โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ท่องเที่ยว

One Day Trip | เที่ยวชิลล์ๆ เดินทางง่าย ตามรถไฟฟ้าสายสีแดง

tripgether ทริปเก็ทเตอร์

อัพเดต 02 ก.พ. 2565 เวลา 16.54 น. • เผยแพร่ 02 ก.พ. 2565 เวลา 09.55 น. • tripgether.com

เพื่อนๆ คงจะรู้กันแล้วว่าตอนนี้กรุงเทพมหานครของเราได้เปิดเส้นทางการเดินรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีกสาย นั่นก็คือรถไฟฟ้าสายสีแดงนั่นเอง โดยรถไฟฟ้าสายสีแดงนั้นจะวิ่งตั้งแต่ในเมืองจนถึงชานเมือง และมีตารางเวลาการเดินรถที่แน่นอน ทำให้การเดินทางสะดวกสบายมากขึ้น โดยศูนย์กลางรถไฟฟ้าสายสีแดงจะอยู่ที่บางซื่อ วันนี้ทริปเก็ทเตอร์ก็จะพาเพื่อนๆ ไปเที่ยวแบบชิลล์ๆ แพลนไม่แน่นมาก แต่ครบทุกรสชาติ ตามรถไฟฟ้าสายสีแดงกัน จะชิลล์ขนาดไหน ก็ตามไปดูกันเลยกับ One Day Trip | เที่ยวชิลล์ๆ เดินทางง่าย ตามรถไฟฟ้าสายสีแดง

One Day Trip | เที่ยวชิลล์ๆ เดินทางง่าย ตามรถไฟฟ้าสายสีแดง

วันนี้ทริปของเราเริ่มต้นที่สถานีกลางบางซื่อ ซึ่งกำลังจะกลายเป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางรถไฟ เป็นสถานีที่มีขนาดใหญ่ กว้างขวาง สามารถรองรับผู้คนได้จำนวนมาก โดยสถานีกลางบางซื่อจะเป็นจุดเชื่อมระหว่าง รถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อน ตลิ่งชัน - บางซื่อ รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม บางซื่อ - รังสิต และรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ซึ่งแพลนของเราวันนี้จะเป็นรถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม บางซื่อ - รังสิต นั่นเอง ว่าแล้วก็อย่ารอช้า มุ่งหน้าไปขึ้นรถไฟฟ้าสายสีแดงกันเลย~

เดินทางแค่ไม่กี่นาที ก็มาถึงสถานีวัดเสมียนนารี จุดเช็คอินแรกของเราในวันนี้ บอกแล้วว่าเดินทางง่ายจริงๆ ไม่เชื่อต้องมาลองแล้วแหละ

วันนี้เริ่มทริปแบบสบายๆ กับร้านอาหารเช้าลับๆ ซ่อนตัวอยู่ในอาคาร CEC ไม่ไกลจากสถานี มุ่งหน้าไปทางออก 1 กันได้เลย ร้านมีชื่อว่า จิบไถ่ คาเฟ่ เป็นร้านที่เน้นขายเมนูอาหารเช้าและเครื่องดื่มหลากหลาย เมนูที่เราเลือกสั่งในวันนี้เป็นเมนู Must Try ของร้าน นั่นก็คือ จิบไถ่ ไข่กระทะ และ วาฟเฟิล คลับแซนด์วิช

สำหรับเมนูจิบไถ่ ไข่กระทะ จะมีแซนวิชทาเนยและน้ำส้มเสิร์ฟมาเป็นเซ็ตพร้อมกับไข่กระทะ บอกเลยว่ารสชาติอร่อยลงตัวสุดๆ ไข่ขาวเนื้อนุ่ม ไข่แดงเยิ้มๆ กินพร้อมกับไส้กรอกและหมูแฮมที่คลุกด้วยซอสปรุงรสมาอย่างดี ส่วนขนมปังทาเนยก็รสชาติหวานมันและกรอบพอดี เมนูนี้ราคา 95 บาท

ส่วนเมนูวาฟเฟิล คลับแซนด์วิช เป็นวาฟเฟิลกลิ่นหอมกรุ่น สดใหม่จากเตา เนื้อสัมผัสกรอบนอกนุ่มใน ตรงกลางมีแฮม ชีส ไข่ดาว และผักสดแทรกอยู่ กินพร้อมกันอร่อยมากๆ รสหวานจากวาฟเฟิลตัดกับรสชาติของชีสได้เป็นอย่างดี และสำหรับเซ็ตนี้ก็เสิร์ฟพร้อมน้ำส้มเช่นเดียวกัน เมนูนี้ราคา 115 บาท

