โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ความหนักใจที่ไม่มีใครบอก เมื่อผู้หญิงต้องเลือกออกจากงาน เพื่อดูแลลูกและครอบครัว

Mission To The Moon

เผยแพร่ 24 ต.ค. 2567 เวลา 05.30 น. • Mission To The Moon Media

"ผู้หญิงเก่งๆ หลายคนต้องละทิ้งอาชีพการงานหลังมีลูก"
.
.
นี่คือความจริงที่สะท้อนให้เห็นว่าโลกการทำงานในปัจจุบันยังไม่เอื้อต่อการเป็นแม่ จากการสำรวจล่าสุดพบว่า 43% ของผู้หญิงที่มีความสามารถ อยู่ในตำแหน่งที่สูงในองค์กร ต่างก็ต้องออกจากงานหรือพักงานชั่วคราวหลังจากการคลอดลูก ขณะที่ผู้ชายเพียง 1 ใน 7 เท่านั้นที่รู้สึกว่าการมีลูกส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงาน ตัวเลขเหล่านี้ก็สะท้อนความไม่เท่าเทียมในโลกการทำงานได้อย่างชัดเจน
.
แม้โลกจะก้าวหน้าไปมาก แต่ความท้าทายของการเป็นแม่ที่ต้องทำงานไปด้วยกลับไม่ได้ลดน้อยลง คุณแม่มือใหม่หลายคนพบว่าตัวเองต้องเผชิญกับการเลือก ระหว่างการเป็นแม่ที่ดีหรือพนักงานที่ทุ่มเท ทั้งที่ความจริงแล้ว การเป็นแม่ไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าในอาชีพ และการมีอาชีพที่มั่นคงก็ไม่ควรขัดขวางการมีครอบครัวที่อบอุ่น เรามาสำรวจกันว่าเหตุใดผู้หญิงจำนวนมากถึงต้องเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบากนี้ และมีทางออกอะไรบ้างที่จะช่วยให้พวกเธอสามารถประสบความสำเร็จได้ทั้งสองด้าน
.
.
‘จะเลือกเป็นแม่ หรือจะเป็นพนักงาน’ ความท้าทายที่ไม่มีใครกล้าบอก
.
เบื้องหลังความสำเร็จของผู้บริหารหญิงหลายคน มักซ่อนเรื่องราวของการต่อสู้และการเสียสละไว้มากมาย หลายคนเคยอยู่ในจุดสูงสุดของอาชีพ เป็นผู้อำนวยการอายุน้อยที่สุดในบริษัทชั้นนำ ทำงานในแวดวงที่ผู้ชายเป็นใหญ่ และพิสูจน์ตัวเองจนได้รับการยอมรับ แต่เมื่อถึงจุดที่ต้องการมีครอบครัว ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไป
.
แม้องค์กรหลายแห่งจะพยายามช่วยเหลือ ทั้งอนุญาตให้ทำงานที่บ้าน ยืดหยุ่นเรื่องเวลา แต่ในความเป็นจริง การเป็นคนเดียวในทีมที่ต้องการความยืดหยุ่นที่พิเศษกว่าคนอื่น กลับทำให้ผู้หญิงเหล่านี้ค่อยๆ สูญเสียบทบาทและอำนาจในการตัดสินใจลง หลายคนไม่กล้าแสดงความคิดเห็น สูญเสียความมั่นใจ และสุดท้ายต้องตัดสินใจลาออกเมื่อมีลูกคนที่สอง เพราะการจัดการทั้งสองบทบาทพร้อมกันเป็นไปได้ยากในระบบการทำงานปัจจุบัน จากอุปสรรคที่มักพบเจอ เช่น
.
[ ] การต่อสู้กับเวลา - สำหรับคุณแม่หลังคลอดแล้ว ทุกนาทีคือการแข่งขัน ตั้งแต่การจัดสรรเวลาระหว่างการประชุมสำคัญกับการปั๊มน้ำนม การรีบเร่งออกจากที่ทำงานเพื่อไปรับลูกให้ทันเวลาเลิกเรียน การรับมือเมื่อลูกป่วยกะทันหัน ไปจนถึงกิจกรรมโรงเรียนที่มักจัดในเวลางาน
.
