โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ตั้งวอร์รูมเกาะติดสู้รบเมียนมา รบ 8 วันค้าชายแดนสูญ 7 พันล้าน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 10 เม.ย. 2567 เวลา 02.35 น. • เผยแพร่ 10 เม.ย. 2567 เวลา 02.35 น.

สถานการณ์สู้รบระหว่างกองกำลังชาติพันธุ์ต่าง ๆ กับรัฐบาลทหารเมียนมา กำลังทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในช่วงฤดูแล้งที่จะถึงนี้ หลังจากที่กลุ่มพันธมิตรภาคเหนือ ซึ่งประกอบไปด้วย กองทัพอาระกัน (AA)-กองทัพคะฉิ่น (KIA)-กองทัพตะอั้ง (TNLA) และกองทัพโกก้าง (MNDAA) ได้เปิดปฏิบัติการ 1027 ในปลายเดือนตุลาคม 2566 สู้รบกับทหารรัฐบาลเมียนมาในพื้นที่รัฐฉาน-รัฐยะไข่ ภาคใต้ของรัฐชิน และนำมาซึ่งชัยชนะด้วยการยึดเมืองที่เคยตกอยู่ในการควบคุมของทหารเมียนมากลับคืนมาได้เป็นจำนวนมาก

ล่าสุดได้เกิดการสู้รบระหว่าง ทหารเมียนมา กับฝ่ายทหารสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) และกองกำลังปกป้องประชาชน (PDF) ที่บ้านปางกาน จ.เมียวดี ตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก ที่มีการสู้รบกันอย่างหนักในต้นสัปดาห์นี้ โดยมีรายงานข่าวเข้ามาว่า

ทหารกะเหรี่ยง KNU และ PDF สามารถบุกเข้ายึด กองบัญชาการยุทธวิธีและค่ายทหารเมียนมา 7 แห่งที่ เมืองเมียวดี ได้แล้ว ส่งผลให้สถานการณ์ชายแดนด้าน อ.แม่สอด เกิดความตึงเครียดขึ้นมาทันที และนำไปสู่การเรียกประชุมของนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ตั้งคณะทำงานติดตามใกล้ชิด

วันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เรียกประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์ในเมียนมา โดยมี นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม โดยที่ประชุมมีมติให้ตั้ง “คณะทำงาน” ให้กระทรวงการต่างประเทศรับผิดชอบหลัก มีเลขาธิการสำนักงานความมั่นคงฯร่วมด้วย

“สถานการณ์ในเมียนมามีความสำคัญต่อไทยเป็นอย่างมาก การทำงานด้านนโยบายเมียนมาก็เพื่อสันติภาพและเสถียรภาพของเมียนมา เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ การประชุมครั้งนี้ไทยพร้อมประสานและส่งเสริมความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดสันติภาพและเสถียรภาพในเมียนมาโดยเร็วที่สุด และจะให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมกับผู้ได้รับผลกระทบ และพร้อมดูแลผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทยในด้านต่าง ๆ รวมถึงการค้าชายแดน” นายเศรษฐากล่าว

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงผลกระทบการค้าชายแดนว่า ที่ผ่านมาบริเวณนี้มีความติดขัดเล็กน้อยในการขนส่งข้ามไปมา ปัญหาวันนี้ยังคงเป็นลักษณะแบบเดิม ยังไม่เปลี่ยนแปลง โดยประเด็นสำคัญคือ ติดขัดเรื่องรถขนส่ง ในขณะที่ภาคเอกชนยังมีการค้าขายอยู่ ได้สั่งการให้อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศติดตามประเมินสถานการณ์ใกล้ชิดตลอดเวลาแล้ว

ด้าน นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมได้รับรายงานจาก สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา (ทูตพาณิชย์เมียนมา) ว่า ด่านเมียวดี ยังเปิดให้บริการสามารถขนส่งนำเข้า-ส่งออกได้ปกติ แต่อาจมีความไม่แน่นอนจากสถานการณ์

หากเกิด Worst Case ไม่สามารถขนส่งสินค้าได้ หลายธุรกิจได้เตรียมการขนส่งผ่านด่านหรือเส้นทางอื่น ๆ เพิ่มเติม นอกเหนือจากด่านแม่สอด-เมียวดี เช่น ด่านแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก, ด่านระนอง-เกาะสอง, ท่าเรือแหลมฉบัง หรือด่านอื่น ๆ เป็นทางเลือกเพิ่มเติมไว้ก่อนหน้านี้ด้วยแล้ว

สำหรับการค้าระหว่างประเทศไทยกับเมียนมา ล่าสุดในเดือน ม.ค.-ก.พ. 67 มีมูลค่า 2.49 หมื่นล้านบาท หรือหดตัว 3.74% และมีการนำเข้าสินค้าจากเมียนมาคิดเป็นมูลค่า 1.66 หมื่นล้านบาท หรือหดตัว 11.61% โดยประเทศไทยเป็นฝ่ายเกินดุลการค้าเมียนมา 8,305 ล้านบาท

