12 ปีหลังรัฐประหาร...6 ตุลา 2519 สู่การประนีประนอม คล้ายปัจจุบัน
ฉบับที่แล้วได้พูดถึงสาเหตุของการเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ไปแล้ว
ครั้งนี้จะพูดถึงการสืบทอดอำนาจโดยเปรียบเทียบสถานการณ์การเมืองหลังรัฐประหาร 2557 ถึงปัจจุบัน
ที่เข้าสู่การประนีประนอมแบ่งอำนาจ
การสืบทอดอำนาจ
หลังรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519
หลังเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม กับมีนักศึกษาประชาชนเข้าป่าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ใช้อาวุธต่อสู้กับรัฐบาล ทำให้เกิดสงครามในประเทศ เศรษฐกิจตกต่ำ ชื่อเสียงประเทศเสียหาย
การแก้ไขที่กลุ่มอำนาจเก่าทำได้ก็คือรัฐประหารซ้ำในวันที่ 20 ตุลาคม 2520 โดย พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ แล้วกลุ่มทหารที่มีอำนาจตัวจริงก็ขึ้นมาคุมอำนาจรัฐ ออกกฎหมายนิรโทษกรรมกรณี 6 ตุลาคม ในกลางปี 2521 ทำให้ตัวเองพ้นผิด และก็ยกเลิกข้อกล่าวหาที่ตั้งไว้กับจำเลยต่างๆ
จากนั้นก็พยายามขอสงบศึก เพื่อให้พวกที่เข้าป่าจับปืนต่อสู้กลับมาสู่เมือง ด้วยคำสั่งตามนโยบาย 66/23 สมัยนายกฯ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
ในทางการเมืองก็จัดให้มีรัฐธรรมนูญ (รธน.) ฉบับ 2521 แต่ก็เอาเปรียบโดยการแต่งตั้ง ส.ว. จำนวน 3 ใน4 ของ ส.ส. และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในปี 2522
ดังนั้น พล.อ.เกรียงศักดิ์จึงได้เป็นนายกฯ เพราะมี ส.ว.ที่ตัวเองแต่งตั้ง บวกกับนักการเมืองที่คุมได้มาสนับสนุนให้ตั้งรัฐบาล
แต่ดำรงตำแหน่งได้ไม่ถึง 1 ปี ก็ถูกโค่นกลางสภาในเดือนมีนาคม 2523 และกลุ่มอำนาจเก่าก็ยกให้ พล.อ.เปรม เป็นนายกฯ แทน
การเมืองแบบที่ให้ทหารเป็นนายกฯ แต่มีเลือกตั้ง มีพรรคการเมืองและนักการเมืองมาร่วมรัฐบาลผสมช่วงนั้นเรียกกันว่า…ประชาธิปไตยครึ่งใบ…
จนถึงการเลือกตั้ง 2531 ซึ่งผ่านมา 12 ปีหลังการรัฐประหารในปี 2519 พล.อ.เปรม บอกว่าพอแล้ว (ซึ่งก็นานถึง 8 ปี)
การสืบทอดอำนาจ
หลังการรัฐประหารปี 2557
การรัฐประหารซ้ำ ปี 2557เกิดจากความจำเป็น เนื่องจากการทำรัฐประหารปี 2549 ไม่สามารถยึดอำนาจรัฐและสืบทอดอำนาจได้อย่างต่อเนื่องพอ รู้สึกว่า…เสียของ…ก็พยายามใช้ตุลาการภิวัฒน์
ยึดอำนาจอีกครั้งเมื่อถูกประชาชนต่อต้านจึงเกิดการปราบปรามและเข่นฆ่าประชาชนกลางเมืองในปี 2553 คนในคณะรัฐประหาร คสช.มีส่วนร่วมมาตลอดตั้งแต่ 2549 จนถึง 2553 ความผิดนี้ได้ปรากฏขึ้นแล้วและเป็นเรื่องร้ายแรง
ดังนั้น เมื่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งได้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ในปี 2554 ถ้าปล่อยให้มีอำนาจต่อไปอาจจะมีการรื้อฟื้นคดีและฟ้องร้องผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีสังหารประชาชน การรัฐประหารในปี 2557 จึงต้องเกิดขึ้น
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะ คสช. ทำการยึดอำนาจ ส่วนบาปที่เกิดจากความวุ่นวายก็ตกไปอยู่กับกลุ่ม กปปส. จากนั้นก็ครองอำนาจภายใต้คณะรัฐประหารยาวนานเกือบ 5 ปี
การสืบทอดอำนาจก็ใช้หลักเดียวกับ พล.อ.เกรียงศักดิ์ คือร่างรัฐธรรมนูญให้ได้เปรียบสุดสุด เป็นฉบับ 2560 มีบทเฉพาะกาลให้แต่งตั้ง ส.ว. 250 คนมีสิทธิ์เลือกนายกฯ ได้ และให้มีอายุนานถึง 5 ปีซึ่งสามารถจะทำให้การเลือกนายกฯ ทำได้ 2 ครั้ง ส.ว.ทำได้ตามเป้าหมาย และคดีปราบประชาชนปี 2553 ไม่มีการฟ้อง
