“คารม” ติงแรง “พิธา” อย่าด้อยค่า “นายกฯ”-อย่าทำลายความน่าเชื่อถือ รบ.
วันที่ 18 มี.ค. 67 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล ระบุในทำนองว่ารัฐบาลไม่มีแผนการแก้ไขปัญหาไฟป่า และได้ย้ำว่า รัฐบาลมีแนวทางในการรับมือกับปัญหาไฟป่าที่ชัดเจน
นายคารม กล่าวว่า เรื่องแผนป้องกันบรรเทาสาธารณภัยระดับชาติ จึงมีอยู่ไม่ได้เป็นไปตามที่นายพิธา พูดแต่อย่างใด และเรื่องนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูลรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ทำตามนโยบายของรัฐบาลในเรื่องดังกล่าวมาเป็นลำดับ โดยได้มีหนังสือถึง ผู้ว่าการจังหวัดทุกจังหวัด ตั้งแต่วันที่ 9 ธ.ค. 66 เรื่องการเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควันและฝุ่นละอองขนาด
เล็ก PM 2.5 ปี 66-67 และในเขตกรุงเทพมหานคร นายอนุทินฯ ก็ได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 9 ธ.ค. 66 เรื่องการเตรียมการป้องกัน และแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ของปี 66-67 เช่นกัน
นายคารม กล่าวว่า และต่อมาเมื่อนายอนุทิน เห็นว่าสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็กรุนแรงขึ้น จึงลงนามหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้อำนวยการจังหวัดทุกจังหวัด ลงวันที่ 28 ก.พ.2567เฝ้าระวัง ทบทวนและจัดทำแผนเผชิญเหตุ ป้องกันลดการเกิดมลพิษจากแหล่งกำเนิดต่าง ๆ เช่นการเผาในที่โล่ง การเผาในพื้นที่เกษตร แสดงถึงการเอาใจใส่ต่อปัญหาดังกล่าวอย่างจริงของรัฐบาล เพราะเป็นความเดือดร้อนของประชาชนทั้งประเทศ แต่ปัญหาเรื่องไฟป่านั้น มีสาเหตุมาจากหลายสาเหตุเช่น ปัญหาพี่น้องประชาชนที่เข้าไปเก็บของป่า และประมาททำให้เกิดไฟไหม้ ทั้งโดยตั้งใจและประมาท ส่วนเรื่องปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กนั้นก็มีสาเหตุมาจากหลายสาเหตุ เช่นกันทั้งภายในประเทศและจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งนายกรัฐนตรีก็ได้มีข้อสั่งการให้มีการตั้งทีมไทยแลนด์ เพื่อประสานการแก้ปัญหากับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว โดยได้มีการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ
และนอกจากนี้ นายคารม ยังได้กล่าวด้วยว่า “การที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลงพื้นที่เพื่อรับทราบปัญหา เพื่อนำไปพูดในสภาฯ ตามหน้าที่นั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่นายพิธา ต้องเปิดใจให้กว้าง และรับฟังข้อเท็จจริงจากรัฐบาล ขณะนี้ งบประมาณปี 2567 อยู่ในระหว่างการพิจารณาของสภาฯ แต่รัฐบาลก็สามารถบริหารงบประมาณในการแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ดีระดับหนึ่ง ความจริง ๆ การที่นายพิธา ลงพื้นที่ในจังหวัดภาคเหนือ ในขณะที่นายกฯ ปฏิบัติภารกิจอยู่ในพื้นที่นั้น แม้ไม่ผิดอะไร แต่ในทางการเมือง ก็คือการแย่งซีนกับนายกฯ และความไม่รู้กาลเทศะ จุดประสงค์ชัดเจนเพื่อด้อยค่านายกรัฐมนตรี ทำลายความน่าเชื่อถือรัฐบาล ไม่ใช่อยากลงพื้นที่ดูปัญหาที่แท้จริง เพื่อนำไปพูดในสภาฯ เพราะข้อมูลเหล่านี้ หาได้ไม่ยากจาก สส.ของพรรคก้าวไกลในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีข้อมูลอยู่แล้ว แต่เป็นเรื่องวุฒิภาวะ หรือไม่รู้ว่าอะไรเหมาะหรือไม่เหมาะสม”