เนื่องจากช่วงนี้ภายในตัวร้านยังคงปิดไม่ให้เข้า แต่ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะเราสามารถนั่งกินได้ที่โต๊ะภายนอกภายในอาคารข้างๆ ร้านเลย

  • Location: 68/2 ถ.กำแพงเพชร 6 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ
  • Phone: 02 158 0345
  • Open-Close: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 07.00 - 19.00 น.
  • Facebook: Jibtai Cafe

หลังจากเติมพลังมื้อเช้ากันจนอิ่มท้องแล้ว เราก็ไปต่อกันที่จุดเช็คอินถัดไป ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากร้านเลย นั่นก็คือ วัดเสมียนนารี นั่นเอง มาแวะไหว้พระรับความเป็นสิริมงคลให้จิตใจผ่องใสในตอนเช้ากันเถอะ

เริ่มจากไหว้หลวงพ่อทันใจ พระพุทธรูปปางมารวิชัยที่มีชื่อเสียงเรื่องบันดาลพรให้กับคนที่ไปกราบไหว้ ซื้อธูป เทียน และดอกไม้ได้จากในวัดเลย

สามารถปิดทองพระพุทธรูปได้ด้วย

นอกจากหลวงพ่อทันใจแล้ว วัดเสมียนนารียังมีวิหารพระพุทธรูป 5 พี่น้อง ที่มีตำนานเล่าว่าลอยมาตามแม่น้ำทั้ง 5 สาย ประกอบไปด้วย หลวงพ่อโสธร หลวงพ่อวัดไร่ขิง หลวงพ่อโต หลวงพ่อบ้านแหลม และหลวงพ่อเขาตะเครา ซึ่งที่วัดเสมียนนารีก็ได้มีประดิษฐานพระพุทธรูปจำลองของหลวงพ่อ 5 พี่น้อง สามารถเดินทางมากราบไหว้สักการะกันได้เลย

แวะแชะรูปกันสักหน่อย

  • Location: 32 ม.2 ถ.กำแพงเพชร 6 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ
  • Phone: 02 589 4972
  • Open-Close: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 07.00 - 19.00 น.
  • Website: http://www.samiennaree.com/

หลังจากไหว้พระกันเสร็จแล้ว เราก็มุ่งหน้าไปจุดเช็คอินถัดไปกัน

แวะแชะรูปบนสถานีรถไฟฟ้ากันสักหน่อย บอกเลยว่าสถานีรถไฟฟ้าของสายสีแดงนั้นกว้างมากๆ มีมุมให้ถ่ายรูปแบบเก๋ๆ ได้เยอะเลย

ภายในรถไฟฟ้าสายสีแดงจะเป็นกระจกกว้าง มองเห็นวิวได้แบบเต็มๆ ให้ฟีลเหมือนอยู่ญี่ปุ่นเลย

นั่งชมวิวแบบเพลินๆ

ถ่ายรูปลงไอจีแบบเก๋ๆ

และแล้วก็มาถึงจุดเช็คอินที่ 2 แอบกระซิบว่าเป็นจุดที่สามารถใช้เวลาได้ทั้งวัน นั่นก็คือ MOCA Museum of Contemporary Art หรือมีชื่อไทยว่า พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย สถานที่รวบรวมและจัดแสดงงานศิลปะจากศิลปินทั่วประเทศไทย การเดินทางก็สะดวกสุดๆ นั่งรถไฟฟ้าสายสีแดงมาลงสถานีบางเขน แล้วมุ่งหน้าไปที่ทางออก 2 เดินไม่นานก็ถึงแล้ว

ที่นี่มีค่าเข้าชมคนละ 250 บาท ถ้ามีบัตรนักเรียนนักศึกษา จะได้รับส่วนลดเหลือคนละ 100 บาท

พิพิธภัณฑ์จะมีด้วยกันทั้งหมด 5 ชั้น แต่ละชั้นจะจัดแสดงผลงานที่แตกต่างกันออกไป โดยผู้ที่เข้าชมจะได้รับแผ่นพับแสดงแผนผังและรายละเอียดงานในแต่ละชั้นของพิพิธภัณฑ์ เรามาเริ่มกันที่ชั้น G จะเป็นนิทรรศการหมุนเวียน ซึ่งตอนที่เราไปเป็นนิทรรศการที่มีชื่อว่า "​Human(e)" งานศิลปะที่ถ่ายทอดความเป็นมนุษย์จากมุมมองของศิลปินทั้ง 4 คน