บารมีของ พล.อ.ประยุทธ์น้อยกว่าของ พล.อ.เปรม แต่อยู่ในอำนาจได้นานกว่า พล.อ.เปรมเล็กน้อย คืออยู่ได้ถึง 9 ปี
ความแตกต่าง
ของสภาพแวดล้อมทางการเมือง
ในช่วง 48 ปี
1. ความตื่นตัวของประชาชนในยุคใหม่หลังรัฐประหาร 2549 จนถึง 2566 มีมากกว่า รับรู้ข่าวสารด้วยโทรศัพท์มือถือและสื่ออินเตอร์เน็ตจึงได้ข้อมูลรอบด้านมากกว่ายุคปี 2519-2531
2. การเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่ และการเคลื่อนไหวของเยาวชน คือการยกระดับการต่อสู้ตามระบอบประชาธิปไตย เช่นเดียวกับเมื่อครั้งเกิดพรรคไทยรักไทย และผลการเลือกตั้ง 2562 และ 2566 นำไปสู่เกมประนีประนอม
3. ตั้งแต่รัฐประหาร 2549 และรัฐประหาร 2557 ฝ่ายประชาชนไม่มีความคิดที่จะใช้แนวทางต่อต้านรัฐบาลด้วยกำลังอาวุธ ในลักษณะเป็นขบวนการหรือพรรค แต่มีความมุ่งมั่นที่จะใช้การเลือกตั้งเอาชนะ
ในขณะที่กลุ่มอำนาจเก่ายังใช้แนวทาง ยึดกลุ่มองค์กรอิสระอาศัยอำนาจตุลาการและพรรคการเมือง ประสานกันเพื่อเอาชนะเกมในสภาและเกมในกระบวนการยุติธรรมเพื่อสกัดและปลดผู้มีอำนาจของฝ่ายประชาธิปไตย และยุบพรรคการเมือง
4. ปัจจุบันกำลังฝ่ายประชาชนได้ถูกแยกออกเป็น 2 ส่วนแล้ว ความเป็นไปได้ที่จะรวมกันในระยะใกล้ๆ มองไม่เห็น การผลักดันนโยบายต่างๆ ที่จะทำให้ประชาชนได้ประโยชน์จะยากขึ้น
เช่น การแก้รัฐธรรมนูญ ที่ต้องได้รับความเห็นชอบจาก ส.ว. 1 ใน 3
แต่ ส.ว.ที่ได้รับเลือก ล่าสุด ส่วนใหญ่เป็นสีน้ำเงิน ล่าสุดแสดงออกในเรื่องกฎหมายการลงประชามติ การแก้รัฐธรรมนูญ ผ่านสภาชุดนี้คงยากแล้ว
ทุกฝ่ายต้องคิดวิธีต่อสู้
ในเกมและนอกเกมประนีประนอม
การเลือกตั้งปี 2566 เห็นชัดว่าพรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียงประมาณเกือบ 11 ล้าน และพรรคก้าวไกลได้คะแนนเสียงเกินกว่า 14 ล้าน เสียงของพรรคฝ่ายอนุรักษนิยมรวมกันแล้วไม่ถึง 8 ล้านเสียง
ดังนั้น กลุ่มอำนาจเก่าจึงพลิกเกมดึงเอาพรรคเพื่อไทยมาเป็นแนวร่วม และยอมให้เป็นนายกฯ แต่ในขณะเดียวกันก็มีวิธีควบคุม โดยกฎหมาย และคดีความ คราวนี้นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร มาเป็นทั้งตัวประกัน และตัวเดินเกม
หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ผ่านมา 48 ปี ถึงวันนี้ต้องยอมรับว่าฝ่ายก้าวหน้าจะขึ้นครองอำนาจรัฐโดยตนเองโดดๆ แทบเป็นไปไม่ได้ในระยะ 5 ปีนี้
ขณะนี้ กลุ่มอำนาจเก่าได้เปรียบในโครงสร้างทั้ง 3 ฝ่ายคือนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ (ถ้าหากว่าพวกเขาไม่มีอำนาจ ก็จะรัฐประหารยึดอำนาจ ) แต่หลังเลือก ส.ว. พวกเขาได้เปรียบอย่างมาก
สภาพทางการเมืองจากการรัฐประหาร 2557 ถึงตอนนี้ ย้อนกลับมาคล้ายหลังรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 ที่ผ่านการต่อสู้อย่างดุเดือดหลายปี และก็ค่อยเข้าสู่การประนีประนอม เมื่อผ่านไป 10-12 ปี ก็มาถึงจุดที่ พล.อ.เปรม ก้าวลง และ “น้าชาติ” พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ จากพรรคชาติไทย ขึ้นเป็นนายกฯ
แต่สิ่งที่แตกต่างคืออำนาจนอกระบบในยุคปัจจุบัน มีแรงกดดันมากกว่า การจะพัฒนาไปสู่ยุครุ่งเรืองเหมือนหลังปี 2535 คงไม่ง่าย
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 12 ปีหลังรัฐประหาร…6 ตุลา 2519 สู่การประนีประนอม คล้ายปัจจุบัน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com