“รังสิมันต์ โรม" เปิดข้อมูลเชื่อมโยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ เผยเจ้าหน้าที่รัฐ-นักการเมืองไทยเอี่ยว
“รังสิมันต์ โรม" เปิดข้อมูลเชื่อมโยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ เผยเจ้าหน้าที่รัฐ-นักการเมืองไทยเอี่ยว พร้อมจี้รัฐเร่งปราบจริงจังและปฏิรูประบบชายแดน
วันที่ 10 ก.ค.68 นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กับ ผู้สื่อข่าว The Room44 ถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกหมายจับเครือข่าย “ก๊ก อาน” ซึ่งเป็นบุคคลที่มีบทบาททั้งด้านธุรกิจและการเมืองในประเทศกัมพูชา โดยระบุว่า ขบวนการคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชามีความเชื่อมโยงกับประเทศไทยในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ทรัพยากรไทย เช่น อินเทอร์เน็ต ไฟฟ้า น้ำมัน ไปจนถึงกรณีที่สมาชิกในขบวนการมีครอบครัวหรือส่งลูกหลานมาเรียนในประเทศไทย
นายรังสิมันต์ กล่าวว่า จากข้อมูลเบื้องต้น พบว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐไทย และนักการเมืองท้องถิ่นบางส่วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายดังกล่าว จึงจำเป็นต้องมีการขยายผล และให้ความสำคัญกับการปราบปรามในประเทศไทยอย่างจริงจัง เพราะไม่ใช่แค่ “ก๊ก อาน” ที่กระทำความผิดเพียงลำพัง แต่ยังมีเครือข่ายคนไทยที่เกี่ยวข้องอย่างแน่นอน ซึ่งข้อกล่าวหาที่ว่า ขบวนการคอลเซ็นเตอร์เชื่อมโยงกับการเมืองนั้น อาจไม่ใช่แค่ข้อสงสัยอีกต่อไป
เมื่อถามว่า กมธ.ความมั่นคงฯ และพรรคฝ่ายค้านจะเร่งตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างขบวนการนี้กับนักการเมืองไทยหรือไม่ นายรังสิมันต์ ยืนยันว่า จะติดตามและขยายผลอย่างต่อเนื่อง พร้อมยอมรับว่ากระบวนการสืบสวนสอบสวนยังต้องพึ่งพาเจ้าหน้าที่ตำรวจ และกระบวนการยุติธรรมเป็นหลัก แม้จะมีข้อมูลในมืออยู่บ้าง แต่การดำเนินคดีที่ผ่านมายังมีความคืบหน้าค่อนข้างช้า
สำหรับประเด็นที่ว่ารัฐบาลควรปฏิรูประบบตรวจสอบธุรกิจบริเวณชายแดนหรือไม่ นายรังสิมันต์เสนอว่า ควรมีการลงทุนและปฏิรูปครั้งใหญ่ในพื้นที่ชายแดน เนื่องจากลักษณะของพื้นที่ชายแดนในอดีตเอื้อต่อกิจกรรมผิดกฎหมายจำนวนมาก จึงต้องมีการจัดระเบียบ พร้อมจัดหาเครื่องมือในการควบคุมและป้องกันอย่างจริงจัง หากชายแดนปลอดภัย ประเทศไทยโดยรวมก็จะปลอดภัยเช่นกัน
ในส่วนของการออกหมายจับ "ก๊ก อาน" ที่ยังไม่ได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่จากทางการกัมพูชา นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยดำเนินการมาถูกทาง และเห็นด้วยกับการออก “หมายแดง” ผ่านอินเตอร์โพล พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าหากหลายประเทศร่วมมือกัน จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามจับกุมได้มากขึ้น โดยเสนอให้บูรณาการความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม ลาว จีน และญี่ปุ่น เพราะเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือระดับภูมิภาค ซึ่งท้ายที่สุด กัมพูชาเองก็จะไม่สามารถเพิกเฉยต่อแรงกดดันได้
เมื่อถามถึงจุดบอดของความร่วมมือในระดับอาเซียนในการจัดการอาชญากรรมข้ามชาติ นายรังสิมันต์ ระบุว่า ขณะนี้นาย “ก๊ก อาน” ทราบตัวเองแล้วว่าถูกหมายจับ จึงต้องดำเนินการจับกุมอย่างรอบคอบ ไม่ควรหวังเพียงว่าจะเดินทางกลับไทยเอง รัฐบาลกัมพูชาต้องเห็นความสำคัญและเร่งปราบปรามไม่ให้เป็นแหล่งฟอกเงินหรือที่หลบภัยของขบวนการเหล่านี้
สุดท้าย นายรังสิมันต์ กล่าวถึงความเชื่อมโยงของขบวนการกับนักการเมืองไทยว่า หากการตรวจสอบพบว่ามีความเกี่ยวข้องจริง รัฐจะต้องมีมาตรการที่ชัดเจนเพื่อไม่ให้ถูกมองว่าเลือกปฏิบัติ โดยย้ำว่าปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไทยยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้ และต้องอาศัยพลังจากภาคประชาชนและประชาธิปไตยในการกดดันรัฐบาลให้มีความจริงใจในการปราบปรามคอร์รัปชัน พร้อมชี้ว่า อันดับของประเทศไทยในเรื่องคอร์รัปชันที่ต่ำเตี้ยเป็นตัวชี้วัดที่รัฐบาลไม่ควรมองข้ามอีกต่อไป