ตั้งต้นมาจากยุคล่าอาณานิคม ก่อนจะลุกลามบานปลายช่วงสงครามเย็น โดยเฉพาะยุคหลังการประกาศเอกราชที่เรียกว่า “ยุคสังคมราษฎรนิยม” ซึ่งมีสมเด็จสีหนุเป็นผู้นำพรรคสังคมราษฎรนิยมระหว่าง พ.ศ. 2498-2513
ยิ่งยศเล่าถึง “มิตรภาพบนความขัดแย้ง” ระหว่างไทย-เขมร ว่า ตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับกัมพูชาเมื่อ พ.ศ. 2493 แม้กัมพูชาจะยังไม่ได้รับเอกราช แต่ไทยคือชาติหนึ่งที่ให้การรับรองกัมพูชาในฐานะรัฐเอกราชภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส และเป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพที่อยู่บนเงื่อนไขของความขัดแย้ง
“เหตุผลที่ไทยรับรองรัฐบาลกัมพูชา เป็นการปฏิบัติตามคำขอของโลกเสรีนิยม เพราะช่วงเวลานั้น การรับรองรัฐบาลอินโดจีนจะมีส่วนช่วยในการสกัดกั้นลัทธิคอมมิวนิสต์ และรัฐบาลไทยมีท่าทีสนับสนุนฝ่ายนี้ (โลกเสรี) อย่างไรก็ตาม ไทยมีส่วนในการสนับสนุนขบวนการชาตินิยมกัมพูชา หรือ ‘เขมรอิสระ’ ตั้งแต่ปี 1940(ทศวรรษ 2480)แต่ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระดับการทูต กระทั่งฝรั่งเศสมอบเอกราชให้กัมพูชา นโยบายทางการทูตจึงเป็นอิสระมากขึ้น”
ปรากฏว่ากัมพูชามีท่าที “เป็นกลาง” ในห้วงสงครามเย็น รัฐบาลไทยระแวงรัฐบาลของสมเด็จสีหนุที่เลือกรับความช่วยเหลือจากทุกฝ่าย นำไปสู่ความร้าวฉานในช่วง พ.ศ. 2499-2501 เมื่อสมเด็จสีหนุเสด็จเยือนประเทศจีน แกนนำของโลกคอมมิวนิสต์ เท่ากับเปิดโอกาสให้จีนเข้ามาขยายอำนาจกลางภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ชี้ว่า ไทยได้ดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ “หักหน้า” รัฐบาลกัมพูชาภายใต้สมเด็จสีหนุหลายอย่าง เช่น สนับสนุนกลุ่ม “เขมรอิสระ”(เขมรเสรี) ขบวนการใต้ดินที่ต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยมีสหรัฐฯ และเวียดนามใต้หนุนหลัง ขณะเดียวกันก็เท่ากับต่อต้านรัฐบาลของสมเด็จสีหนุด้วย
หลักฐานของ CIA ยังพบว่า ไทยมีส่วนร่วมกับ “แผนการกรุงเทพฯ” ซึ่งเป็นความพยายามเปลี่ยนรัฐบาลกัมพูชาด้วยการล้มล้างระบอบของสมเด็จสีหนุ
“การดำเนินนโยบายเหล่านี้ทำให้กัมพูชาเพาะบ่มความไม่พอใจ แต่เราต้องเข้าใจนโยบายต่างประเทศเวลานั้นด้วยว่าฝ่ายไทยมีมุมมองแบบนี้ เมื่อกัมพูชาเปิดโอกาสให้คอมมิวนิสต์ซึ่งเป็นศัตรูของไทยดำเนินการเคลื่อนไหว ต้องมีการดำเนินการบางประการ แต่มันไปกระทบความมั่นคงของกัมพูชา เลยเกิดปัญหาความสัมพันธ์ทางการทูต”
ยิ่งยศเล่าว่า มีความพยายามสร้างภาพความเป็นผู้ร้ายของไทยมาตั้งแต่ยุคอาณานิคมแล้ว แม้ในห้วงสงครามเย็น ไทยกับกัมพูชาจะมีความพยายามผูกมิตรกันหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็มีเงื่อนไขบางประการที่ทำให้เกิดความเป็นศัตรูขึ้นมาอยู่ดี