[ ] ภาระทางการเงิน - เงินช่วยเหลือการลาคลอดที่ไม่เพียงพอ แม้แต่ในสหราชอาณาจักรที่เป็นประเทศโลกที่หนึ่ง คุณแม่กลับได้รับเพียง 90% ของรายได้เฉลี่ยต่อสัปดาห์ในช่วง 6 สัปดาห์แรก หลังจากนั้นเหลือเพียง 151.97 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ขณะที่ค่าครองชีพและค่าจ้างพี่เลี้ยงเด็กพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หลายคนต้องชั่งน้ำหนักระหว่างรายได้กับค่าใช้จ่าย
.
[ ] แรงกดดันทางสังคม - อคติในที่ทำงานที่มองว่าแม่ลูกอ่อนทุ่มเทกับงานน้อยลง หรือการมีคำถามที่แฝงการตำหนิอย่างเช่น "แล้วใครดูแลลูกคุณ?" "ไม่เสียดายที่พลาดช่วงเวลาสำคัญของลูกหรือ?" ความคาดหวังเหล่านี้ ทำให้ผู้หญิงมีแนวคิดว่าตัวเองต้องเพอร์เฟ็กต์ทั้งในฐานะแม่และพนักงานไปโดยปริยาย โดยที่พนักงานชายอาจจะไม่ต้องพบกับความกดดันเช่นนี้
.
เรื่องราวเหล่านี้ไม่ใช่กรณีที่เกิดขึ้นน้อยครั้ง แต่เป็นความท้าทายที่แม่ทำงานจำนวนมากต้องเผชิญ แม้คนภายนอกอาจมองไม่เห็น แต่การพยายามรักษาสมดุลระหว่างการเป็นผู้นำในที่ทำงานและการเป็นแม่นั้น เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามและการเสียสละมากกว่าที่ใครจะจินตนาการได้
.
.
ความจริงที่ไม่สวยหรู เมื่อคุณแม่เลือกออกจากงาน
.
หลายคนมองว่าการออกจากงานมาดูแลลูกคือทางออกที่ดีที่สุดในขณะนั้น เพราะคุณแม่จะได้ทุ่มเทให้กับครอบครัวอย่างเต็มที่ แต่ความเป็นจริงกลับไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด เพราะหญิงสาวที่เคยประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานจำนวนไม่น้อยพบว่าตัวเองต้องต่อสู้กับความรู้สึกสูญเสียตัวตนที่เกิดขึ้นหลังจากการลาออกจากงาน
.
"ฉันร้องไห้ในห้องน้ำทุกครั้งที่ไม่มีใครสามารถรับฟังความหนักใจของฉันได้ ฉันคิดถึงช่วงเวลาที่มีคนรับฟัง มีคนแสดงความคิดเห็น หรือการทำงานที่มีคำตอบถูกผิดชัดเจน" หนึ่งในแม่ที่ลาออกจากงานเล่าด้วยน้ำตา เธอเป็นเพียงตัวอย่างของผู้หญิงอีกมากมายที่พบว่าแม้การดูแลลูกจะเป็นความสุข แต่การสูญเสียอิสรภาพทางการเงินและตัวตนในโลกการทำงานก็เป็นความเจ็บปวดที่ไม่มีใครเข้าใจ
.
สถิติยิ่งสะท้อนความจริงที่น่าตกใจ เพราะ 85% ของคุณแม่ต้องออกจากงานประจำภายใน 3 ปีหลังมีลูกคนแรก และเมื่อพวกเธอต้องการกลับเข้าสู่ตลาดงาน กลับพบว่าทุกอย่างเปลี่ยนไป ตำแหน่งผู้จัดการที่เคยทำนั้นต้องการผู้หญิงลดลงถึง 36% ในปัจจุบัน ในขณะที่ตำแหน่งงานธุรการและงานระดับเริ่มต้นกลับต้องการผู้หญิงเพิ่มขึ้น 44% สะท้อนให้เห็นว่าผู้หญิงจำนวนมากต้องยอมรับตำแหน่งที่ต่ำกว่าเดิมเพื่อแลกกับความยืดหยุ่นในการดูแลครอบครัว
.
