โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

อยากมีสมาธิมากขึ้นให้ลองทำตาม 7 กลยุทธ์ตามหลักวิทยาศาสตร์นี้

SMART SME

อัพเดต 02 มิ.ย. 2568 เวลา 16.40 น. • เผยแพร่ 02 มิ.ย. 2568 เวลา 16.40 น.

ไม่ว่าจะทำเรื่องอะไรก็ตาม ทั้ง ธุรกิจ, ทำงาน, กิจกรรมในชีวิตประจำวัน การมีสมาธิถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เพราะหากแน่วแน่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จดจ่ออยู่กับมัน ผลลัพธ์ย่อมออกมาดีอย่างแน่นอน แต่ในยุคปัจจุบัน เกิดสิ่งเร้าต่าง ๆ มากมายจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะอยู่กับอะไรได้เป็นเวลานาน

ในสถานที่ทำงานที่มีแต่สิ่งรบกวน การมีสมาธิกลายเป็นหนึ่งในทักษะที่มีคุณค่าที่สุด และเข้าถึงยากที่สุด อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เราสามารถฝึกฝนกันได้ เพราะการทำสมาธิไม่ใช่เรื่องของความมุ่งมั่นเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่สามารถฝึกฝนได้ เหมือนกับการเรียนรู้วิธีเล่นเครื่องดนตรี

Gerald Leonard ซีอีโอ Turnberry Premiere ได้เปิดเผย 7 กลยุทธ์ตามหลักวิทยาศาสตร์ที่จะช่วยให้คุณสร้างสมาธิมากขึ้นที่ใคร ๆ ก็สามารถฝึกฝนกันได้

1.สร้างการทำงานที่มีจังหวะ

ลองนึกถึงวันทำงานของคุณเหมือนซิมโฟนี โดยจะขึ้น-ลง ตามจังหวะที่เป็นธรรมชาติ ไม่ใช่เป็นงานที่ต้องทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่มีที่สิ้นสุด โดยสมองของเราทำงานเป็นจังหวะอุลตราเดียน สลับกันระหว่างรอบความตื่นตัว และความเหนื่อยล้า อยู่ระหว่าง 90-120 นาที ซึ่งแทนที่จะต่อสู้กับความเหนื่อยล้า ปรับเป็นการจัดโครงสร้างอย่างเป็นระบบ ดังต่อไปนี้

  • ตั้งเวลา 60 นาที สำหรับการทำงานอย่างด้วยสมาธิ
  • เมื่อหมดเวลาให้ยืดเส้นสาย เดินหายใจ
  • ทำแบบนี้สองหรือสามครั้งเพื่อประสิทธิภาพการรับรู้สูงสุด

2.เช็กจังหวะสักหน่อย

ก่อนที่นักดนตรีจะเริ่มเล่นเพลง พวกเขาจะตรวจสอบจังหวะ และคีย์ของเพลง เช่นเดียวกับการลงมือทำอะไรสักอย่าง คุณก็ต้องเช็กสภาพจิตใจก่อนเช่นกัน โดยงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Journal of Neuroscience แสดงให้เห็นว่าอารมณ์มีอิทธิพลอย่างมากต่อความสนใจ และความยืดหยุ่นทางปัญญา ซึ่งเราสามารถทำได้ง่าย ๆ ดังนี้

  • ให้คะแนนความพลังงาน 1-10 หากรู้สึกว่าต่ำกว่า 5 คะแนน ให้เริ่มต้นวันใหม่ด้วยงานเบา ๆ ก่อน
  • เก็บงานที่ต้องใช้สมาธิสูง เช่น การวิเคราะห์ ไว้ทีหลัง

3.ใช้ดนตรีเพื่อกระตุ้นส่วนสมอง

ดนตรีสามารถช่วยให้คุณมีสมาธิ หรือหลงทางได้ ขึ้นอยู่กับว่าคุณใช้มันอย่างไร โดยการศึกษาของ Stanford University แสดงให้เห็นว่าการฟังเพลงช่วยกระตุ้นสมองที่เกี่ยวข้องกับการใส่ใจ และการคาดการณ์ อย่างไรก็ตาม เนื้อเพลง และการเปลี่ยนจังหวะที่เฉียบคมอาจรบกวนสมาธิ และทำประสิทธิภาพการทำงานลดลง

