โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“มนุษย์โบราณ” 13,000 ปี บนแผ่นดินไทย! ใครคือสตรีแห่งถ้ำลอด?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 01 ต.ค. 2568 เวลา 06.03 น. • เผยแพร่ 01 ต.ค. 2568 เวลา 05.55 น.
(ภาพจาก มติชนออนไลน์, 20 เมษายน 2560)

“สตรีแห่งถ้ำลอด”รูปจำลองใบหน้ามนุษย์โบราณอายุ 13,000 ปี พบในประเทศไทย เบาะแสสำคัญที่ยืนยันการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ช่วงปลายยุคน้ำแข็ง สร้างขึ้นจากโครงกระดูกมนุษย์เพศหญิงที่ขุดพบ ณ แหล่งโบราณคดีเพิงผาถ้ำลอด อ. ปางมะผ้า จ. แม่ฮ่องสอน

ใบหน้าจำลองนี้ถูกเผยแพร่ในบทความของวารสารโบราณคดีระดับโลก Antiquityตั้งแต่ พ.ศ. 2560 สร้างความตื่นเต้นให้แวดวงวิชาการ-โบราณคดีทั้งในไทยและต่างประเทศ เพราะนอกจากมนุษย์ฮอบบิทแห่งอินโดนีเซียแล้ว สตรีแห่งถ้ำลอดเป็นอีกหนึ่งมนุษย์โบราณในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการขึ้นรูปหน้าจากการศึกษาวิจัยและใช้เทคโนโลยีระดับสูง เพื่อให้ได้ใบหน้าใกล้เคียงกับตอนมีชีวิตที่สุด

ชื่อบทความคือ A Late Pleistocene woman from Tham Lod, Thailand: the influence of today on a face from the past หรือ “ผู้หญิงปลายยุคไพลสโตซีนจากถ้ำลอด ประเทศไทย: ใบหน้าสมัยใหม่จากอิทธิพลในอดีต” โดยมีนักวิจัย ได้แก่ ดร. ซูซาน เฮย์ส, รศ. ดร. รัศมี ชูทรงเดช, นัทธมน ภู่รีพัฒน์พงศ์, ศ. สรรใจ แสงวิเชียร และ ดร. ทพญ. กนกนาฏ จินตกานนท์

ว่าง่าย ๆ คือ นักโบราณคดีชาวไทยเป็นส่วนสำคัญในการศึกษาและตีพิมพ์บทความนี้

การค้นพบที่ถ้ำลอด

สตรีแห่งถ้ำลอดเป็นโครงกระดูกมนุษย์โบราณเพศหญิงที่ขุดได้จากเพิงผาถ้ำลอดเมื่อปี 2546 นับว่ามีอายุเก่าแก่ที่สุดในบรรดาที่ขุดค้นพบ เพราะเมื่อตรวจอายุด้วยคาร์บอนแล้วได้ผลลัพธ์ว่ามีอายุประมาณ 13,640 ปีมาแล้ว ซึ่งตรงกับปลายยุคน้ำแข็ง (Late Pleistocene)

จากการศึกษาพบว่าเจ้าของโครงกระดูกดังกล่าวมีส่วนสูงประมาณ 5 ฟุต หรือ 150 ซม. ความกว้างของกระดูกเชิงกรานช่วยยืนยันว่าเธอเป็นเพศหญิงแน่นอน และมีอายุ 25-35 ปี ตอนเสียชีวิต ซึ่งถือว่าเป็นวัยกลางคนสำหรับมนุษย์ยุคนั้น

สาเหตุการเสียชีวิตยังเป็นปริศนา อย่างไรก็ดี ศพของเธอถูกฝังอย่างตั้งใจตามธรรมเนียมนิยม ไม่ได้ถูกปล่อยให้ย่อยสลายตามธรรมชาติอย่างไร้การเหลียวแล

โครงกระดูกถูกฝังอยู่ใต้ดิน มีร่องรอยของพิธีกรรมไม่มากนัก อยู่ในหลุมตื้น จัดวางในท่างอตัว หันหน้าเข้าเพิงผา ชิ้นส่วนต่าง ๆ ค่อนข้างแหลก เพราะถูกกระทำจากกิจกรรมและสภาพแวดล้อมสมัยหลัง พบกระดูกสัตว์ที่สันนิษฐานว่าเป็นเครื่องอุทิศหรือเครื่องสังเวยพร้อมเครื่องมือหินกระเทาะ และหินขนาดใหญ่วางทับร่าง วิเคราะห์ได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ระบุตำแหน่งการฝังศพ หรือเพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์มาคุ้ยเขี่ยรบกวนหรือกินซากในหลุมศพ

หลังการค้นพบครั้งสำคัญนั้น อ. รัศมี อาจารย์ประจำคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ติดต่อ ดร. ซูซาน ผู้เชี่ยวชาญด้านการจำลองใบหน้าคนโบราณ ให้สร้างรูปหน้าจากโครงกระดูกดังกล่าว ดร. ซูซาน จึงศึกษาและสร้างใบหน้าขึ้นมาด้วยภาพวาด 2 มิติ เติมเนื้อหนังบนผิวกระโหลกด้วยข้อมูลจากกะโหลกศีรษะมนุษย์เพศหญิงยุคเดียวกันจำนวนถึง 720 ตัวอย่าง จาก 25 ประเทศทั่วโลก