ด่านศุลกากรเมียวดียังเปิดอยู่

ด้าน นายกริช อึ้งวิฑูรสถิตย์ ประธานสภาธุรกิจไทย-เมียนมา เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” หลังจากเกิดสถานการณ์สู้รบกันขึ้นที่เมืองเมียวดี ว่า มีการตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่งยืนยันว่า ด่านศุลกากรทางฝั่งเมียวดียังคงเปิดให้บริการ แต่รถขนส่งสินค้าบางตากว่าทุก ๆ วัน การสัญจรไป-มาระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศก็ยังคงมีให้เห็นอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง

จะมีเพียงประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองเมียวดีที่พอมีฐานะดี หรือมีญาติสนิทอยู่ที่แม่สอด บางส่วนได้มีการข้ามแม่น้ำเมยเข้ามาอาศัยอยู่ตามบ้านญาติ และบางส่วนก็มีการเริ่มเก็บทรัพย์สินสำคัญ เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ ที่จะทำให้เกิดความเสียหายได้เท่านั้น

มีรายงานข่าวจากเมียนมาแจ้งว่า ขณะนี้อาจจะมีการเจรจากันระหว่างกองกำลังฝ่ายต่อต้านกับฝ่ายรัฐบาลทหารเมียนมา จึงยังคงมีการคุมเชิงกันอยู่และคงต้องรอดูเหตุการณ์ว่า จะมีการบานปลายต่อไปกว่านี้อีกหรือไม่

นักลงทุนหันหนี

รายงานข่าวระบุว่า สถานการณ์ปัญหาความรุนแรงในเมียนมาที่ยืดเยื้อมานานกว่า 3 ปี นับตั้งแต่ทหารเมียนมาได้ทำการยึดอำนาจมาจากรัฐบาล ส่งผลต่อการลงทุนภายในประเทศโดยเฉพาะการลงทุนในส่วนของนักลงทุนจากชาติตะวันตกอย่างสหรัฐ และสหภาพยุโรป ลดลงต่อเนื่อง

ข้อมูลอย่างเป็นทางการเมื่อกลางปี 2566 จำนวนนักลงทุนที่เข้าไปมีทั้งหมด 13.5 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเบอร์ 1 เป็นนักลงทุนจากจีน มูลค่าลงทุน 8.4 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 61% รองลงมายังเป็นประเทศในเอเชียอย่าง สิงคโปร์-ไต้หวัน ส่วนนักลงทุนสหรัฐ มีสัดส่วนเพียง 4.41% คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 0.6 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น

และข้อมูล ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2566 ประเทศที่เข้ามาลงทุนในเมียนมา ส่วนใหญ่เป็น สิงคโปร์ จีน และไทย โดยลงทุนในสาขาธุรกิจผลิตไฟฟ้า 28.50% รองลงมาเป็นกลุ่มธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ 24.45% และกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรม 14.42%

ล่าสุดมีการถอนการลงทุนจากนักลงทุนสหรัฐ โดยบริษัท เชฟรอน ที่เข้าไปลงทุนก๊าซธรรมชาติในโครงการยาดานา ที่เมียนมา ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2567 มีผลทำให้เหลือเพียง บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) ที่เป็นนักลงทุนไทยที่ยังคงถือหุ้นอยู่ 62%

อย่างไรก็ตาม ยังพบว่ามีนักลงทุนไทยอีกจำนวนหนึ่งที่ยังคงอยู่ อาทิ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (โออาร์) ผ่านบริษัท Brighter Energy (BR) ถือหุ้นเพียง 35% เน้นธุรกิจค้าส่งและคลังเก็บปิโตรเลียม ห้างแม็คโครเข้าไปลงทุนเปิดสาขาในย่างกุ้ง เมื่อปี 2563 ภายใต้การบริหารของ Aro Company Limited นอกจากนี้ก็มีกลุ่มโรงพยาบาลธนบุรี ที่เข้าไปขยายการลงทุนในเมียนมา

ผลจากการลงทุนที่ชะลอตัวลงทำให้เศรษฐกิจเมียนมาขยายตัวลดลงอย่างต่อเนื่องจากที่เคยโต 6.8% ในปี 2019 ลดลงมาเหลือ 3.2% ในปี 2020 และติดลบ 17.9% ในปี 2021 ก่อนที่จะเริ่มติดลบลดลงเหลือ 0.06% ในปี 2022 จึงคาดการณ์ว่าปี 2023 GDP เมียนมายังคงเป็นบวก 2-3%

ส่วนปีนี้รัฐบาลเมียนมาได้เร่งเครื่องการลงทุนเต็มที่ โดยในการประชุม คณะกรรมการการลงทุนเมียนมา ครั้งที่ 1/2024 เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา พลเอก เมียะ ทุน อู ประธานคณะกรรมการการลงทุนเมียนมา ได้อนุมัติทุนการลงทุนในธุรกิจอุตสาหกรรม ธุรกิจการก่อสร้างและพัฒนาที่อยู่อาศัย และธุรกิจบริการ คิดเป็นเม็ดเงินลงทุน 814.4 ล้านบาท สร้างงาน 392 คน