ภาพของไทยในยุคสังคมราษฎรนิยม มี 2 ส่วน คือ เป็นผู้สร้างความเดือดร้อนให้ชาวเขมร ทำให้กัมพูชาตกต่ำเสื่อมโทรมจนตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส กับการเป็นผู้บ่อนทำลายรัฐบาลสมเด็จสีหนุและไม่ได้ปรารถนาดีต่อกัมพูชา
“ไทยเป็นชนชาติก่อกำเนิดหลังเขมร แต่มีจิตริษยา มักก่อสงครามทำลายบ้านเมืองอื่นเพื่อประโยชน์ของตน กัมพูชาต้องประสบชะตากรรมจนเป็นเหตุให้อารยธรรมสมัยพระนครล่มสลาย ส่วนนี้ไปปรากฏในพระราชดำรัสของสมเด็จสีหนุในวาระที่ไม่สอดคล้อง เช่น พิธีเปิดโรงงานไม้อัด… สมเด็จสีหนุท่านจะเรียกไทยว่า ‘น้องสาว’ นัยคือกัมพูชาเป็นพี่ในแง่ต้นกำเนิดวัฒนธรรมต่าง ๆ แต่ไทยเป็นฝ่ายรุกราน
ภาพต่อมา ภายหลังสูญเสียเมืองพระนคร กัมพูชาประสบความวุ่นวาย ไม่สงบสุขจากการทำสงครามกับไทย กระทั่งชาวเขมรต้องประสบทุกขเวทนาจนบ้านแตกสาแหรกขาด พลัดถิ่นฐานบ้านเมือง จากการเบียดเบียนและรุกรานของไทยรวมถึงเวียดนามนานหลายศตวรรษ เป็นสาเหตุให้กษัตริย์กัมพูชายอมรับการอารักษาจากจักรวรรดินิยมฝรั่งเศสอย่างขมขื่น
คำพูดนี้ผมไม่ได้พูดนะ มันอยู่ในบทพระราชนิพนธ์และพระราชดำรัสที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ…”
ในยุคสังคมราษฎรนิยม กัมพูชายังมองว่าไทยสนับสนุนให้เขมรทะเลาะกันเองจากการสนับสนุนกลุ่มเขมรอิสระ วาทะกรรมเหล่านี้ถูกสร้างและพูดซ้ำ ๆ ผ่านพระราชดำรัสของ “นักพูด” อย่างสมเด็จนโรดม สีหนุ รวมถึงวิทยุกระจายเสียงและมหรสพต่าง ๆ มากมาย
ยิ่งยศทิ้งท้ายว่า แล้วทำไมสมเด็จสีหนุต้องทำแบบนี้ ? จากสิ่งที่กษัตริย์เขมรพระองค์นี้ต้องเผชิญ สิ่งที่จะทำให้พระองค์ได้รับการสนับสนุนคือการใช้ประวัติศาสตร์ ยิ่งสมเด็จสีหนุต้องเปลี่ยนรัฐบาลหลายชุดในระยะเวลาไม่กี่ปี การสร้างกระแสชาตินิยมผ่านวาทกรรม “ประวัติศาสตร์ต้านไทย” จึงเป็นกลยุทธ์ “ยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว” คือโจมตีไทยเพื่อดำเนินนโยบายต่างประเทศ แล้วยังสร้างความนิยมผ่านกระแสชาตินิยมด้วย
ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่า การอธิบายเรื่องราวความขัดแย้งของไทยกับเขมรอย่างตรงไปตรงมาและเข้าใจว่า “ประวัติศาสตร์” ถูกใช้เป็นเครื่องมืออย่างไรเพื่อสร้างความทรงจำร่วมแห่งความบาดหมาง จนทำให้คน “เลือก” ที่จะเชื่อ แม้เป็นประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้างใหม่ ย่อมทำให้เรารู้เท่าทันและเข้าใจความขัดแย้งทั้งหมดได้อย่างมีวุฒิภาวะ
อ่านเพิ่มเติม :
- รูปพระผู้เป็นเจ้าบนเขาพระวิหาร
- “สมเด็จพระนโรดม สีหนุ” สละราชสมบัติมาเป็นนายกฯ เกิดอะไรในกัมพูชาบ้าง?
- เพลงชาติกัมพูชา ความแตกต่างทางการเมือง ในจุดร่วมแห่งอดีตที่รุ่งเรืองของ “พระนคร”
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 9 พฤษภาคม 2568
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “โจรสยาม VS เคลมโบเดีย” (ตอนที่ 2) ใคร – อะไร ทำให้ไทยกับเขมรเกลียดกันนัก ?
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com