โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ดีเอสไอ แถลง คดี “ลูกชายเฮียเก้า”

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 27 มี.ค. 2567 เวลา 05.52 น.

ดีเอสไอ แถลง คดี “ลูกชายเฮียเก้า”

ที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ วันที่ 27 มี.ค.2567 พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน เปิดเผยผลการสอบปากคำ นายกรินทร์ ปิยพรไพบูลย์ ลูกบุตรธรรม นายหลี่ เซิ่งเจียว หรือ เฮียเก้า ผู้ต้องหา รายสำคัญในคดีตีนไก่สวมสิทธิขายส่งประเทศจีน ว่า จากการสอบปากคำ คณะพนักงานสอบสวนได้ใช้เวลาในการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้งสิ้น 5 ชม. ผู้ต้องหาได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ส่วนการที่ผู้ต้องหาประสานติดต่อเข้ามอบตัวตามหมายจับศาลอาญา พร้อมต่อสู้คดี และให้การเป็นประโยชน์ในบางส่วน พนักงานสอบสวนจึงมีความเห็นเสนอต่อ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ให้ประกันตัวชั่วคราวด้วยการวางหลักทรัพย์ 200,000 บาท

ก่อนนัดหมายให้ผู้ต้องหาเข้ารายงานตัวและสอบปากคำในประเด็นตกค้างอื่น ๆ อีกครั้งในวันที่ 25 เม.ย. สำหรับ 20 ประเด็นคำถามที่คณะพนักงานสอบสวนใช้ถามนายกรินทร์ เป็นประเด็นเกี่ยวกับการเดินทางออกนอกประเทศ ก่อนที่เจ้าตัวจะถูกออกหมายจับ เนื่องจากพอทราบว่าตัวเองถูกออกหมายจับขณะทำธุรกิจที่สาธารณรัฐประชาชนจีน จึงมีการเตรียมตัวประมาณนึง ก่อนประสานผ่านทนายความขอเข้ามอบตัว

อีกทั้งพนักงานสอบสวนยังได้สอบถามถึงเรื่องการประกอบธุรกิจ เพราะตามรายงานการสืบสวนสอบสวนพบว่าผู้ต้องหาได้เข้าไปเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามถึง 9 บริษัท และเจ้าตัวยอมรับว่าเป็นกรรมการจริง แต่การบริหารจัดการก็มีคนอื่น ๆ มาดำเนินการด้วย โดยแต่ละบริษัทก็มีหุ้นส่วนมาร่วมลงทุน อย่างไรก็ตาม ทั้ง 9 บริษัทนี้มีทั้งบริษัทที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับผ้าอ้อมเด็ก ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ และธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าเกษตร จำพวกขายส่งเนื้อสัตว์ เมื่อพนักงานสอบสวนสอบถามเรื่องการโอนเงินหรือการทำธุรกรรมทางการเงินนั้น เจ้าตัวปฏิเสธตอบคำถาม แต่กล่าวอ้างถึงผู้ถือหุ้นรายอื่นๆในบริษัทแทน โดยยืนยันว่าตนเองไม่รู้เรื่อง มีบทบาทเพียงเป็นผู้ติดต่อประสานงาน

พ.ต.ต.ณฐพล กล่าวต่อว่า นายกรินทร์ ยังย้ำถึงบทบาทหน้าที่ของตัวเอง ว่า เป็นผู้ดำเนินการติดต่อประสานกับบริษัทที่ประเทศจีน แต่รายละเอียดเชิงลึกยังไม่ได้ให้การกับพนักงานสอบสวนแต่อย่างใด เพราะเจ้าตัวปฏิเสธว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจขายส่งตีนไก่สวมสิทธิไปยังประเทศจีน ทำเพียงธุรกิจนำผ้าอ้อมเด็กสำเร็จรูปจากประเทศจีนมาจำหน่ายในประเทศไทยเท่านั้น โดยจำหน่ายผ่าน บริษัท โกลเด้น ชาวเวอร์ เทรดดิ้ง จำกัด (Golden Shower Trading Co.,ltd.)