ซึ่งหากตรวจสอบข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์เมียนมาระบุว่า ในปีงบประมาณ 2566-2567 (เม.ย. 66-ก.พ. 67) การส่งออกสินค้าที่ผลิตในเมียนมามีมูลค่า 8.28 พันล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 1.975 พันล้านเหรียญ จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีมูลค่า 10.255 พันล้านเหรียญ

รบ 8 วันค้าชายแดนสูญ 7,000 ล้านบาท

นายประเสริฐ จึงกิจรุ่งโรจน์ ประธานหอการค้ากลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ในฐานะที่ปรึกษาหอการค้าจังหวัดตาก กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงผลกระทบจากการสู้รบในเมียนมาเมื่อช่วงต้นเดือนเมษายนว่า ได้สร้างความเสียหายต่อการค้าชายแดนไปแล้วระหว่าง 6,000-7,000 ล้านบาท ในระยะสั้นการค้าชายแดนชะงักลงเล็กน้อย ประกอบกับช่วงนี้เป็นช่วงคาบเกี่ยวกับการชะลอขนส่งสินค้าในช่วงสงกรานต์ (ระหว่างวันที่ 10-20 เมษายน 66) แต่ประชาชนในพื้นที่ยังคงใช้ชีวิตอย่างปกติ

แต่หากสถานการณ์การสู้รบยังยืดเยื้อและเกิดความรุนแรงมากขึ้นจนทำให้มีการสั่งปิดด่านชายแดนแม่สอดก็จะกระทบต่อการขนส่งสินค้า เพราะผู้ประกอบการต้องเปลี่ยนเส้นผ่านทางด่านชายแดนแห่งอื่น ๆ เช่น ด่านเจดีย์สามองค์ จ.กาญจนบุรี, ด่านแม่สาย จ.เชียงราย และด่านเชียงของ จ.เชียงราย ทดแทนการขนส่งสินค้าผ่านด่านแม่สอด ซึ่งทำให้เกิดความลำบากในการขนส่งสินค้า

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขนส่ง “ข้าวโพด” ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตอาหารสัตว์ที่ไทยต้องนำเข้าจากเมียนมาก็จะปรับตัวลดลง และการนำเข้าสินค้าจากฝั่งไทยทำได้ยากก็จะทำให้สินค้ามีราคาสูงขึ้น ประชาชนลดการจับจ่าย ทำให้มูลค่าทางเศรษฐกิจ (GDP) ลดลง 17-18%

“ช่วงเดือนที่ผ่านมา ด่านสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา 1-2 ก็ถูกวางระเบิดทำให้ได้รับความเสียหาย สินค้าประเภทวัสดุก่อสร้างและอื่น ๆ หยุดชะงัก ผู้ประกอบการบางรายต้องเลือกวิ่งขนส่งสินค้าผ่านช่องทางธรรมชาติบริเวณ อ.แม่สาย, จ.กาญจนบุรี, จ.ระนอง แทน เพราะเป็นเส้นทางตรงไปสู่เมืองย่างกุ้ง ใกล้ที่สุดประมาณ 400 กม.

แต่การใช้เส้นทางนี้ก็จะถูกเรียกเก็บเบี้ยบ้ายรายทางสูงเช่นกัน แต่ผู้ประกอบการเองยังมองว่า เป็นเรื่องปกติที่การค้าชายแดนจะชะงักลงเล็กน้อย ประชาชนในพื้นที่ยังคงใช้ชีวิตอย่างปกติ เพียงแต่ขณะนี้ทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายกลาโหม มหาดไทย ได้เข้าดูแลรักษาความเรียบร้อยและประสานงานบริเวณชายแดนอย่างต่อเนื่อง ส่วนทางจังหวัดเองก็พร้อมรับมือหากเกิดผลกระทบกับประชาชนฝั่งไทย” นายประเสริฐกล่าว

ทั้งนี้ มีรายงานจากด่านศุลกากรแม่สอดพบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566-29 กุมภาพันธ์ 2567 การค้าชายแดนมีมูลค่ารวม 86,099.21 ล้านบาท เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปี 2566 มีมูลค่าการค้าชายแดนรวม 224,266.84 ล้านบาท หรือลดลง 138,167.63 ล้านบาท โดยสินค้าส่งออกสูงสุดคือ น้ำมันดีเซล 1,632.31 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ โทรศัพท์พร้อมอุปกรณ์ 1,484.62 ล้านบาท และน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 1,386.01 ล้านบาท

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ตั้งวอร์รูมเกาะติดสู้รบเมียนมา รบ 8 วันค้าชายแดนสูญ 7 พันล้าน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...