มาต่อกันที่ชั้น 3 กับโซนที่มีชื่อว่า สะพานข้ามจักรวาล จะเป็นอุโมงค์มืดสนิท พอเดินเข้าไปก็จะเห็นไฟดวงเล็กๆ เรียงตัวกันเป็นกาแล็คซี่ โดยตรงนี้สามารถถ่ายรูปแบบใช้แฟลชได้ โพสท่าสวยๆ รอตั้งแต่ทางเข้าได้เลย

มุมสุดฮิต อยู่ตรงทางออกสะพานข้ามจักรวาลเลย

ห้องต่อมาที่เราเอารูปมาฝากก็คือ ห้อง Richard Green ตกแต่งด้วยผนังสีเขียว เพดานเป็นกระจกโค้งรับแสงจากธรรมชาติ จำลองห้องนิทรรศการจากยุโรป ภายในจัดแสดงผลงานจากศิลปินยุโรปในยุคพระนางเจ้าวิคตอเรีย บางภาพมีอายุมากกว่า 300 ปี

สามารถใช้เวลาในห้องนี้ได้นานเลย

นอกจากนี้ยังมีผลงานศิลปะอื่นๆ ที่น่าสนใจจำนวนมาก บอกเลยว่า MOCA เป็น Public Space กลางกรุงที่สามารถมาเดินเล่นพักผ่อนหย่อนใจ พร้อมกับชมงานศิลปะได้อย่างเพลิดเพลิน

ที่พิพิธภัณฑ์มีคาเฟ่ให้บริการด้วยนะ ใครเดินเล่นแล้วเหนื่อยก็มานั่งพักกินน้ำกินขนมที่ตรงนี้ก่อนได้ แต่วันนี้เราไม่ได้แวะ เพราะเรากำลังจะพาเพื่อนๆ ไปจุดเช็คอินถัดไป ที่ต้องแอบกระซิบเลยว่าเตรียมท้องว่างๆ ไปให้พร้อม

  • Location: 499 ถ. กำแพงเพชร 6 แขวง ลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ
  • Phone: 02 016 5666
  • Open-Close: เปิดให้บริการวันอังคาร - อาทิตย์ เวลา 10.00 - 18.00 น. (หยุดทุกวันจันทร์)
  • Facebook: MOCA Museum of Contemporary Art
  • Website: www.mocabangkok.com/

หลังจากเดินเล่นถ่ายรูปกันจนหมดแรงแล้ว เราก็เดินทางไปจุดเช็คอินสุดท้ายของเราในทริปนี้กันเลย เดินทางมาลงที่สถานีหลักสี่ นั่นก็คือร้าน พธู Pa-tu Cafe & Restaurant ร้านอาหารสุดอบอุ่นที่ซ่อนตัวอยู่ในซอยกำแพงเพชร 6 เดินต่อจากสถานีหลักสี่เพียงแค่ 10 นาทีเท่านั้น เมื่อเดินมาถึงก็จะเจอร้านสีขาวตั้งอยู่โดดเด่นในซอย ด้านหน้ามีป้ายการันตีความอร่อยจากรายการต่างๆ

ร้านมีโซนที่นั่งทั้งอินดอร์และเอาท์ดอร์  วันนี้เราเลือกนั่งกันในร้าน ภายในร้านตกแต่งด้วยสีขาวเป็นหลัก แซมด้วยสีเขียวจากต้นไม้เล็กๆ มองดูสบายตา มีหน้าต่างรอบร้าน รับแสงจากธรรมชาติ นั่งถ่ายรูปก็สวยปังสุดๆ

เมนูของร้านมีทั้งเมนูอาหารไทยและอาหารยุโรปแนวฟิวชั่น วันนี้เราสั่งกันมาทั้งหมด 3 เมนู ได้แก่ ปลากระพงทอดน้ำปลา ต้มยำกุ้ง และมันบด เรียกได้ว่ามาครบทั้งอาหารไทยและต่างประเทศเลยทีเดียว

เริ่มจาก ต้มยำกุ้ง เป็นจานแรก ราคา 269 บาท บอกเลยว่าต้มยำกุ้งของที่นี่ไม่เหมือนที่อื่น เพราะว่าน้ำต้มยำจะเสิร์ฟมาในกาน้ำชาพร้อมกับกุ้งที่ตกแต่งอย่างสวยงามอยู่บนจาน ให้เราได้เทน้ำต้มยำลงไปเอง จังหวะที่กำลังเทน้ำต้มยำลงไปบนจานนี่สามารถถ่ายสตอรี่อวดเพื่อนได้เลย ส่วนรสชาติก็เข้มข้นกลมกล่อมถถูกใจสุดๆ โดยเฉพาะเนื้อกุ้งแน่นๆ ที่เสิร์ฟมาแบบเต็มปากเต็มคำ เป็นเมนูที่ไม่ควรพลาดทุกประการ