ผลกระทบไม่ได้จบแค่นั้น การหายไปจากตลาดแรงงานหลายปีทำให้ทักษะที่เคยมีกลายเป็นสิ่งล้าสมัย โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ช่องว่างในประวัติการทำงานกลายเป็นคำถามที่ต้องอธิบายในทุกการสัมภาษณ์ และการต้องเริ่มต้นใหม่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่าไม่เพียงกระทบต่อความมั่นใจ แต่ยังส่งผลต่อความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว ทั้งเงินเดือน เงินเก็บ และเงินบำนาญในอนาคต
.
"ฉันไม่เคยคิดว่าการตัดสินใจออกจากงานจะส่งผลกระทบยาวไกลขนาดนี้" อดีตผู้จัดการฝ่ายการตลาดที่ลาออกมาดูแลลูกเป็นเวลา 5 ปีเล่า "ตอนนี้ลูกโตพอที่จะกลับไปทำงานได้แล้ว แต่ไม่มีใครกล้ารับคนที่หายไปจากวงการนานขนาดนี้ในตำแหน่งเดิม บางที่ถึงขั้นบอกว่าให้เริ่มต้นใหม่จากตำแหน่งผู้ช่วย ทั้งที่ฉันเคยบริหารทีมมาก่อน"
.
.
ก้าวต่อไปของสังคม ผู้หญิงมีทางเลือกที่ดีกว่านี้อีกไหม?
.
ในโลกปัจจุบันนี้ที่ 41% ของครอบครัวมีผู้หญิงเป็นผู้หาเลี้ยงหลัก การบังคับให้ผู้หญิงเลือกระหว่างครอบครัวกับอาชีพไม่ใช่ทางออกอีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากการยอมรับก่อนว่า “ผู้หญิงที่เป็นแม่ไม่ได้ทุ่มเทกับงานน้อยลง” พวกเธอแค่ต้องการระบบและสภาพแวดล้อมที่เข้าใจและสนับสนุนให้สามารถทำหน้าที่ทั้งสองด้านได้อย่างสมดุล
.
โควิด-19 ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการทำงานแบบยืดหยุ่นเป็นไปได้และมีประสิทธิภาพ และการสำรวจพบว่าพนักงาน 2 ใน 3 ทำงานได้ดีขึ้นเมื่อทำงานจากบ้าน นี่คือโอกาสที่องค์กรต่างๆ จะปรับเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงานครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับผลลัพธ์มากกว่าเวลานั่งโต๊ะ และการยอมรับว่าพนักงานสามารถมีชีวิตส่วนตัวที่มีความสุขควบคู่ไปกับการสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยม
.
ขณะเดียวกัน สังคมต้องเลิกมองว่าการดูแลลูกเป็นหน้าที่ของแม่เพียงฝ่ายเดียว การส่งเสริมให้พ่อมีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูลูกอย่างเท่าเทียม จะไม่เพียงช่วยแบ่งเบาภาระของแม่ แต่ยังสร้างความผูกพันในครอบครัว และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกๆ ในการสร้างสังคมที่เท่าเทียมในอนาคต
.
.
ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่เราต้องยอมรับว่าผู้หญิงสามารถประสบความสำเร็จได้ทั้งในฐานะแม่และคนทำงานมืออาชีพ เพื่อสร้างโลกที่ลูกสาวของเราไม่ต้องเลือกระหว่างความฝันกับการมีครอบครัวอีกต่อไป เพราะความสำเร็จที่แท้จริงไม่ควรมาพร้อมกับการเสียสละความสุขของคนในครอบครัว
.
.
อ้างอิง
- Why 43% of Women With Children Leave Their Jobs, and How to Get Them Back: Paulette Light: The Atlantic - https://bit.ly/4fa19yY
- Why Do Women Give Up Jobs On Marriage & Motherhood: NabanitaDhar - https://bit.ly/4eP0XWb
- The Uncomfortable Truth About Women’s Careers After Babies: Jessica Heagren, Voice At The Table - https://bit.ly/3YyCj6C
- What They Don't Tell You About Having Kids And A Career: Deb Liu, Perspective - https://bit.ly/3C2Wq3I
- The Reality of Juggling Motherhood and a Career: Katie Alexander, Empoword Journalism - https://bit.ly/3YyCj6C
.
#คุณแม่วัยทำงาน
#trend
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...