ส่วนรายละเอียดอื่นๆที่นายกรินทร์ยังไม่ได้ให้การ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำธุรกรรมทางการเงินและการโอนเงิน การเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม ใน 9 บริษัท ผู้ต้องหาได้ขอกลับไปรวบรวมเอกสารพยานหลักฐานให้ครบถ้วนและจะเข้ามาชี้แจงอีกครั้งในวันที่ 25 เม.ย. พนักงานสอบสวนยังได้สอบถามนายกรินทร์ถึงเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวกับข้าราชการฝ่ายการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะในกรณีของ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และในฐานะอดีต รมว.เกษตรฯ เนื่องจากนายกรินทร์ได้มีการใช้นามสกุล "ปิยพรไพบูลย์" ซึ่งเป็นนามสกุลของพี่ชายนายเฉลิมชัย (นายวิรัช ปิยพรไพบูลย์)

โดยเจ้าตัวให้การว่า เฮียเก้า บิดา เป็นคนพาไปหา นายวิรัช ปิยพรไพบูลย์ ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อไปขอใช้นามสกุล ทั้งยืนยันว่าบิดาเป็นคนดำเนินการเองทั้งหมด ตนเองไม่รู้เรื่องอะไรด้วย และจะนำเอกสารการเปลี่ยนแปลงชื่อ-นามสกุล มาชี้แจงอีกครั้ง เนื่องจากชื่อเดิม คือ "นายปรีชา แซ่จ้าว"

นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนยังสอบถามว่ารู้จักกับ นายสมเกียรติ กอไพศาล อดีตเลขาส่วนตัวของนายเฉลิมชัย หรือไม่ ซึ่งนายสมเกียรติ หรือเฮียเกียรติ ก็เป็น 1 ใน 5 ผู้ต้องหาในคดีเดียวกันกับนายกรินทร์นั้น เจ้าตัวระบุว่า เคยเจอกับนายสมเกียรติ ที่งานสมาคมการค้าแลกเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยเอเชีย ซึ่งมีเฮียเก้า ดำรงตำแหน่งเป็นนายกสมาคม ส่วนการไปข้องเกี่ยวหรือรู้จักกับเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้น นายกรินทร์ ระบุว่า ตนเองไม่รู้จักใคร แต่บิดาเป็นผู้ดำเนินการติดต่อประสานงานเองทั้งหมด เมื่อพนักงานสอบสวนสอบถามนายกรินทร์ เกี่ยวกับการรับโอนเงิน 20 ล้านบาทจากเฮียเก้า คือยอดเงินอะไร นายกรินทร์ให้การว่า 20 ล้านบาทนี้ เป็นค่าก่อสร้างบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นค่าทำธุรกิจขายส่งตีนไก่ไปยังประเทศจีน ทั้งนี้ ในบรรดากว่า 20 คำถามที่พนักงานสอบสวนใช้สอบปากคำนายกรินทร์ ปรากฏว่าเจ้าตัวให้ความร่วมมือตอบเฉพาะเรื่องทั่วไป แต่ถ้าเป็นเรื่องการทำธุรกิจต่าง ๆ ให้การเพียงแค่ว่าเป็นเรื่องของกรรมการและหุ้นส่วนรายอื่น ๆ

ผู้สื่อข่าวยังได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า กรณีการเปลี่ยนแปลงชื่อและนามสกุลของนายกรินทร์ ปิยพรไพบูลย์ จากเดิมชื่อนายปรีชา แซ่จ้าว นั้น มีการไปสวมบัตรประจำตัวประชาชนของบุคคลที่อยู่ในพื้นที่ จ.น่าน อีกทั้งบุตรอีก 2 รายของนายหลี่ หรือเฮียเก้า ก็มีการเปลี่ยนชื่อและนามสกุลเช่นเดียวกัน โดยมีเฮียเก้าเป็นคนดำเนินการจัดการให้ เพราะตามข้อเท็จจริง เมื่อคนจีนอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ทุกคนก็รู้จักกัน เฮียเก้าจึงสามารถขอใช้นามสกุล "ปิยพรไพบูลย์" ให้กับบุตรได้โดยได้รับอนุญาตจาก "นายวิรัช ปิยพรไพบูลย์" เซ็นอนุญาต ซึ่งในกรณีนี้จะเป็นกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ดำเนินการตรวจสอบและพิจารณาดำเนินคดี ส่วนห้วงเวลาที่นายกรินทร์ได้เปลี่ยนแปลงชื่อนามสกุลเดิม เกิดขึ้นในห้วงปี พ.ศ. 2565

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...