พร้อมกันนั้น อ. รัศมี ยังใช้ข้อมูลจากนัทธมนและทีมขุดค้นที่ช่วยกันวิเคราะห์จากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ สร้างเป็นแบบจำลอง 3 มิติ ส่งให้ประติมากรสร้างเป็นประติมากรรมลอยตัว โดยการหล่อด้วยเรซิน

เป็นที่มาของรูปจำลองใบหน้า “สตรีแห่งถ้ำลอด” ทั้ง 2 เวอร์ชัน ซึ่งมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง แต่คล้ายคลึงกันหลายส่วน สะท้อนว่าข้อมูลประกอบการวิเคราะห์และออกแบบมีความถูกต้องในระดับหนึ่ง

“สตรีแห่งถ้ำลอด” บรรพบุรุษคนไทย?

โครงกระดูกมนุษย์ยุคโบราณถือเป็นบรรพบุรุษของคนไทยหรือไม่ คำตอบคือ “ไม่รู้”

เพราะข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับสตรีแห่งถ้ำลอดยังไม่หนักแน่นพอให้ยืนยันได้ว่าเธอเป็นบรรพบุรุษคนไทยจริง ๆ นั่นเอง

อ. รัศมี ชี้ว่า ภาพจำลองทำให้เราทราบลักษณะทางกายภาพของผู้หญิงคนนี้ว่าเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์อย่างเรา ๆ หรือ โฮโมเซเปียนส์(Homo sapiens) อย่างแน่นอน คือใบหน้ามีโหนกแก้มสูง ดวงตาคล้ายผลอัลมอนด์ ผิวสีน้ำตาล และผมออกสีน้ำตาล-ดำแบบคนเอเชีย

ด้าน ดร. ซูซาน (Susan Hayes) ให้ความเห็นว่า ผู้หญิงคนนี้มีหน้าตาคล้ายคนยุคปัจจุบันในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอาจรวมถึงเอเชียตะวันออกกับแอฟริกา แต่ไม่ควรเจาะจงว่าเป็นบรรพบุรุษของคนเชื้อสายใด

เราบอกได้เพียงนี่คือใบหน้าของผู้หญิงปลายยุคน้ำแข็ง ที่เคยดำรงชีวิตอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในพื้นที่ประเทศไทยเท่านั้น

ย้อนกลับไปเรื่องรูปแบบการฝังศพ มีการวิเคราะห์ว่าการฝังศพท่างอตัวเพื่อสื่อถึงท่าของทารกตอนอยู่ในครรภ์มารดา สะท้อนการเกิดใหม่ (ในโลกหน้า) แต่เมื่อไม่มีหลักฐานยืนยันว่าความเชื่อดังกล่าวเกิดขึ้นแล้ว ณ ช่วงเวลานั้น การจัดท่าทางของศพแบบนั้นอาจเป็นเพราะตอนแบกศพใส่คานเพื่อหามไปฝัง ต้องมีการมัดมือมัดเท้าสำหรับสอดคาน ศพมนุษย์โบราณจึงถูกฝังในท่านั้นเลย คืองอตัวเพราะมือ-เท้าถูกมัดประกบกัน

อย่างไรก็ตาม การศึกษาโครงกระดูกมนุษย์ที่ถ้ำลอดและความรู้ใหม่ ๆ ที่ตามมานี้ นับเป็นส่วนสำคัญในการทำความเข้าใจวิวัฒนาการทั้งทางกายภาพและสังคมของคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงเข้าใจความเป็นมาของ “คน” ก่อนที่จะเป็น “คนไทย”

แต่อย่าลืมว่าใบหน้าของ “สตรีแห่งถ้ำลอด” ไม่ควรถูกระบุว่าเป็นตัวแทนหญิงไทยในอดีต เพราะเธอคือตัวแทนของคนเมื่อ 13,000 ปีก่อน บนที่สูงที่ปัจจุบันคือบริเวณพรมแดนไทย-พม่า นิยามเธอแบบนั้นน่าจะเหมาะสมที่สุด

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

พิพัฒน์ กระแจะจันทร์, มติชนรายวัน. ผลงานระดับโลก ใบหน้าจำลอง บรรพบุรุษหญิงไทย (?) ปลายยุคน้ำแข็ง 13,000 ปีมาแล้ว. วันที่ 20 เมษายน 2560.

วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์, National Geographic ฉบับภาษาไทย. พฤษจิกายน 2564. โบราณคดีที่ปางมะผ้า คลี่คลายความลับจากบรรพกาล. กรุงเทพฯ : อมรินทร์.

Thai PBS. โฉมหน้าบรรพบุรุษคนไทยยุคน้ำแข็งตอนปลาย อายุ 13,000 ปีครั้งแรก. 30 มกราคม 2561. จาก https://www.thaipbs.or.th/news/content/269779

Susan Hayes, Rasmi Shoocongdej, Natthamon Pureepatpong, Sanjai Sangvichien
and Kanoknart Chintakanon. A Late Pleistocene woman from Tham Lod, Thailand: the influence of today on a face from the past. Cambridge University Press. 04 April 2017. (Online)

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 17 สิงหาคม 2567

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “มนุษย์โบราณ” 13,000 ปี บนแผ่นดินไทย! ใครคือสตรีแห่งถ้ำลอด?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...