ถัดมาคือเมนูปลากระพงทอดน้ำปลา ราคา 299 บาท ปลากระพงทอดตัวใหญ่ ราดด้วยน้ำปรุงรส ไฮไลท์สุดพิเศษของเมนูนี้คือ ปลากระพงที่เสิร์ฟนั้นเป็นปลากระพงที่ทางร้านเอาก้างออกให้หมดแล้ว ดังนั้นไม่ต้องกลัวว่าจะต้องเอาก้างออกเองให้เลอะเทอะ เนื้อปลากระพงแน่นๆ ตัดกับรสชาติเปรี้ยวหวานอร่อยถึงใจ เป็นอีกเมนูที่ต้องลอง

และเมนูสุดท้ายของมื้อนี้ก็คือมันบด ราคา 100 บาท มันฝรั่งบดเนื้อเนียน มาพร้อมกับซอสปรุงรสซ่อนอยู่ตรงกลาง ตกแต่งจานด้วยดอกเข็ม รสชาติหวานมันละมุนลิ้น

ยังไม่หมดแค่นี้ เราปิดท้ายมื้อนี้กันด้วยของหวานอย่าง ชูโรส ที่เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมช็อกโกแลตและแอปเปิ้ล เป็นของหวานสไตล์โฮมเมดที่รับรู้ได้ถึงความพิถีพิถันในการทำของร้าน เมนูนี้ราคา 180 บาท

บรรยากาศร้านเงียบสงบ คลอไปด้วยเพลงสากลยุค 70 เหมาะสำหรับมานั่งกินข้าวแบบชิลล์ๆ แถมนอกจากร้านจะสวย บรรยากาศดี และอาหารอร่อยแล้ว พี่เจ้าของร้านยังใจดีและเป็นกันเองสุดๆ ถ้าใครแวะมาหลักสี่ก็ไม่ควรพลาดร้านนี้เลย

  • Location: 185/5-6 ซ.กำแพงเพชร 6 ซ. 5 แยก 6 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ
  • Phone: 02 573 5488
  • Open-Close: เปิดให้บริการวันอังคาร - อาทิตย์ เวลา 10.30 - 21.00 น. (ร้านหยุดทุกวันจันทร์)
  • Facebook: พธู Pa-Tu Cafe and Restaurant

และทั้งหมดนี้ก็คือ One Day Trip | เที่ยวชิลล์ๆ เดินทางง่าย ตามรถไฟฟ้าสายสีแดง เป็นวันเดย์ทริปที่เที่ยวแบบไม่เร่งรีบ ผ่อนคลายไปกับศิลปะ ชมวิวสองข้างทางตามรถไฟฟ้า ปิดท้ายด้วยอาหารมื้ออร่อย เหมาะที่จะไปกับเพื่อนสนิท คนรู้ใจ หรือครอบครัว แถมที่สำคัญคือเดินทางง่ายและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไม่แพงอีกด้วย

รวมค่าใช้จ่ายตลอด One Day Trip | เที่ยวชิลล์ๆ เดินทางง่าย ตามรถไฟฟ้าสายสีแดง
– ค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีแดง 104 บาท (52 บาท/คน)
– ค่าอาหารจิบไถ่คาเฟ่ 205 บาท (102.5 บาท/คน)
– ค่าเข้าชม MOCA Museum of Contemporary Art 500 บาท (250 บาท/คน)
– ค่าอาหารพธู Pa-tu Cafe & Restaurant 988 บาท (494 บาท/คน)

รวมค่าใช้จ่ายตลอดทริป 1797 บาท (สำหรับ 2 คน)
เฉลี่ยเหลือคนละ 898.5 บาท

เป็นยังไงกันบ้างกับ One Day Trip | เที่ยวชิลล์ๆ เดินทางง่าย ตามรถไฟฟ้าสายสีแดง ถ้าเพื่อนๆ คนไหนยังมองหาที่เที่ยวอื่นๆ ในกรุงเทพฯ ขอแนะนำ 8 คาเฟ่สไตล์มินิมอลในกรุงเทพ-ปริมณฑล เน้นสีขาวคลีน เอาใจสายคุมโทน หรือว่าใครกำลังมองหาที่ถ่ายรูปต้อนรับตรุษจีน ก็ขอแนะนำ 5 คาเฟ่สไตล์จีน เตรียมไปถ่ายรูปเช็คอิน ต้อนรับตรุษจีนแบบปังๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...