วิธีที่ใช้ดนตรีกระตุ้นสมองที่ดดี

  • สร้างเพลย์ลิตส์ด้วยดนตรีบรรเลง 1-2 ชั่วโมง
  • ใช้เฉพาะในช่วงทำงานเพื่อเตรียมจิตใจให้มีสมาธิอย่างลึกซึ้ง
  • เมื่อเวลาผ่านไป สมองคุณจะเชื่อมโยงดนตรีนี้กับ “โหมดทำงาน” และเปลี่ยนสู่โหมดการทำงานได้เร็วขึ้น

4.กำหนดเป้าหมายการทำงาน

ก่อนขึ้นแสดงบนเวที นักดนตรีไม่ได้ออกเดินไปเฉย ๆ พวกเขามีพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น การปรับจูนเครื่องดนตรี, การฝึกหายใจ เช่นเดียวกับการทำงานก็จะมีพิธีกรรมเช่นกันที่จะนำไปสู่สมาธิ ผ่านวิธีดังต่อไปนี้

  • ยืดตัวประมาณ 2 นาที
  • ชงชาดื่มสักถ้วย หรือจุดเทียน
  • เปิดเพลย์ลิสต์เพลงบรรเลง

5.แบ่งงานออกเป็นช่วงจังหวะ

วงซิมโฟนี่มักมีการเคลื่อนไหว เช่น อินโทร เครสเซนโด ไฟนาเล โดยแบ่งตามสัดส่วน เช่นเดียวกับสมองมนุษย์สามารถเก็บข้อมูลในหน่วยความจำของการทำงานได้ประมาณ 4-7 รายการพร้อม ๆ กัน ตามการวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Cognitive Psychology โดยงานที่ขนาดใหญ่ เกิดขีดจำกัด และมีความคลุมเครือ จะทำให้เกิดการผัดวันประกันพรุ่ง ดังนั้น การทำงานควรมีรูปแบบ

  • แบ่งโปรเจคต์ออกเป็นขั้นตอนต่าง ๆ ได้แก่ การวางแผน, การร่าง, การแก้ไข, การตรวจสอบ และการนำส่ง
  • ตั้งเป้าหมายสำคัญ กำหนดเวลาบรรลุเป้าหมาย

6.กำจัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป

ในดนตรี การเปลี่ยนจังหวะโดยไม่คาดคิดจะช่วยเพิ่มความตื่นเต้น ในขณะที่การทำงาน ความวุ่นวายมักจะทำให้เกิดความปั่นป่วน โดยการศึกษาของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ค้นพบว่าต้องใช้เวลาถึง 23 นาทีในการกลับมามีสมาธิได้เต็มที่หลังมีสิ่งรบกวนเข้ามา ซึ่งวิธีการกำจัดสิ่งที่ไม่จำเป็นให้ทำตามนี้

  • กำหนดเวลาการทำงานอย่างลึกซึ่ง ตั้งค่าอุปกรณ์ให้อยู่ในโหมดห้ามรบกวน
  • แจ้งให้ผู้ร่วมงานหรือผู้เกี่ยวข้องทราบว่าคุณต้องอยู่ในโหมดการใช้สมาธิ

7.ใช้ความเงียบเพื่อรีเซตจังหวะสมองคุณ

ในดนตรี ความเงียบไม่ได้หมายถึงความว่างเปล่า แต่เป็นพื้นที่เจตนาที่ทำให้เสียงมีรูปร่างขึ้นมา ในทำนองเดียวกัน งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Proceedings of the National Academy of Sciences ชี้ให้เห็นว่าช่วงเวลาแห่งความเงียบเป็นเจตนาส่งเสริมการสร้างสมองใหม่

  • หลังจากทำงานสำคัญแต่ละช่วงเสร็จ ให้ใช้เวลาเงียบ ๆ สัก 3 ถึง 5 นาที
  • ไม่มีเพลง, ไม่มีพอดแคสต์ ให้โฟกัสกับลมหายใจ และความนิ่งสงบ

สรุปได้ว่าสมาธิช่วยให้โฟกัสกับงานตรงหน้า ลดการวอกแว่ก ทำให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยในการตัดสินใจและแก้ปัญหาได้ดี เพราะจิตใจนิ่งและมีสติ ลดความเครียด ทำให้ทำงานอย่างมีความสุขและต่อเนื่อง เสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์เมื่อจิตว่างจากความฟุ้งซ่าน ส่งผลให้คุณภาพงานดีขึ้น และใช้เวลาน้อยลงในการทำงาน

ที่มา:fastcompany

เรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...